Apple Creator Studio เปิดให้บริการแล้ว — ราคา $12.99 ต่อเดือน

Apple ได้เปิดตัว Apple Creator Studio ซึ่งเป็นบริการ สมัครสมาชิกรวมแอปสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่เหมาะกับคนทำงานด้านวิดีโอ ภาพ เสียง และงานสร้างสรรค์อื่น ๆ โดยจะเปิดให้ใช้งานบน App Store ตั้งแต่ 28 มกราคม 2026 เป็นต้นไป

📦 ในแพ็กเกจมีอะไรบ้าง?

เมื่อสมัคร Apple Creator Studio คุณจะได้เข้าถึงแอปเหล่านี้:

🎬 แอปหลักที่รวมอยู่ในแพ็ก

Final Cut Pro — สำหรับตัดต่อวิดีโอ

Logic Pro — สำหรับสร้างและมิกซ์เสียง/เพลง

Pixelmator Pro — สำหรับแก้ไขภาพและออกแบบกราฟิก

Motion — สำหรับสร้างแอนิเมชันและกราฟิกเคลื่อนไหว

Compressor — สำหรับการเข้ารหัสและส่งออกวิดีโอ

MainStage — สำหรับการแสดงสดและเสียงดนตรี
(บางแอปอาจมีเฉพาะบน Mac หรือ Mac และ iPad)

🧠 ฟีเจอร์และเนื้อหาเพิ่มเติม

นอกจากแอปหลักแล้ว การสมัครสมาชิกนี้ยัง:

✅ ปลดล็อก ฟีเจอร์ AI/Intelligent ที่ช่วยทำงานได้เร็วขึ้น เช่น การค้นหาข้อความในวิดีโออัตโนมัติหรือการวิเคราะห์เสียง ฯลฯ
✅ ให้คุณเข้าถึง เนื้อหา “พรีเมียม” ในแอปทั่วไปอย่าง Keynote, Pages, Numbers รวมถึง Freeform ที่จะมาในอนาคตด้วย
✅ มี Content Hub ซึ่งเป็นที่รวมภาพ กราฟิก และสื่อคุณภาพสูงไว้ให้ใช้สร้างงานได้ง่ายขึ้น

💰 ราคาค่าบริการ & ตัวเลือก

💵 $12.99 ต่อเดือน หรือ $129 ต่อปี (พร้อมทดลองใช้ฟรี 1 เดือน)

👩‍🎓 นักเรียน/อาจารย์ จ่ายเพียงประมาณ $2.99 ต่อเดือน หรือ $29.99 ต่อปี

สามารถ แชร์ในกลุ่ม Family Sharing ได้สูงสุด 6 คน หากสมาชิกหลักสมัครแพ็กเกจแบบปกติ

📱 อุปกรณ์ที่รองรับ

Apple Creator Studio รองรับอุปกรณ์:

Mac และ iPad — ส่วนใหญ่แอปสร้างสรรค์พร้อมใช้งานทั้ง macOS และ iPadOS

เฉพาะแอปอย่าง Final Cut Pro, Logic Pro และ Pixelmator Pro บนอุปกรณ์ iPad ต้องสมัครสมาชิกเพื่อเข้าถึงฟีเจอร์เต็มรูปแบบ

📊 สรุปใจความสำคัญ

📌 Apple Creator Studio คือ แพ็กเกจรวมโปรแกรมสร้างสรรค์คุณภาพสูง แบบสมัครสมาชิก
📌 เหมาะกับ คนทำคอนเทนต์มือโปรหรือมือใหม่ ที่อยากเข้าถึงแอปเครื่องมือดี ๆ โดยจ่ายรายเดือนหรือรายปี
📌 มี ฟีเจอร์ AI และเนื้อหาพรีเมียม ที่ช่วยให้การทำงานสร้างสรรค์ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
📌 เป็นอีกหนึ่งก้าวของ Apple ในการขยายบริการซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิกให้ครอบคลุมกลุ่ม Creator มากขึ้น
https://www.engadget.com/apps/apple-creator-studio-is-now-available-for-13-per-month-whats-included-and-what-it-means-for-creators-130000475.html

