จีนจับตา “มือจับประตูรถแบบซ่อน” หลังเกิดอุบัติเหตุ

จีนกำลังพิจารณาเข้มงวดด้านความปลอดภัยของรถยนต์ที่ใช้ มือจับประตูแบบซ่อน (hidden car door handles) ซึ่งนิยมมากในรถ EV และรถสมัยใหม่ เช่น Tesla, Xiaomi, BYD และแบรนด์จีนหลายเจ้า

– มือจับแบบซ่อนถูกออกแบบมาเพื่อความสวยงามและลดแรงต้านลม
แต่เกิดข้อกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะ:
หลังอุบัติเหตุหรือไฟไหม้ ระบบไฟฟ้าดับ ทำให้มือจับไม่เด้งออก
– ผู้โดยสารหนีออกจากรถยาก
– เจ้าหน้าที่กู้ภัยเปิดประตูจากด้านนอกลำบาก

สาเหตุที่จีนเริ่มจริงจัง
– มีรายงานอุบัติเหตุหลายกรณีที่ผู้โดยสารติดอยู่ในรถ
– โซเชียลจีนวิจารณ์แรงว่า “สวยแต่ไม่ช่วยชีวิต”
– หน่วยงานกำกับดูแลเริ่มหารือเรื่องมาตรฐานใหม่

แนวทางที่อาจเกิดขึ้น
– บังคับให้มี ระบบเปิดฉุกเฉินแบบกลไก (manual) ที่เห็นชัด
– ต้องเปิดประตูได้แม้ไฟดับ
– อาจออกกฎใหม่กระทบผู้ผลิต EV โดยตรง รวมถึง Tesla ในตลาดจีน

ภาพรวม
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์ แต่เป็นการชั่งน้ำหนักระหว่าง
👉 ความล้ำสมัย vs ความปลอดภัยในชีวิตจริง
และจีนกำลังส่งสัญญาณชัดว่า “ความปลอดภัยต้องมาก่อน”

https://edition.cnn.com/2026/02/03/china/china-hidden-car-door-handles-tesla-intl-hnk

คอนเฟิร์มเข้าไทย ก.พ. นี้! vivo เตรียมเขย่าวงการพอร์ตเทรตอีกครั้ง ส่ง V70 แท็กทีม ZEISS พร้อมเซอร์ไพรส์เพียบ

– vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก ยืนยันเตรียมส่งสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่จากตระกูล V Series ที่ทุกคนรอคอยอย่าง vivo V70 บุกตลาดไทยอย่างเป็นทางการภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้อย่างแน่นอน โดยล่าสุดผ่านการรับรองจาก กสทช. เรียบร้อยแล้ว พร้อมสานต่อความเป็นผู้นำด้านสมาร์ตโฟนพอร์ตเทรตด้วยเทคโนโลยีกล้องสุดล้ำที่พัฒนาร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง ZEISS ส่งมอบนิยามใหม่ของภาพพอร์ตเทรตที่ไม่ว่าจะถ่ายจากมุมไหนก็เสกช็อตสวยระดับพระเจ้าตั้งใจสร้าง

ต่อยอดความสำเร็จอันล้นหลามจากสมาร์ตโฟนพอร์ตเทรตรุ่นก่อนหน้าอย่าง vivo V60 ที่เข้ามาครองใจใครหลายคนด้วยแนวคิด ‘เสิร์ฟช็อตโปรให้คนสวย’ ซึ่งถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยีและฟีเจอร์ที่ช่วยเนรมิตทุกการกดชัตเตอร์ให้กลายเป็นภาพพอร์ตเทรตอันเพอร์เฟกต์ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังดึงดูดใจสายไลฟ์สไตล์ด้วยลูกเล่นพิเศษสุดป๊อปที่เข้ามาเติมเต็มสีสันให้การใช้งานในชีวิตประจำวันสนุกยิ่งขึ้น ตอกย้ำความสำเร็จของ vivo ในการส่งมอบนวัตกรรมที่เชื่อมโยงประสิทธิภาพเข้ากับความต้องการของผู้ใช้งานยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

