vivo ส่งภาพแฟชั่นเซ็ตสุดป๊อปกับ ‘แอลลี่ อชิรญา’เผยโฉม V70 สีไฮไลต์ ‘Golden Hour’

vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก เผยโฉมดีไซน์ล่าสุดของ vivo V70 ผ่านแฟชั่นเซ็ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟ แท็กทีมศิลปินสาวสวยไอคอนของชาว Gen Z อย่าง ‘แอลลี่-อชิรญา นิติพน’ มาเป็นตัวแทนถ่ายทอดแรงบันดาลใจครั้งใหม่ของวงการเทคโนโลยีและป๊อปคัลเจอร์ พร้อมเปิดตัวคอลแลบพิเศษกับ POP MART ZSIGA ในคอลเลกชันใหม่ล่าสุด ‘Under the Sun’ ลุ้นรับ vivo V70 x POP MART ZSIGA Premium Gift เพียงสั่งจองในรอบ Blind Booking ตั้งแต่วันที่ 14 – 26 ก.พ. นี้!

สำหรับการถ่ายทอดนิยามใหม่แห่งดีไซน์ในครั้งนี้ vivo ดึงสาวสวย ‘แอลลี่ อชิรญา’ ในฐานะตัวแทนผู้ใช้งาน Gen Z มาร่วมนำเสนอ vivo V70 บนสีสันใหม่สุดโดดเด่นอย่าง สีทอง Golden Hour ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดของวันเมื่อแสงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ส่งมอบความรู้สึกอบอุ่น และเปี่ยมไปด้วยพลังงานบวกผ่านแฟชั่นเซ็ตที่ดึงเอาตัวตนความสดใสของแอลลี่มาพบกับโลกแห่งจินตนาการของ ZSIGA โชว์เทคนิคการผลิตฝาหลังแบบใหม่ที่เน้นมิติของแสงและเงา ผิวสัมผัสแบบแมตต์ที่ปราณีต เรียบหรู พร้อมคงเอกลักษณ์ความบางเบาฉบับ V Series ช่วยให้การจับถือกระชับมือ คล่องตัวสูงสุดไม่ว่าจะใช้งานทั่วไปหรือหรือคอมพลีทลุคแฟชั่นให้โดดเด่นในทุกมุมมอง

เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ vivo ร่วมมือกับผู้นำกระแสป๊อปคัลเจอร์ระดับโลกอย่าง POP MART อีกครั้ง โดยหยิบเอาคาแรกเตอร์สุดซุกซนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง ZSIGA มาเติมเต็มความสนุกสนานให้กับผู้ใช้งานที่หลงใหลในศิลปะและดีไซน์ ครั้งนี้เปิดตัวพร้อมคอลเลกชันใหม่ล่าสุด ‘Under the Sun’ ซึ่งถูกออกแบบมาให้แมตช์กับคอนเซปต์ของ vivo V70 สี Golden Hour โดยเฉพาะ เพื่อชูโมเมนต์สุดพิเศษและสะท้อนตัวตนของคนรุ่นใหม่ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว

งานนี้สาวก ZSIGA ห้ามพลาด! เพราะ vivo จัดเตรียมของขวัญสุดพิเศษไว้สำหรับผู้ที่สั่งจองสมาร์ตโฟน vivo V70 ในรอบ Blind Booking ระหว่างวันที่ 14 – 26 กุมภาพันธ์ และรับเครื่องภายในวันที่ 1 มีนาคม 2569 นี้โดยเฉพาะ (เซ็ตของแถมมีจำนวนจำกัด) มอบสิทธิ์เป็นเจ้าของเซ็ตของสมนาคุณ vivo V70 x POP MART ZSIGA Premium Gift มูลค่ารวมกว่า 14,068 บาท ประกอบด้วย