เทสลาเลิกผลิต Model S และ Model X

Tesla ประกาศว่าจะ ยุติการผลิตรถไฟฟ้ารุ่น Model S (ซีดานหรู) และ Model X (เอสยูวี) ภายในปี ไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 ซึ่งเป็นสองรุ่นที่เคยเป็นรุ่นหลักและสร้างชื่อให้กับบริษัทมาอย่างยาวนาน

📉 เหตุผลที่ต้องเลิกผลิต

Elon Musk ซีอีโอของ Tesla กล่าวใน การประชุมผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2025 ว่า ถึงเวลาที่ต้อง ยุติโปรแกรม Model S และ Model X “ด้วยเกียรติ” เพราะบริษัทกำลังก้าวเข้าสู่อนาคตที่เน้นเรื่อง ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (autonomy & robotics) มากขึ้น

ยอดขายของ Model S และ Model X ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังมีการแข่งขันจากแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทั้งสองรุ่นมีสัดส่วนยอดขายเล็กมากเทียบกับรุ่นหลักอย่าง Model 3 และ Model Y

🤖 เป้าหมายใหม่ของโรงงาน

Tesla จะ เปลี่ยนสายการผลิตที่โรงงาน Fremont รัฐแคลิฟอร์เนีย จากการประกอบ Model S และ Model X ไปเป็น การผลิตหุ่นยนต์ Optimus ซึ่งเป็นหุ่นยนต์มนุษย์ไซน์บอยด์ของบริษัท โดยตั้งเป้าผลิตมากถึง 1 ล้านตัวต่อปี เมื่อสายการผลิตพร้อมเต็มที่

📌 สิ่งที่เปลี่ยนไป

Tesla จะยัง ให้บริการหลังการขายและสนับสนุน สำหรับเจ้าของ Model S และ Model X ที่มีอยู่แล้วต่อไป แม้ว่าจะเลิกผลิตแล้วก็ตาม

สายผลิต Cybertruck ซึ่งผลิตที่โรงงานในออสติน รัฐเท็กซัส จะยังคงดำเนินต่อไป

📊 ทำไมข่าวนี้สำคัญ

สิ้นสุดยุคของรถยนต์เรือธง – Model S เปิดตัวตั้งแต่ปี 2012 และช่วยให้ Tesla เป็นที่รู้จักในตลาด EV ส่วน Model X เปิดตัวในปี 2015 และมีดีไซน์ประตูแบบพิเศษที่โดดเด่น

Tesla เปลี่ยนทิศทางธุรกิจ – จากเดิมเป็นผู้ผลิตรถไฟฟ้าเต็มตัว ไปสู่บริษัทที่มุ่งเน้นเรื่อง AI, ระบบขับขี่อัตโนมัติ และหุ่นยนต์

เป็นสัญญาณของยุคใหม่ – การเลิกผลิตรถรุ่นสำคัญอย่าง S และ X แสดงให้เห็นว่า Tesla ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอนาคต มากกว่าการทำตลาดรถหรูแบบเดิม ๆ

Tesla is killing off the Model S and Model X

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กเผยแผน AI ใหม่ปี 2026

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กล่าวใน การประชุมกับนักลงทุน ว่า ผู้ใช้งาน Meta จะเริ่มเห็นโมเดล AI ใหม่และผลิตภัณฑ์ AI ต่าง ๆ ภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หลังจากที่บริษัทได้ ปรับโครงสร้างโปรแกรม AI ใหม่ในปี 2025

เขาบอกว่า ในปี 2026 จะมีการ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ AI หลายอย่างอย่างต่อเนื่องตลอดปี แต่ไม่ได้ระบุวันที่แน่ชัดหรือชื่อของผลิตภัณฑ์แต่ละตัว