การกลับมาครั้งนี้ vivo V70 มุ่งยกระดับประสบการณ์การถ่ายภาพพอร์ตเทรตให้เหนือชั้นกว่าที่เคย ด้วยการนำเทคโนโลยีเลนส์และมาตรฐานความคมชัดอันเป็นเอกลักษณ์ของ ZEISS ผสานฟีเจอร์และตัวช่วย AI ต่าง ๆ เข้ามาทำให้ภาพถ่ายมีความสวยงาม คมชัด และสมจริงอย่างเป็นธรรมชาติเสมือนถ่ายด้วยกล้องระดับมืออาชีพ นำเสนอบนดีไซน์ตัวเครื่องที่ vivo ตั้งใจออกแบบให้เป็นที่สุดของความทันสมัย ทั้งบางเฉียบ น้ำหนักเบา มาพร้อมเฉดสีและวัสดุตัวเครื่องใหม่ ให้ผู้ใช้งานได้สนุกกับสไตล์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ยิ่งไปกว่านั้นยังเตรียมทัพกิจกรรมสุดพิเศษไว้อีกเพียบเพื่อมอบเป็นของขวัญให้แฟน ๆ ชาวไทยโดยเฉพาะ บอกเลยว่าปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้จะมีแต่ความสนุกอย่างแน่นอน!

ใครที่ไม่อยากพลาดสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมาร์ตโฟน vivo V70 การรับชมถ่ายทอดสดงานเปิดตัว และโปรโมชันพิเศษสำหรับการจองล่วงหน้าได้ที่เฟซบุ๊กเพจ vivo Thailand และเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ vivo https://vivo.com/th/

#vivo #vivoV70

การชะลอตัวของดีลยักษ์ใหญ่ระหว่าง OpenAI และ Nvidia

​ดีลแสนล้านถูกระงับ: แผนการลงทุนมูลค่าสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท) ที่ประกาศไปเมื่อเดือนกันยายน 2025 เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาด 10 กิกะวัตต์ ได้ถูกระงับชั่วคราวหรือ “แช่แข็ง” เนื่องจากเกิดความคลางแคลงใจภายในบริษัท Nvidia
​สถานะข้อตกลง: มีการเปิดเผยว่าข้อตกลงเดิมเป็นเพียง “บันทึกความเข้าใจ” (MOU) หรือข้อตกลงที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Non-binding) ซึ่ง Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ได้กล่าวย้ำเป็นการส่วนตัวว่าดีลนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอน

​สาเหตุความล่าช้า:
​วินัยทางการเงิน: ผู้บริหาร Nvidia เริ่มกังวลเรื่องการใช้จ่ายอย่างหนักของ OpenAI ในการขยายโครงสร้างพื้นฐานที่อาจขาดวินัยทางการเงิน
​การแข่งขันที่สูงขึ้น: ความสำเร็จของคู่แข่งอย่าง Google Gemini และ Claude (จาก Anthropic) ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของ ChatGPT เติบโตช้าลง จน OpenAI ต้องประกาศภาวะ “Code Red”
​ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน: OpenAI เริ่มพยายามลดการพึ่งพา Nvidia โดยการไปทำสัญญากับ AMD (คู่แข่งของ Nvidia) และร่วมมือกับ Broadcom เพื่อพัฒนาชิปของตัวเอง

​ก้าวต่อไป: ปัจจุบันทั้งสองบริษัทกำลังทบทวนรูปแบบความเป็นพันธมิตรใหม่ โดยอาจเปลี่ยนเป็นการลงทุนในหุ้น (Equity Investment) ที่มีมูลค่าลดลงเหลือประมาณหลักหมื่นล้านดอลลาร์แทน เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

https://www.wsj.com/tech/ai/the-100-billion-megadeal-between-openai-and-nvidia-is-on-ice-aa3025e3

NASA ในการนำ Claude (AI จาก Anthropic) มาช่วยวางแผนเส้นทางให้กับรถสำรวจ Perseverance บนดาวอังคาร