เซ็ตของขวัญ vivo V70 x POP MART ZSIGA มูลค่า 2,970 บาท ประกอบด้วย เคสสมาร์ตโฟนแม่เหล็ก (Magnetic Phone Case) กริปต็อก (Griptok) และการ์ดโฮลเดอร์แม่เหล็ก (Magnetic Card Holder)
เคสสมาร์ตโฟนพรีเมียม มูลค่า 1,099 บาท
และ vivo Care มูลค่า 9,999 บาท ประกันหน้าจอแตก 1 ครั้งภายใน 2 ปี พร้อมขยายเวลารับประกัน 2 ปี และประกันแบตเตอรี่ยาวนานถึง 4 ปี (เปลี่ยนแบตเตอรี่ฟรี 1 ครั้งกรณีสุขภาพแบตเตอรี่ต่ำกว่า 80%)
เตรียมพบกับการเดินทางครั้งใหม่ที่เปล่งประกายไปกับสมาร์ตโฟน vivo V70 และร่วมสัมผัสความน่ารักของ ZSIGA ในคอลเลกชัน Under the Sun เร็ว ๆ นี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ vivo Thailand และเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ vivo

#vivo #vivoV70 #เสกช็อตลูกรักพระเจ้า

ที่มา

มูลนิธิอาเซียนเปิดรายงาน ASEAN Digital Outlook พร้อมเผยผลการศึกษาเรื่องความพร้อมด้าน AI ในอาเซียน

มูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) โดยการสนับสนุนจาก Google.org ได้เปิดตัวรายงาน ASEAN Digital Outlook อย่างเป็นทางการ พร้อมเผยผลการวิจัยเบื้องต้นจากโครงการ AI Ready ASEAN Research ในงาน AI Ready ASEAN: 3rd Regional Policy Convening ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

รายงาน ASEAN Digital Outlook สอดคล้องกับนโยบายด้านธรรมาภิบาลดิจิทัลของอาเซียน และถูกพัฒนาขึ้นร่วมกับที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Senior Officials’ Meeting: ADGSOM) โดยรายงานได้นำเสนอภาพรวมระดับความพร้อมด้านดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมของสถาบันต่าง ๆ ในภูมิภาค ควบคู่ไปกับงานศึกษา AI Ready ASEAN Research ที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของโครงการ AI Ready ASEAN ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาทักษะความรู้ด้าน AI แก่ประชากรในอาเซียนกว่า 5 ล้านคน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนกว่า 100,000 คนเข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับ AI และเสริมศักยภาพให้ครูฝึก (Master Trainers) มากกว่า 3,000 คนทั่วภูมิภาค

ความริเริ่มเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางพลวัตของโลกยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ภายในภูมิภาค ที่เข้ามาพลิกโฉมเศรษฐกิจ ระบบการศึกษา และการให้บริการภาครัฐอย่างไม่เคยมีมาก่อน ด้วยจำนวนประชากรกว่า 660 ล้านคน ที่เกือบหนึ่งในสามมีอายุต่ำกว่า 20 ปี ความสามารถของอาเซียนในการนำ AI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต โอกาสในการจ้างงาน และการสร้างความเท่าเทียมทางสังคม

ในขณะเดียวกัน ก็มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนจะเติบโตจากมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ปัจจัยเหล่านี้นำมาซึ่งทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ AI ถูกนำมาใช้มากขึ้นในทุก ๆ ภาคส่วนของสังคม และเมื่อการกำกับดูแลการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ ทั่วถึง และมีธรรมาภิบาล กลายเป็นประเด็นจำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาล สถาบัน และชุมชนทั่วทั้งภูมิภาค งานศึกษาทั้งสองฉบับนี้จึงเข้ามาตอบโจทย์ต่อปัญหาดังกล่าว ด้วยเนื้อหาที่ก้าวข้ามเรื่องการเข้าถึงและการใช้งาน AI ไปสู่การสร้างพื้นฐานและความเข้าใจเกี่ยวกับความพร้อม ธรรมาภิบาล และผลกระทบในระยะยาวของ AI

ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน กล่าวว่า “ทั่วอาเซียน เราได้เห็นการใช้ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าความสามารถของเราในการกำกับดูแล การศึกษาทั้งสองฉบับนี้จึงมุ่งยกระดับบทสนทนาจากคำถามว่า ‘AI จะถูกนำมาใช้หรือไม่’ ไปสู่คำถามที่ว่า ‘สถาบันการศึกษา ครู และชุมชนของเรามีความพร้อมต่อ AI มากน้อยแค่ไหน’ งานศึกษาเหล่านี้จึงมีคุณประโยชน์ต่อการออกแบบนโยบายที่ช่วยยืนยันความเชื่อมั่น เสริมสร้างทักษะ และทำให้มั่นใจได้ว่า AI เป็นประโยชน์ต่อผู้คน ไม่ใช่เพียงต่อเศรษฐกิจเท่านั้น”