🛍️ ระบบ “Agentic Commerce” เพื่อซื้อของได้ง่ายขึ้น

ซักเคอร์เบิร์กกล่าวว่า Meta จะให้ความสำคัญกับ “เครื่องมือช้อปปิ้งแบบมีเอเย่นต์ (agentic shopping tools)” ซึ่งเป็นระบบ AI ที่ไม่ใช่แค่แสดงคำแนะนำหรือเสนอสินค้าเหมือนเดิม แต่สามารถ:

อ่านความต้องการของผู้ใช้จากสิ่งที่พวกเขาสนใจ

เปรียบเทียบสินค้าในแคตตาล็อกของธุรกิจต่าง ๆ

ช่วยเลือกสินค้าที่เหมาะสม

และอาจช่วยให้ผู้ใช้ทำการสั่งซื้อได้ภายในแอปของ Meta เช่น Instagram, Facebook และ WhatsApp โดยตรงเลย

Meta มองว่า AI แบบนี้จะ เข้าใจข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ได้ลึกกว่า ทำให้สามารถแนะนำสินค้าได้แบบ เป็นส่วนตัว มากขึ้น

📦 การลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยี

Meta เพิ่งเข้าซื้อบริษัทพัฒนา AI ทั่วไปที่ชื่อว่า Manus และจะยังคงให้บริการ Manus ต่อไป พร้อมทั้ง ผสานเทคโนโลยีเข้ากับผลิตภัณฑ์ของ Meta ในอนาคต

นอกจากนี้ Meta ประกาศว่าจะ เพิ่มงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (capex) สำหรับปี 2026 เป็นประมาณ 115 – 135 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าปี 2025 ที่ลงทุนราว 72 พันล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับแผน AI ระยะยาวของบริษัท

Mark Zuckerberg says a future without smart glasses is ‘hard to imagine’

ประกันสังคมเสนอแผนสำรองโยกกลับไปใช้เมนเฟรม หลังระบบใหม่รองรับโหลดไม่ไหว

Thailand
ทีมงานประกันสังคมก้าวหน้าระบุว่าสำนักงานประกันสังคมเสนอทางออกแก้ปัญหาระบบ SSO Plus ที่มีปัญหาต่อเนื่องหลายวัน โดยทางสำนักงานประกันสังคมเสนอทางออกสำรอง 2 ทางเลือกได้แก่

ซื้อเซิร์ฟเวอร์ Oracle Database เพิ่มเติม
ย้อนกลับไปใช้งานระบบ SAPIENS ที่เป็นซอฟต์แวร์ COBOL ที่รันบนเมนเฟรมและใช้งานมาตั้งแต่เริ่มต้นประกันสังคม
แนวทางเหล่านี้เป็นแนวทางสำรองเนื่องจากไม่สามารถให้บริการได้ทัน การจ่ายประโยชน์ทดแทนคงค้างจำนวนมาก และคาดว่าต้องใช้เวลาไปจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์จึงสามารถเคลียร์ได้หมด

SSO Core Application เป็นระบบที่เพิ่งขึ้นใหม่ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา โดยย้ายจากระบบ SAPIENS ที่ใช้งานมายาวนาน และมีค่าเช่าใช้ระบบสูงกว่า 200 ล้านบาทต่อปี ทางสำนักงานประกันสังคมเคยเปิดเผยเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมาว่าระบบ SAPIENS เป็นการเก็บข้อมูลแบบ file based และมักประมวลผลเป็น batch ทำให้ไม่รองรับการใช้งานออนไลน์หลายรูปแบบ และที่ผ่านมาต้องมีระบบรายล้อมมาซิงก์ข้อมูลออกไป การย้ายระบบครั้งนี้จึงเป็นการปรับปรุงให้ระบบข้อมูลแกนกลางเป็น SQL ตามสมัย ส่งผลให้มีระบบที่ต้องบำรุงรักษาจำนวนมาก