บทความจาก Engadget รายงานความสำเร็จครั้งสำคัญของ NASA ในการนำ Claude (AI จาก Anthropic) มาช่วยวางแผนเส้นทางให้กับรถสำรวจ Perseverance บนดาวอังคาร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ในภารกิจลักษณะนี้

​ภารกิจจริงบนดาวอังคาร: ในช่วงวันที่ 8-10 ธันวาคมที่ผ่านมา Perseverance ได้ขับเคลื่อนเป็นระยะทางประมาณ 400 เมตร ผ่านพื้นที่ที่มีโขดหินหนาแน่นในแอ่ง Jezero โดยใช้เส้นทางที่ Claude เป็นผู้คำนวณและวางแผนให้
​กระบวนการทำงาน: NASA ไม่ได้แค่ป้อนคำสั่งสั้นๆ แต่ได้ส่งข้อมูลย้อนหลังหลายปีของรถสำรวจให้กับ Claude Code (เครื่องมือสำหรับเขียนโปรแกรมของ Anthropic) เพื่อให้ AI เรียนรู้บริบทก่อนจะเริ่มวางแผนเส้นทางทีละ 10 เมตร พร้อมตรวจสอบและปรับปรุงแผนด้วยตัวเอง
​ความแม่นยำและการตรวจสอบ: วิศวกรจาก JPL (Jet Propulsion Laboratory) ได้นำเส้นทางที่ AI วางไว้ไปเข้าโปรแกรมจำลอง (Simulation) เพื่อตรวจสอบความปลอดภัย พบว่าแผนของ Claude มีความแม่นยำสูงมาก และมีการปรับแก้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

​ข้อดีที่ได้รับ: NASA ประเมินว่าการใช้ AI จะช่วยลดเวลาในการวางแผนเส้นทางลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถสั่งให้รถสำรวจเคลื่อนที่ได้บ่อยขึ้น เก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้มากขึ้น และทำงานได้อย่างสม่ำเสมอ

​ก้าวต่อไป: ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่รวดเร็วของ AI (จากที่เคยมีข่าวว่า Claude เล่นเกม Pokemon ไม่รอดเมื่อปีที่แล้ว) และ NASA มีแผนที่จะนำระบบ AI อัตโนมัติมาช่วยในการสำรวจอวกาศที่ห่างไกลออกไปในอนาคต

https://www.engadget.com/ai/nasa-used-claude-to-plot-a-route-for-its-perseverance-rover-on-mars-203150701.html

จีนอนุมัติแบบมีเงื่อนไขให้ DeepSeek ซื้อชิป H200 จาก NVIDIA

ทางการจีนได้ให้การอนุมัติ “แบบมีเงื่อนไข” แก่บริษัท DeepSeek (ผู้พัฒนา AI สัญชาติจีนที่กำลังมาแรง) ในการสั่งซื้อชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงรุ่น H200 จาก NVIDIA ซึ่งถือเป็นกรณีที่หาได้ยากท่ามกลางมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีที่เข้มงวด

แม้จะได้รับการอนุมัติ แต่มีเงื่อนไขที่ DeepSeek ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ได้แก่:

การใช้งานเฉพาะด้าน: ชิปเหล่านี้จะต้องใช้เพื่อการฝึกฝนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ในเชิงพาณิชย์และพลเรือนเท่านั้น

ห้ามใช้ในงานด้านความมั่นคง: ห้ามนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการทหารหรือความมั่นคงของรัฐโดยเด็ดขาด

ระบบตรวจสอบ: คาดว่าจะมีระบบการติดตามและตรวจสอบการใช้งานชิปอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าเป็นไปตามข้อตกลง

ความล้ำสมัยของชิป: NVIDIA H200 คือหนึ่งในชิป AI ที่ทรงพลังที่สุดในโลก การที่บริษัทจีนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้จะช่วยลดช่องว่างด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน AI กับบริษัทในสหรัฐฯ

DeepSeek คือตัวแปรสำคัญ: หลังจาก DeepSeek ได้สร้างความฮือฮาด้วยการปล่อยโมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ใช้ต้นทุนต่ำ การได้รับชิป H200 จะยิ่งเสริมศักยภาพให้ DeepSeek ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งระดับโลกของ OpenAI หรือ Google