รายงาน ASEAN Digital Outlook นำเสนอการประเมินด้านธรรมาภิบาล ความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ AI ในประเทศสมาชิกอาเซียน โดยการศึกษาชี้ให้เห็นว่า แม้หลายประเทศจะมีความก้าวหน้าในการเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล แต่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำในด้านความพร้อมดิจิทัลและศักยภาพของสถาบันต่าง ๆ อยู่ทั่วทั้งภูมิภาค รวมถึงช่องว่างด้านทักษะดิจิทัล ความไว้วางใจของสาธารณะ ความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของแนวทางการพัฒนาระดับชาติที่ยังขาดการบูรณาการ

ในขณะที่รายงาน AI Ready ASEAN Research ได้ประเมินความพร้อมด้าน AI ของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเจาะลึกไปที่ชุมชนด้านการศึกษาและการพิจารณานักเรียน ครูผู้สอน และผู้ปกครอง ในฐานะกลุ่มสำคัญที่มีบทบาทต่อการนำ AI มาใช้ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ตลอดจนการกำหนดแนวทางการใช้งานอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ผลการศึกษายังเผยให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างระดับการใช้ AI ที่แม้จะสูง แต่ระดับความพร้อมจริงกลับตรงกันข้าม โดยเฉพาะด้านพื้นฐานความรู้เกี่ยวการใช้ AI ความเข้าใจด้านจริยธรรม และการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ และแม้ว่านักเรียนมักเป็นกลุ่มที่เริ่มหันมาใช้เครื่องมือ AI ได้เร็ว แต่ในทางกลับกัน ครูและผู้ปกครองต่างเผชิญอุปสรรคทั้งในเรื่องความมั่นใจ แนวทางการใช้งาน และการเข้าถึงการอบรมที่เป็นระบบ

ในส่วนของประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยมีการใช้ AI อยู่ในระดับสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยมีนักเรียน 90.29% และครู 81.34% ที่ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ อัตราการใช้ AI ในงานสร้างสรรค์ก็มีจำนวนสูงมากเช่นกัน โดยมีนักเรียน 85.65% ใช้แพลตฟอร์มออกแบบกราฟิกที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเด็กจะใช้งาน AI กันเป็นจำนวนมาก ผู้ปกครองและครูได้แสดงความกังวลว่าเด็กอาจเคยชินกับการพึ่งพา AI ในการทำการบ้านมากเกินไป ซึ่งอาจลดทอนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง

เมื่อนำผลจากทั้งสองการศึกษามาพิจารณาร่วมกัน พบว่าในภูมิภาคอาเซียน การหันมาใช้เทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลกำลังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่สถาบัน จริยธรรม และชุมชน จะรับมือได้ทัน โดยมีนักเรียนเป็นกลุ่มที่ใช้เครื่องมือ AI มากที่สุด ในขณะที่ครูและผู้ปกครองยังขาดความมั่นใจและพื้นฐานความรู้ที่เพียงพอ ขณะเดียวกัน ภัยคุกคามต่างๆ กำลังทวีความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นข่าวปลอม การหลอกลวงออนไลน์ การปลอมแปลงด้วยเทคโนโลยี deepfake และการรั่วไหลของข้อมูล ซึ่งกำลังเป็นบ่อนทำลายความไว้วางใจในระบบดิจิทัลและตอกย้ำความจำเป็นในการมีกรอบธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

Marija Ralic หัวหน้าฝ่าย Google.org ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “การมีเครื่องมือ AI อย่างเดียวอาจไม่พอ ความพร้อมที่แท้จริงนั้น เกิดขึ้นจากการที่ผู้คนทำความเข้าใจว่า AI ทำงานยังไง มีข้อจำกัดอะไร แล้วจะใช้ให้ถูกต้องได้อย่างไร ผลวิจัยชุดนี้ได้ยืนยันว่า ทำไมเราถึงต้องลงทุนกับการสร้างความรู้เรื่อง AI โดยเฉพาะกับครูและชุมชน เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยนี้จะกลายเป็นโอกาสสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่กับคนบางกลุ่ม”