ระบบใหม่นี้มีปัญหาตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ อย่างไรก็ดีทางสำนักงานประกันสังคมระบุว่าระบบไม่ได้จำกัดที่แกนกลางแอปพลิเคชันเพราะมีการทดสอบการรับโหลดไว้แล้ว แต่ที่มีปัญหาเพราะ API gateway ตัวหนึ่งมีปัญหาเพราะไม่เคยทดสอบกับโหลดจริง

อย่างไรก็ดีหลังงานเปิดบ้านประกันสังคมมา ทางสำนักงานประกันสังคมกลับปิดบริการออนไลน์อย่าง SSO Plus และเลื่อนกำหนดการเปิดกลับมาใช้งานเรื่อยๆ โดยล่าสุดระบุเหตุผลว่าโหลดสูงเกินไป

https://www.blognone.com/node/149566

TROZK Floppy Magnetic Power Bank Storage

คืออุปกรณ์เสริมสำหรับจัดเก็บพาวเวอร์แบงก์แบบแม่เหล็ก (MagSafe) ที่ออกแบบมาในสไตล์ แผ่นฟลอปปี้ดิสก์คลาสสิก ผสานความวินเทจเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานยุคใหม่ เหมาะสำหรับคนรักแกดเจ็ตและงานดีไซน์ไม่เหมือนใคร
จุดเด่นสินค้า
💾 ดีไซน์ฟลอปปี้ดิสก์สุดคลาสสิก
ให้ความรู้สึกย้อนยุค แต่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
🧲 รองรับพาวเวอร์แบงก์แบบแม่เหล็ก (Magnetic / MagSafe)
จัดเก็บและยึดติดได้อย่างแน่นหนา
🛡️ ช่วยปกป้องพาวเวอร์แบงก์
ลดรอยขีดข่วน ฝุ่น และแรงกระแทกเล็กน้อยระหว่างพกพา
🎒 พกพาง่าย น้ำหนักเบา
ใส่กระเป๋าได้สะดวก เหมาะกับการเดินทาง
🎁 เหมาะเป็นของขวัญ
สำหรับสายไอที นักสะสม หรือคนที่ชอบของแปลกใหม่
วัสดุและการออกแบบ
ผลิตจากวัสดุคุณภาพ แข็งแรง ทนทาน
งานประกอบเรียบร้อย ดีไซน์เน้นความเรียบง่ายแต่โดดเด่น
เปิด–ปิดง่าย ใช้งานสะดวก
การใช้งาน
ใช้สำหรับเก็บพาวเวอร์แบงก์แม่เหล็กโดยเฉพาะ
เหมาะสำหรับผู้ใช้ iPhone และอุปกรณ์ที่รองรับ MagSafe
https://trozk.com/products/trozk-floppy-magnetic-power-bank-storage

รายงานผลการประเมินความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2568

(Thailand National Cyber Risk Assessment Report 2025)
จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ภายใต้กรอบ Thailand National Cyber Risk Assessment Framework (NCRAF) เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ส่งผลต่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ และใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงนโยบายสำหรับการยกระดับความพร้อมของทุกภาคส่วน

ผลการประเมินสะท้อนว่า ประเทศไทยยังเผชิญความเสี่ยงทางไซเบอร์ในระดับสูง โดยภัยคุกคามสำคัญยังคงเกี่ยวข้องกับการใช้ช่องโหว่ซอฟต์แวร์ การโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (DoS/DDoS) มัลแวร์และแรนซัมแวร์ขั้นสูง รวมถึงการโจมตีจากช่องโหว่ที่เพิ่งถูกค้นพบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบสารสนเทศและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ

รายงานยังชี้ให้เห็น ช่องว่างด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงและความพร้อมรับมือ ในบางภาคส่วน พร้อมนำเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่สำคัญ อาทิ การเสริมสร้าง Cyber Resilience การประเมินความเสี่ยงระดับชาติอย่างต่อเนื่อง การพัฒนากำลังคนด้านไซเบอร์ และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และนานาชาติ