การคานอำนาจระหว่างประเทศ: ท่ามกลางสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน การอนุมัตินี้แสดงให้เห็นว่าจีนยังคงพยายามหาช่องทางเพื่อให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของตนเข้าถึงฮาร์ดแวร์ระดับโลกได้

NVIDIA ยังคงพยายามรักษาสมดุลระหว่างการปฏิบัติตามกฎหมายการส่งออกของสหรัฐฯ และการรักษาตลาดสำคัญในจีน ซึ่งการส่งออกชิปในครั้งนี้อาจต้องใช้เวอร์ชันที่ได้รับการปรับลดทอนสเปก (Compliance-ready versions) เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

https://www.reuters.com/world/china/china-conditionally-approves-deepseek-buy-nvidias-h200-chips-sources-2026-01-30/

Microsoft ยืนยันปัญหา Windows 11 บูตไม่ขึ้น มีสาเหตุมาจากการอัปเดตเดือนธันวาคม 2025

สรุปสาระสำคัญจากบทความของ **BleepingComputer** เกี่ยวกับปัญหาการอัปเดต Windows 11 มีรายละเอียดดังนี้ครับ:

### **หัวข้อข่าว: Microsoft ยืนยันปัญหา Windows 11 บูตไม่ขึ้น มีสาเหตุมาจากการอัปเดตเดือนธันวาคม 2025**

**1. สรุปปัญหาที่เกิดขึ้น:**
Microsoft ได้ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการว่า การอัปเดตระบบปฏิบัติการ Windows 11 ประจำเดือนธันวาคม 2025 (Patch Tuesday) ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้บางส่วนประสบปัญหา **”บูตระบบไม่สำเร็จ” (Boot Failures)** หรือค้างอยู่ที่หน้าจอเริ่มต้น

**2. รหัสการอัปเดตที่พบปัญหา:**
ปัญหาถูกตรวจพบในแพตช์รหัสต่อไปนี้:

* **KB5051909**
* **KB5052024**

**3. อาการที่พบ:**

* ผู้ใช้งานส่วนใหญ่รายงานว่าเจอหน้าจอฟ้า **(BSOD)** พร้อมรหัสข้อผิดพลาด **”INACCESSIBLE_BOOT_DEVICE”**
* บางเครื่องเกิดอาการ **Boot Loop** (เครื่องรีสตาร์ทเองซ้ำๆ) โดยไม่สามารถเข้าสู่หน้า Desktop ได้
* ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อ Windows 11 เวอร์ชัน **22H2, 23H2 และ 24H2**

**4. สาเหตุเบื้องต้น:**
Microsoft ระบุว่าปัญหาเกิดจากความผิดพลาดในการจัดการไดรเวอร์พื้นที่จัดเก็บข้อมูล (Storage Drivers) ในบางคอนฟิกูเรชัน โดยเฉพาะเครื่องที่ใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ Virtualization บางประเภท หรือเครื่องที่มีการตั้งค่าความปลอดภัยในระดับ UEFI ที่เข้มงวด

**5. วิธีแก้ไขและแนวทางรับมือ:**

* **Known Issue Rollback (KIR):** Microsoft ได้เริ่มใช้ระบบ KIR เพื่อยับยั้งและย้อนคืนการอัปเดตที่มีปัญหาโดยอัตโนมัติสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (อาจใช้เวลา 24 ชั่วโมงจึงจะมีผลทั่วถึง)
* **สำหรับผู้ที่เครื่องค้างไปแล้ว:** แนะนำให้เข้าสู่ **Windows Recovery Environment (WinRE)** เพื่อทำการ **Uninstall latest quality update** หรือใช้ระบบ **System Restore** เพื่อย้อนกลับไปจุดก่อนที่จะอัปเดต
* **สำหรับองค์กร (Enterprise):** IT Admin จะต้องติดตั้งและกำหนดค่า Group Policy พิเศษที่ Microsoft จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยเฉพาะ

**6. คำแนะนำเพิ่มเติม:**
หากคุณยังไม่ได้ทำการอัปเดตแพตช์ของเดือนธันวาคม แนะนำให้ **”Pause Updates”** หรือชะลอการอัปเดตออกไปก่อน จนกว่า Microsoft จะออกแพตช์ตัวใหม่ที่แก้ไขปัญหานี้ได้อย่างสมบูรณ์ครับ

**หากคุณกำลังประสบปัญหานี้อยู่และต้องการวิธีแก้ไขทีละขั้นตอน (Step-by-step) สามารถบอกให้ผมช่วยแนะนำได้นะครับ**

https://www.bleepingcomputer.com/news/microsoft/microsoft-links-windows-11-boot-failures-to-failed-december-2025-update/

Apple ทุบสถิติใหม่: iPhone 17 ดันรายได้พุ่งกระฉูด

Apple รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1 อย่างสวยงาม โดยมี iPhone เป็นพระเอกหลักที่ทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (Best Quarter Ever) จากความต้องการที่ล้นหลามในตลาดจีนและอินเดีย

รายได้รวมจาก iPhone: ทำไปได้ถึง 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นจาก 6.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน)

ตลาดจีน (Greater China): รายได้กระโดดจาก 1.85 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็น 2.55 หมื่นล้านดอลลาร์ * ปริมาณลูกค้า: Tim Cook ระบุว่าจำนวนคนเข้า Apple Store ในจีนเติบโตขึ้นเป็นเลขสองหลัก (Double Digits) เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ปัจจัยความสำเร็จ: พลังของ iPhone 17
Tim Cook (CEO) เผยว่าแรงขับเคลื่อนหลักมาจากความคลั่งไคล้ใน iPhone 17 ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความนิยม “มากกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ” จนสร้างสถิติรายได้สูงสุดใหม่ในทุกภูมิภาคทั่วโลก

อินเดีย: ตลาดใหม่ที่กำลังรุ่งเรือง
นอกจากจีนแล้ว อินเดีย ยังเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่สำคัญ:

ทำสถิติรายได้รายไตรมาสสูงสุดในเดือนธันวาคม

ไม่ได้ทำสถิติแค่ iPhone เท่านั้น แต่รวมถึง Mac, iPad และบริการ (Services) ด้วย

ปัจจุบันอินเดียกลายเป็นตลาดสมาร์ทโฟนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นตลาด PC อันดับ 4 ของโลก

การเติบโตทั่วโลก
ไม่ใช่แค่ในเอเชีย แต่ยอดขายของ Apple พุ่งสูงขึ้นในทุกภูมิภาค:

อเมริกา: เพิ่มขึ้นเป็น 5.85 หมื่นล้านดอลลาร์ (จาก 5.26 หมื่นล้านดอลลาร์)

ยุโรป: เพิ่มขึ้นเป็น 3.81 หมื่นล้านดอลลาร์ (จาก 3.38 หมื่นล้านดอลลาร์)

The iPhone just had its best quarter ever

Kingston IronKey Keypad 200 Series ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย NIST FIPS 140-3 Level 3

Kingston Technology ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์หน่วยความจำและโซลูชันเทคโนโลยีระดับโลกประกาศว่า Kingston IronKey Keypad 200 Series (รุ่น KP200 และ KP200C) แฟลชไดร์ฟ USB แบบเข้ารหัสเชิงฮาร์ดแวร์ที่ได้รับรางวัลด้านนวัตกรรมความปลอดภัย ผ่านการรับรองมาตรฐาน NIST FIPS 140-3 Level 3 ทำให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ KP200 มีมาตรฐานความปลอดภัยในระดับเดียวกับ IronKey D500S ซึ่งเป็นรุ่นที่เคยได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงนี้มาก่อน ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ Kingston ในการนำเสนอโซลูชันการปกป้องข้อมูลที่เชื่อถือได้และผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากล

Kingston IronKey Keypad KP200 series เป็นแฟลชไดร์ฟแบบมีแป้นกดรหัสที่ทำงานเป็นอิสระจากระบบปฏิบัติการ (OS-independent) จึงสามารถใช้งานได้กับทั้ง Windows®, macOS®, Linux®, ChromeOS™ รวมถึง iOS และ Android™ ผ่านพอร์ตเชื่อมต่อ USB-A หรือ USB-C® ทำให้เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการจัดเก็บข้อมูลแบบเข้ารหัส เพื่อรองรับการจัดเก็บและถ่ายโอนซอฟต์แวร์ที่ใช้งานกับเครื่องจักรทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB อย่างปลอดภัย โดยสำหรับองค์กรที่ดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีปฏิบัติการ (Operational Technology: OT) ทาง NIST แนะนำให้ยกระดับความปลอดภัยของแฟลชไดรฟ์ตามแนวทางใหม่ที่ระบุไว้ในเอกสาร Special Publication (SP) 1334

Kingston กล่าวว่า “กระบวนการรับรองมาตรฐาน FIPS 140-3 Level 3 โดย NIST ถือเป็นขั้นตอนที่เข้มงวดและใช้เวลานานที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ อย่างไรก็ตามด้วยความมุ่งมั่นของ Kingston ในการนำเสนอโซลูชันที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ทำให้ Kingston เป็นผู้ผลิตไดรฟ์ USB แบบเข้ารหัสเชิงฮาร์ดแวร์รายแรกของโลกที่มีผลิตภัณฑ์ถึงสามรุ่น ได้แก่ D500S, KP200 และ KP200C ที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลระดับสากลนี้ ซึ่งการที่ได้รับการรับรอง FIPS 140-3 Level 3 ทำให้ไดร์ฟ IronKey KP200 และ KP200C มีความโดดเด่นในการปกป้องข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ (Data-at-Rest) และสามารถตอบโจทย์ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของหน่วยงานภาครัฐและการทหารในหลายประเทศทั่วโลก โดยในสถานการณ์ที่การสูญหายและการโจรกรรมข้อมูลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไดรฟ์เหล่านี้ยังช่วยให้องค์กรสามารถลดความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ที่สูญหายหรือถูกขโมย พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการคุ้มครองข้อมูล เช่น HIPAA, GDPR, NIS2, CCPA รวมถึงมาตรฐานด้านการปกป้องข้อมูลในระดับภูมิภาคอื่น ๆ”

ไดร์ฟรุ่น KP200 Series ยังรองรับการตั้งรหัส PIN แยกระหว่างผู้ดูแลระบบ (Admin) และผู้ใช้งาน (User) เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ในกรณีที่ลืมรหัสผ่านชุดใดชุดหนึ่ง อีกทั้งยังมาพร้อมฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น โหมด Global Read-Only ที่ผู้ดูแลสามารถกำหนดให้ไดรฟ์อยู่ในสถานะอ่านอย่างเดียวจนกว่าจะมีการรีเซ็ตไดร์ฟ หรือโหมด Session Read-Only เพื่อป้องกันการแก้ไขข้อมูลหรือการเขียนมัลแวร์เมื่อเชื่อมต่อกับระบบหรืออุปกรณ์ที่ไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ KP200 Series ยังผ่านการรับรองมาตรฐาน IP68 ซึ่งสามารถป้องกันฝุ่นและน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ1

KP200 Series สามารถปรับแต่งด้วยการพิมพ์โลโก้ร่วม (Co-Logo) ได้ มีให้เลือกทั้งแบบ USB Type-A และ USB Type-C2 รองรับความจุสูงสุด 512GB3 และการรับประกันแบบจำกัดระยะเวลา 3 ปี พร้อมบริการทางเทคนิคฟรี

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดตรวจสอบที่เว็บไซต์ kingston.com/ironkey.