ในการเปิดตัวงานศึกษา AI Ready ASEAN Research และ ASEAN Digital Outlook ครั้งนี้ มูลนิธิอาเซียนมีส่วนร่วมในการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่ที่มีหลักฐานรองรับ เพื่อใช้เป็นฐานในการถกเถียงด้านนโยบายดิจิทัลและ AI ในระดับภูมิภาค งานศึกษาเหล่านี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเอกสารอ้างอิงสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และหน่วยงานพันธมิตร ในการออกแบบมาตรการที่สร้างองค์ความรู้ด้านดิจิทัล เสริมความแข็งแกร่งให้กับหน่วยงาน และส่งต่อการพัฒนาอย่างครอบคลุมทั่วภูมิภาค

ที่มา https://aseanfoundation.org/

ยอดขายพุ่งแรง! EssilorLuxottica เผยยอด “แว่น AI” จาก Meta โตเกิน 3 เท่าในปี 2025

บริษัท EssilorLuxottica — ผู้ผลิตแว่นยอดนิยมอย่าง Ray-Ban และ Oakley — รายงานว่า ยอดขายแว่นอัจฉริยะที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับ Meta Platforms Inc. เพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2025 โดยมียอดขายรวม มากกว่า 7 ล้านชิ้น, ซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้าที่ขายรวมกันประมาณ 2 ล้านชิ้นทั้งหมดที่ผ่านมา

เทียบกับช่วงปี 2023-2024 ที่ขายได้ราว 2 ล้านชิ้นรวมกันเท่านั้น ตัวเลขนี้ถือว่าเป็น การเติบโตมากกว่า 3 เท่า และแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์ AI สวมใส่ได้กำลังได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากผู้ใช้งานทั่วโลก

🕶️ แว่น AI ทำอะไรได้บ้าง?

แว่น “Meta AI Glasses” ที่พัฒนาร่วมกับ EssilorLuxottica ไม่ใช่แค่แว่นกันแดดทั่วไป แต่เป็นอุปกรณ์ wearable technology ที่รวมเอา:

กล้องถ่ายภาพและวิดีโอในตัว

ลำโพงเปิดหูเพื่อฟังเสียง

เชื่อมต่อกับ Meta AI ผู้ช่วยอัจฉริยะ

ฟีเจอร์อำนวยความสะดวก เช่น สั่งงานด้วยเสียง ถ่ายรูปและแชร์ได้ทันที

…ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่ “ทำหลายอย่างได้เหมือนมีสมาร์ทโฟนอยู่บนใบหน้า” โดยไม่ต้องถืออุปกรณ์อื่นๆ อยู่ตลอดเวลา

🤝 ความร่วมมือระหว่าง Meta และ EssilorLuxottica

ทั้งสองบริษัทเริ่มจับมือกันพัฒนาแว่นอัจฉริยะมาตั้งแต่ปี 2019 โดย Meta นำเทคโนโลยี AI และซอฟต์แวร์เข้ามาเสริมความสามารถแว่น Ray-Ban ในขณะที่ EssilorLuxottica ใช้เครือข่ายการผลิตและแบรนด์ดังระดับโลกผลักดันให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น

ความร่วมมือนี้ช่วยให้แว่น Meta AI ได้รับความสนใจและยอดขายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งใน สินค้า AI สวมใส่ที่เติบโตเร็วที่สุดในปี 2025

📊 ผลกระทบต่อธุรกิจ

การเติบโตของแว่น AI มีผลในหลายด้าน:

เสริมรายได้ให้ EssilorLuxottica จากยอดขายแว่น AI ที่โตเร็วมาก

แสดงให้เห็นว่า ตลาด wearable AI อยู่ในช่วงขาขึ้นและผู้บริโภคเริ่มยอมรับเทคโนโลยีนี้

แรงกดดันให้บริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ ลงมาชิงตลาดแว่นอัจฉริยะในอนาคต