ในการรองรับการสื่อสารระดับสากล รายงานฉบับนี้จัดทำในรูปแบบสองภาษา โดยนำเสนอ เนื้อหาภาษาไทยในช่วงครึ่งแรกของเล่ม และเนื้อหาภาษาอังกฤษในครึ่งหลังของเล่ม เพื่อให้หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศสามารถเข้าถึงข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวก

รายงานฉบับนี้จึงเป็น ข้อมูลสำคัญสำหรับผู้บริหาร หน่วยงานรัฐ หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) ภาคเอกชน และผู้ปฏิบัติงานด้านไซเบอร์ ในการทำความเข้าใจภาพรวมความเสี่ยง วางแผนรับมือ และยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศอย่างเป็นระบบ

ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่: https://dg.th/izo0rtbdl4

สหภาพยุโรปเปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการกับ X และ Grok

สหภาพยุโรป (European Commission) ประกาศในวันจันทร์ว่าได้เปิดการ สอบสวนอย่างเป็นทางการ ต่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X และระบบแชทบอท AI ของมันชื่อ Grok เนื่องจากพบว่าได้มีการสร้างและเผยแพร่ ภาพทางเพศที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงภาพที่อาจเข้าข่าย เนื้อหาลามกเด็ก (CSAM) บนแพลตฟอร์ม

การสอบสวนนี้ถูกเปิดขึ้นภายใต้กฎหมายของสหภาพยุโรปที่เรียกว่า Digital Services Act (DSA) ซึ่งกำหนดให้แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ต้องประเมินความเสี่ยงและมีมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของเนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือเป็นอันตราย

📌 ประเด็นสำคัญของการสอบสวน

🔹 EU ต้องการตรวจสอบว่า X และ Grok ปฏิบัติตามหน้าที่ตาม DSA และดำเนินมาตรการคุ้มครองเพียงพอหรือไม่ เพื่อป้องกันการสร้างและเผยแพร่เนื้อหาลามกที่ผิดกฎหมาย — โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพที่อาจเข้าข่ายเด็ก

🔹 เจ้าหน้าที่ยุโรปกล่าวว่า ภาพลามกปลอม (deepfakes) ของผู้หญิงและเด็ก เป็นสิ่งที่ “รุนแรงและยอมรับไม่ได้” และต้องพิจารณาความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มว่าคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของผู้ใช้ยุโรปอย่างเพียงพอหรือไม่

🔹 การสอบสวนนี้อาจนำไปสู่บทลงโทษที่รุนแรงตาม DSA เช่น ค่าปรับจำนวนมาก หากพบว่ามีการละเมิดกฎหมายจริง

🗣️ ปฏิกิริยาของ X และ Elon Musk

X และเจ้าของ คือ Elon Musk เคยกล่าวว่ามีนโยบาย “ไม่อดทนต่อการแสวงหาผลประโยชน์จากเนื้อหาสำหรับผู้เยาว์หรือเนื้อหาไม่ยินยอม” และยังยืนยันว่าผู้ใช้ที่ใช้ Grok สร้างเนื้อหาที่ผิดกฎหมายจะได้รับผลทางกฎหมายเหมือนการโพสต์เนื้อหานั้นเอง

อย่างไรก็ตาม การตอบสนองจากด้าน EU ชี้ว่ามาตรการที่ X ดำเนินการไปอาจยัง ไม่เพียงพอ ในการป้องกัน หรือจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง

📊 ภาพรวมบริบท

การสอบสวนนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสหภาพยุโรปในการบังคับใช้ DSA กับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ เช่น X ที่มีผู้ใช้จำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ EU เคยปรับ X ไปแล้ว 120 ล้านยูโร ฐานผิดกฎหมาย โปร่งใส และป้องกันผู้ใช้จากเนื้อหาที่ผิดพลาด