Kingston® IronKey™ Keypad 200 รวมเอาเทคโนโลยีที่ปลอดภัยของ DataLock® ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ClevX, LLC www.clevx.com/patents

1 กรุณาอ้างอิงตามรายละเอียดในเอกสารข้อมูล (Datasheet) และตรวจสอบให้แน่ใจว่าต้องทำความสะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนใช้งานผลิตภัณฑ์

2 USB Type-C® และ USB-C® เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ USB Implementers Forum

3 ความจุของแฟลชไดรฟ์บางตัวที่ระบุใช้สำหรับการฟอร์แมตและฟังก์ชั่นอื่น ๆ และไม่สามารถใช้เพื่อจัดเก็บข้อมูลได้ ด้วยเหตุนี้ความจะใช้งานที่แท้จริงในการเก็บข้อมูลอาจต่ำกว่าที่ระบุไว้บนตัวผลิตภัณฑ์ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากคู่มือหน่วยความจำแฟลชของ Kingston

สามารถติดตาม Kingston ได้ที่:

Facebook: https://www.facebook.com/kingstonthailand/

YouTube: https://www.youtube.com/user/KingstonTechnologyTH

Amazon จะปลดพนักงานฝ่ายองค์กรเกือบ 16,000 คน

Amazon ประกาศว่าในวันที่ 28 มกราคม 2026 บริษัทจะ ปลดพนักงานระดับองค์กร (corporate) ประมาณ 16,000 คนทั่วโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างองค์กรและการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทจีนค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

นี่ถือเป็น การปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดรอบหนึ่งในประวัติของ Amazon และนับเป็นรอบที่สองภายในไม่กี่เดือนหลังจากที่บริษัทปลดพนักงานไปแล้ว 14,000 คนในเดือนตุลาคม 2025 โดยรวมแล้วจำนวนการปลดพนักงานในฝ่ายองค์กรล่าสุดนี้จะใกล้เคียงกับ 30,000 ตำแหน่ง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 10% ของพนักงานฝ่ายองค์กรทั้งหมด

🚀 เหตุผลที่ Amazon ปลดพนักงาน

บริษัทระบุว่ามีความต้องการ ลดชั้นการบริหารและลดความซับซ้อนขององค์กร เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจและผลักดันนวัตกรรมอย่างรวดเร็วมากขึ้น

การนำ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้มากขึ้น ทำให้บริษัทเชื่อว่างานบางอย่างสามารถ ถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติหรือเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยให้ทีมงานมีโครงสร้างที่เล็กลงและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

CEO แอนดี้ แจสซีย์ ได้กล่าวว่าการปลดพนักงานครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อ “ตัดต้นทุนเพียงอย่างเดียว” แต่เพื่อ เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้เหมือนสตาร์ทอัป ที่เน้นความเป็นเจ้าของงานและความคล่องตัว

🤝 สิ่งที่บริษัทเสนอให้พนักงานที่ได้รับผลกระทบ

พนักงานที่อยู่ในสหรัฐฯ จะได้รับ เวลา 90 วัน เพื่อหาตำแหน่งงานอื่นภายในบริษัทก่อนจะถูกเลิกจ้าง

สำหรับคนที่ไม่สามารถหางานภายใน Amazon หรือเลือกไม่หางานต่อ จะได้รับ เงินชดเชย (severance) บริการช่วยหางานใหม่ และ สิทธิประกันสุขภาพ ต่อไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

🌍 ผลกระทบและบริบท

การปลดพนักงานรอบนี้เกิดขึ้นท่ามกลาง แนวโน้มการลดจำนวนการจ้างงานในสหรัฐฯ และทั่วโลก หลังจากช่วงการจ้างงานช่วงระบาดของโควิด-19 ซึ่งบริษัทใหญ่หลายแห่งพยายามหาตัวเลขค่าใช้จ่ายและโครงสร้างที่เหมาะสมกว่า

การตัดลดครั้งนี้มีทั้งผลกระทบต่อพนักงานกลุ่มต่าง ๆ รวมถึงทีมที่เกี่ยวข้องกับ AWS, Prime Video, แผนกโฆษณา และหน่วยงานอื่น ๆ ของบริษัท โดยบางตำแหน่งอาจถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติในอนาคต

แม้บริษัทจะกำลังปลดพนักงานจำนวนมาก แต่ยัง วางแผนจะลงทุนและจ้างงานในพื้นที่ที่เป็นกลยุทธ์หลักของธุรกิจ ต่อไป

https://www.wsj.com/tech/amazon-to-lay-off-around-16-000-corporate-employees-932df0be?mod=trending_now_news_1

Apple Creator Studio เปิดให้บริการแล้ว — ราคา $12.99 ต่อเดือน

Apple ได้เปิดตัว Apple Creator Studio ซึ่งเป็นบริการ สมัครสมาชิกรวมแอปสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่เหมาะกับคนทำงานด้านวิดีโอ ภาพ เสียง และงานสร้างสรรค์อื่น ๆ โดยจะเปิดให้ใช้งานบน App Store ตั้งแต่ 28 มกราคม 2026 เป็นต้นไป

📦 ในแพ็กเกจมีอะไรบ้าง?