✨ สรุป

ยอดขายแว่น Meta AI Glasses ที่เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในปี 2025 เป็นสัญญาณชัดว่าบริษัทด้านเทคโนโลยีเริ่มขยายเข้าสู่ “อุปกรณ์ AI ที่สวมใส่ได้จริง” อย่างจริงจัง ผู้บริโภคเริ่มมองเห็นคุณค่าของการมีอุปกรณ์อัจฉริยะอยู่ใกล้ตัว และตลาดโลกก็พร้อมขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้ให้เติบโตอีกในปีต่อ ๆ ไป

ที่มา https://www.cnbc.com/2026/02/11/ray-ban-maker-essilorluxottica-triples-sales-of-meta-ai-glasses.html

TC Acoustic เปิดตัวหน้าร้าน Sonos อย่างเป็นทางการแห่งแรกในประเทศไทย

10 กุมภาพันธ์ 2569 – TC Acoustic ผู้จัดจำหน่าย Sonos อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ประกาศเปิดตัว Sonos Store by TC Acoustic ร้าน Sonos Store แห่งแรกในประเทศไทย ที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์เสียงระดับพรีเมียมผ่านอุปกรณ์เครื่องเสียงของ Sonos อย่างครบวงจร ตอบโจทย์ผู้ที่หลงใหลในดนตรี โดย Sonos เป็นแบรนด์เครื่องเสียงระดับโลกที่ความโดดเด่นด้านระบบเสียงไร้สาย และประสบการณ์การฟังแบบมัลติรูม (Multi-room)

Sonos Store by TC Acoustic ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของศูนย์การค้า EMSPHERE ไลฟ์สไตล์มอลล์แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจของ Sonos และ TC Acoustic ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายใต้การบริหารงานโดย TC Acoustic Sonos Store แห่งนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นมากกว่าร้านจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ Sonos แต่เป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสกับระบบเสียงของ Sonos อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ระบบเสียงแบบมัลติรูม ไปจนถึงโฮมเธียเตอร์ที่มอบอรรถรสเสมือนกับนั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เพื่อให้ผู้ฟังได้ดื่มด่ำกับคุณภาพเสียงระดับพรีเมียม ที่พร้อมเติมเต็มทุกช่วงเวลาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการรับชมภาพยนตร์ ฟังเพลง พักผ่อน หรือการใช้เวลาร่วมกับครอบครัวและเพื่อน ๆ

การเปิดตัว Sonos Store ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการขยายพื้นที่ทางธุรกิจของ Sonos ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์เสียงที่พรีเมียมมากยิ่งขึ้น โดยตลาดลำโพงในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยมากกว่า 15% ต่อปี จากความต้องการอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพเสียงและไลฟ์สไตล์การใช้งานในชีวิตประจำวัน

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่หลงใหลในดนตรี วัฒนธรรม และประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เราจึงออกแบบ Sonos Store มาให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถมาร่วมกันค้นหาว่าคุณภาพเสียงระดับพรีเมียมของ Sonos จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับโมเมนต์ต่าง ๆ ในชีวิตของพวกเขาได้อย่างไร นอกจากนี้ เรายังภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสในการให้บริการลูกค้าในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อมอบประสบการณ์ที่อบอุ่น ใส่ใจ และเป็นส่วนตัว ภายใต้มาตรฐานเดียวกับที่เราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าประเทศอื่น ๆ ที่เราให้บริการ” Christian Honegger CEO ของ TC Acoustic กล่าว

เพื่อต่อยอดวิสัยทัศน์ดังกล่าว TC Acoustic จึงเลือก EMSPHERE เป็นสถานที่สำหรับการเปิดตัว Sonos Store แห่งแรกในประเทศไทย โดยศูนย์การค้าแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่าน EM District ใจกลางกรุงเทพฯ รายล้อมไปด้วยแหล่งรวมแฟชั่น วัฒนธรรม อาหาร และสถานที่จัดอีเวนต์และคอนเสิร์ตอย่าง UOB Live จึงทำให้ EMSPHERE เป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนที่รักในเสียงเพลง ความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงคนที่กำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ จากการช้อปปิ้ง