นอกจากยุโรปแล้ว หลายประเทศและหน่วยงานกำลังตรวจสอบหรือดำเนินการเกี่ยวกับ Grok ด้วยเช่นกัน

Google ยอมจ่าย 68 ล้านดอลลาร์ ปิดคดีละเมิดความเป็นส่วนตัวจากระบบสั่งงานด้วยเสียง

Google ได้บรรลุข้อตกลงยอมความมูลค่า 68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.3 พันล้านบาท) เพื่อยุติคดีความที่ถูกกล่าวหาว่าระบบ Google Assistant แอบบันทึกเสียงผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนโดยไม่เหมาะสม

ประเด็นสำคัญของข่าว:

ต้นเหตุของคดี: ผู้ฟ้องร้องอ้างว่า Google Assistant เริ่มแอบฟังและบันทึกบทสนทนาหลังจากที่มัน “ได้ยินผิด” ว่าเป็นคำสั่งเปิดใช้งาน (wake words เช่น “Hey Google”) ทั้งที่ผู้ใช้ไม่ได้ตั้งใจจะเรียกใช้งาน

การนำข้อมูลไปใช้: ข้อหาในคดีระบุว่า ข้อมูลส่วนตัวจากบทสนทนาที่ Google ไม่ควรจะได้ยินเหล่านั้น ถูกนำไปใช้เพื่อแสดงโฆษณาแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted ads) ให้แก่ผู้ใช้

การปฏิเสธข้อกล่าวหา: ทาง Google ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา แต่ตกลงที่จะจ่ายเงินชดเชยเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายที่อาจสูงกว่าเดิมหากต้องสู้คดีในศาลต่อไป

สถานะปัจจุบัน: ข้อตกลงนี้ยังอยู่ในขั้นตอนรอการอนุมัติจากผู้พิพากษาศาลแขวงของสหรัฐฯ

บริบทเพิ่มเติม: ปัจจุบัน Google กำลังเปลี่ยนผ่านจากการใช้ Google Assistant ไปสู่เครื่องมือใหม่อย่าง Gemini (AI Chatbot) นอกจากนี้ ในปี 2025 Apple ก็เพิ่งจบคดีคล้ายกันเกี่ยวกับ Siri โดยยอมจ่ายเงินชดเชยไปถึง 95 ล้านดอลลาร์

บทวิเคราะห์จากข่าว: แม้เงินชดเชยจะดูสูง แต่หากเทียบกับจำนวนผู้ใช้และข้อมูลส่วนตัวที่อาจถูกล่วงละเมิดไป บางส่วนมองว่าจำนวนเงินนี้ (เฉลี่ยประมาณ 20 ดอลลาร์ต่ออุปกรณ์ในบางกรณี) อาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับการที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อนของผู้คนได้โดยไม่ตั้งใจ

https://www.engadget.com/big-tech/google-agrees-to-68-million-settlement-in-voice-assistant-privacy-lawsuit-222405727.html

พบกลุ่มแฮกเกอร์ Sandworm ทำการโจมตีระบบโรงงานไฟฟ้าโปแลนด์

ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศโปแลนด์ โดยผลการตรวจสอบจาก ESET ระบุว่าปฏิบัติการนี้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มแฮกเกอร์ระดับรัฐ Sandworm (หรือรู้จักในชื่อ APT44, UAC-0113 และ Seashell Blizzard) สิ่งที่การโจมตีครั้งนี้น่าจับตามองเนื่องจากมีการตรวจพบการใช้มัลแวร์ทำลายข้อมูลชนิดใหม่ที่ชื่อว่า DynoWiper และเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาที่ไล่เลี่ยกับการครบรอบ 10 ปีที่กลุ่ม Sandworm เคยโจมตีโรงไฟฟ้าของยูเครนจนทำให้เกิดไฟดับกระทบประชาชนกว่า 230,000 คน