เมื่อสมัคร Apple Creator Studio คุณจะได้เข้าถึงแอปเหล่านี้:

🎬 แอปหลักที่รวมอยู่ในแพ็ก

Final Cut Pro — สำหรับตัดต่อวิดีโอ

Logic Pro — สำหรับสร้างและมิกซ์เสียง/เพลง

Pixelmator Pro — สำหรับแก้ไขภาพและออกแบบกราฟิก

Motion — สำหรับสร้างแอนิเมชันและกราฟิกเคลื่อนไหว

Compressor — สำหรับการเข้ารหัสและส่งออกวิดีโอ

MainStage — สำหรับการแสดงสดและเสียงดนตรี
(บางแอปอาจมีเฉพาะบน Mac หรือ Mac และ iPad)

🧠 ฟีเจอร์และเนื้อหาเพิ่มเติม

นอกจากแอปหลักแล้ว การสมัครสมาชิกนี้ยัง:

✅ ปลดล็อก ฟีเจอร์ AI/Intelligent ที่ช่วยทำงานได้เร็วขึ้น เช่น การค้นหาข้อความในวิดีโออัตโนมัติหรือการวิเคราะห์เสียง ฯลฯ
✅ ให้คุณเข้าถึง เนื้อหา “พรีเมียม” ในแอปทั่วไปอย่าง Keynote, Pages, Numbers รวมถึง Freeform ที่จะมาในอนาคตด้วย
✅ มี Content Hub ซึ่งเป็นที่รวมภาพ กราฟิก และสื่อคุณภาพสูงไว้ให้ใช้สร้างงานได้ง่ายขึ้น

💰 ราคาค่าบริการ & ตัวเลือก

💵 $12.99 ต่อเดือน หรือ $129 ต่อปี (พร้อมทดลองใช้ฟรี 1 เดือน)

👩‍🎓 นักเรียน/อาจารย์ จ่ายเพียงประมาณ $2.99 ต่อเดือน หรือ $29.99 ต่อปี

สามารถ แชร์ในกลุ่ม Family Sharing ได้สูงสุด 6 คน หากสมาชิกหลักสมัครแพ็กเกจแบบปกติ

📱 อุปกรณ์ที่รองรับ

Apple Creator Studio รองรับอุปกรณ์:

Mac และ iPad — ส่วนใหญ่แอปสร้างสรรค์พร้อมใช้งานทั้ง macOS และ iPadOS

เฉพาะแอปอย่าง Final Cut Pro, Logic Pro และ Pixelmator Pro บนอุปกรณ์ iPad ต้องสมัครสมาชิกเพื่อเข้าถึงฟีเจอร์เต็มรูปแบบ

📊 สรุปใจความสำคัญ

📌 Apple Creator Studio คือ แพ็กเกจรวมโปรแกรมสร้างสรรค์คุณภาพสูง แบบสมัครสมาชิก
📌 เหมาะกับ คนทำคอนเทนต์มือโปรหรือมือใหม่ ที่อยากเข้าถึงแอปเครื่องมือดี ๆ โดยจ่ายรายเดือนหรือรายปี
📌 มี ฟีเจอร์ AI และเนื้อหาพรีเมียม ที่ช่วยให้การทำงานสร้างสรรค์ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
📌 เป็นอีกหนึ่งก้าวของ Apple ในการขยายบริการซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิกให้ครอบคลุมกลุ่ม Creator มากขึ้น
https://www.engadget.com/apps/apple-creator-studio-is-now-available-for-13-per-month-whats-included-and-what-it-means-for-creators-130000475.html