ดื่มด่ำกับประสบการณ์เสียงที่เหมาะกับคุณ

Sonos Store ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่หลงใหลในเสียงเพลง หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำความรู้จักกับแบรนด์ Sonos เป็นครั้งแรก โดยภายในร้านมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ Sonos ครบทุกรุ่น พร้อมพื้นที่สำหรับทดลองใช้งานจริงในโซนไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Zone) ที่จำลองบรรยากาศการใช้งานภายในบ้านรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือการใช้งานระบบเสียงแบบมัลติรูม เพื่อให้ลูกค้าสามารถสัมผัสประสบการณ์จริงและทดลองใช้งานผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ Sonos ไม่ว่าจะเป็นซาวด์บาร์ Arc Ultra, ลำโพง Era และหูฟัง Sonos Ace ที่ล้วนถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ

โซนเหล่านี้ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อสะท้อนการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์ของ Sonos สามารถกลมกลืนไปกับเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านและวิถีชีวิตสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

อีกหนึ่งจุดที่โดดเด่นที่สุดของ Sonos Store คือห้อง Private Listening Room หรือห้องทดลองเครื่องเสียงแบบส่วนตัวที่ถูกออกแบบมาเพื่อสาธิตและเปรียบเทียบการใช้งานระบบโฮมเธียเตอร์ของ Sonos เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการชมภาพยนตร์หรือผู้ที่กำลังวางแผนแปลงโฉมห้องใหม่ ห้อง Private Listening Room ยังมาพร้อมระบบเสียงโฮมเธียเตอร์แบบ 9.1.4 ที่ประกอบไปด้วย Arc Ultra ลำโพงซาวด์บาร์สุดพรีเมียมและ Sub 4 ลำโพงซับวูฟเฟอร์ไร้สายที่ทำให้ผู้ฟังสามารถสัมผัสประสบการณ์เสียงระดับเดียวกับโรงภาพยนตร์ได้อย่างเต็มอรรถรส

A room with a table and stools

AI-generated content may be incorrect.

ภายในร้านยังมีผู้เชี่ยวชาญของ Sonos พร้อมให้บริการและให้คำแนะนำแบบส่วนตัวกับลูกค้า พร้อมช่วยเลือกสรรผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงที่เหมาะสมกับพื้นที่ และสไตล์การฟังของทุก ๆ คน นอกจากนี้ ยังมีการจัดพื้นที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเลือกใช้หูฟัง ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองใช้หูฟัง Sonos Ace ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นส่วนตัวอีกด้วย

การเปิดตัว Sonos Store ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ TC Acoustic ในการขยายธุรกิจภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างแบรนด์ Sonos ในภูมิภาค โดย Sonos Store นับเป็น Sonos Store แห่งที่สามของ TC Acoustic ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเปิดตัว Sonos Store ในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ มาก่อนหน้านี้

Sonos Store เปิดให้บริการแล้ววันนี้ ณ ศูนย์การค้า EMSPHERE ชั้น 2 โดยสามารถเดินทางได้สะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS สถานีพร้อมพงษ์

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Sonos Store แห่งใหม่ได้ที่ sonosthailand.com หรือติดตามข่าวสารเพิ่มเติมทาง LINE @tcacoustic และ Instagram @sonosthailandofficial

ที่มา

Ferrari Luce EV เปิดโฉมภายในครั้งแรก เมื่อ Jony Ive นำปรัชญา Apple มานิยามรถไฟฟ้า Ferrari ยุคใหม่

Ferrari เปิดเผยรายละเอียดภายในของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของค่าย ภายใต้ชื่อ Ferrari Luce EV อย่างเป็นทางการ โดยการออกแบบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ซูเปอร์คาร์จากอิตาลี เพราะเป็นครั้งแรกที่ Ferrari เลือกใช้แนวคิดการออกแบบแบบ Minimal Luxury ซึ่งได้รับอิทธิพลจาก Jony Ive อดีตหัวหน้าทีมออกแบบของ Apple

Luce EV ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์สันดาปมาเป็นไฟฟ้า แต่ Ferrari ต้องการใช้รถรุ่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการนิยามใหม่ว่า “รถสปอร์ตไฟฟ้าระดับไฮเอนด์” ควรให้ประสบการณ์กับผู้ขับขี่อย่างไร