ทางด้านเจ้าหน้าที่ทางการของโปแลนด์เปิดเผยรายละเอียดว่า เป้าหมายของการโจมตีครั้งนี้เจาะจงไปที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อน จำนวน 2 แห่ง รวมถึงระบบบริหารจัดการไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น กังหันลมและฟาร์มโซลาร์เซลล์ โดยนายโดนัลด์ ทัสก์ นายกรัฐมนตรีของโปแลนด์ ได้แถลงยืนยันว่าหลักฐานทั้งหมดชี้ชัดว่าการโจมตีนี้ถูกเตรียมการโดยกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานของรัสเซีย สำหรับพฤติกรรมของมัลแวร์ DynoWiper นั้น ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายล้างโดยเฉพาะ โดยจะทำการไล่ลบไฟล์ในระบบจนทำให้ระบบปฏิบัติการเสียหายถาวร ซึ่งผู้เสียหายจำเป็นต้องกู้คืนระบบจากไฟล์สำรอง (Backup) หรือติดตั้งระบบใหม่เท่านั้น

ในทางเทคนิคแล้ว ESET ระบุชื่อการตรวจจับมัลแวร์ตัวนี้ว่า Win32/KillFiles.NMO (โดยมีค่า Hash SHA-1: 4EC3C90846AF6B79EE1A5188EEFA3FD21F6D4CF6) แต่ในปัจจุบันยังไม่พบตัวอย่างไฟล์มัลแวร์ดังกล่าวถูกอัปโหลดขึ้นบนฐานข้อมูลมัลแวร์สาธารณะ และผู้เชี่ยวชาญด้าน Threat Intelligence แนะนำให้องค์กรต่างๆ เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากแม้การโจมตีครั้งนี้อาจจะไม่สำเร็จตามเป้าหมายทั้งหมด แต่กลุ่ม Sandworm ยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ในช่วงกลางปีและปลายปี 2025 ก็ได้มีการโจมตีทำลายข้อมูลในภาคการศึกษา รัฐบาล และภาคการเกษตรของยูเครนมาแล้ว

Apple เตรียมเปิดตัว Siri รูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนโดย Google Gemini

* กำหนดการเปิดตัว: Apple มีแผนจะสาธิตการทำงานของ Siri เวอร์ชันปรับปรุงใหม่ในช่วง ครึ่งหลังของเดือนกุมภาพันธ์ 2026 นี้ ตามรายงานของ Mark Gurman จาก Bloomberg

* การทำงานร่วมกับ Google Gemini: Siri เวอร์ชันใหม่นี้จะเป็นผลลัพธ์จากการร่วมมือระหว่าง Apple และ Google โดยจะดึงความสามารถของ Gemini มาใช้เพื่อให้ Siri ทำงานได้เหมือน AI Chatbot (คล้ายกับ ChatGPT) มากขึ้น

* แผนการอัปเดตซอฟต์แวร์:
* กุมภาพันธ์ – เมษายน 2026: คาดว่าจะเริ่มปล่อยให้ทดสอบในเวอร์ชัน iOS 26.4 Beta ในเดือนกุมภาพันธ์ และเปิดใช้งานจริงในช่วงเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน

* มิถุนายน 2026 (WWDC): Apple จะเปิดตัว Siri โฉมใหม่อย่างเป็นทางการ (โค้ดเนม “Campos”) พร้อมฟีเจอร์ Apple Intelligence อื่นๆ ที่ใช้พลังของ Gemini

* ปลายปี 2026: ฟีเจอร์ตัวเต็มจะมาพร้อมกับ iOS 27, iPadOS 27 และ macOS 27 ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

* เป้าหมาย: การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการยกระดับ Siri ให้มีความฉลาดและโต้ตอบได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น หลังจากที่ Apple ได้ประกาศวิสัยทัศน์เรื่อง Next-gen Siri ไว้ตั้งแต่ในงาน WWDC 2024