ภายในที่แตกต่างจาก Ferrari แบบเดิมอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ Ferrari Luce EV คือ ห้องโดยสารที่เรียบ โล่ง และสงบ ซึ่งแตกต่างจาก Ferrari รุ่นก่อนหน้าที่มักเต็มไปด้วยปุ่มควบคุมและดีไซน์เชิงสปอร์ตอย่างชัดเจน

แดชบอร์ดของ Luce EV ถูกออกแบบให้ลดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็น ไม่มีจอกลางขนาดใหญ่แบบรถ EV ทั่วไป แต่ใช้การแสดงผลที่ “ปรากฏเฉพาะเมื่อจำเป็น” เพื่อไม่รบกวนสมาธิของผู้ขับขี่ แนวคิดนี้สะท้อนปรัชญาการออกแบบของ Jony Ive ที่เน้นความเรียบง่ายและการใช้งานที่เป็นธรรมชาติ

Ferrari ระบุว่า ห้องโดยสารของ Luce EV ถูกออกแบบให้ให้ความรู้สึกคล้าย “เลานจ์ส่วนตัว” มากกว่าห้องนักบินของรถแข่ง

วัสดุพรีเมียม + เทคโนโลยีอย่างมีสติ

วัสดุภายในเลือกใช้ อะลูมิเนียมขัด, หนังคุณภาพสูง และวัสดุรีไซเคิลระดับพรีเมียม โดยเน้นสัมผัสและความรู้สึกมากกว่าความหวือหวา ขณะเดียวกัน ระบบแสง Ambient Light ถูกออกแบบให้ปรับอารมณ์และสภาพแวดล้อมภายในรถตามการขับขี่

อินเทอร์เฟซภายในใช้แนวคิด Human-Centered Design ลดการใช้ปุ่มกดแบบดั้งเดิม และหันไปใช้ระบบสัมผัส การสั่งงานด้วยท่าทาง (Gesture) และการโต้ตอบที่เป็นธรรมชาติ เพื่อให้ผู้ขับขี่ “โฟกัสกับการขับ” มากกว่าการจัดการหน้าจอ

Ferrari กับปรัชญา EV ที่ไม่เหมือนใคร

Ferrari ย้ำชัดว่า Luce EV ไม่ใช่ Ferrari ที่ยอมตามกระแสรถไฟฟ้า แต่เป็นรถที่ถูกออกแบบใหม่ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน โดยยังคง DNA ของแบรนด์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นความพรีเมียม อารมณ์ร่วม และประสบการณ์การขับขี่

แม้จะยังไม่เปิดเผยสเปกด้านสมรรถนะ แบตเตอรี่ หรือระยะทางวิ่ง แต่ Ferrari ยืนยันว่า Luce EV จะยังคง “ความรู้สึกพิเศษ” ที่ผู้ขับ Ferrari คาดหวังไว้ครบถ้วน แม้ไม่มีเสียงเครื่องยนต์แบบดั้งเดิม

กำหนดเปิดตัว

Ferrari Luce EV มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปี 2026 และจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของ Ferrari ในยุครถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอาจเปลี่ยนภาพจำของซูเปอร์คาร์ไปตลอดกาล

ที่มา https://www.engadget.com/transportation/evs/inside-ferraris-luce-ev-the-jony-ive-interior-is-here-130000211.html

วิกฤตชิปหน่วยความจำที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาดโลก

ราคาชิปพุ่งสูง
ราคาสปอตของ DRAM พุ่งขึ้นมากกว่า 600% ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำให้ตลาดการเงินและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปั่นป่วนอย่างหนัก

บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากกล่าวถึงปัญหาการขาดแคลนและต้นทุนชิปที่สูงขึ้นในรายงานผลประกอบการและการประชุมกับนักลงทุน

ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Nintendo, Apple และผู้ผลิตพีซีรายใหญ่ กำลังเผชิญกับการลดลงของกำไรและราคาหุ้น

ในทางกลับกัน ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ อย่าง Samsung Electronics กลับได้ประโยชน์ ราคาหุ้นพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุด

นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนกำลังประเมินว่าใครจะสามารถรับมือกับวิกฤตนี้ได้ดีที่สุด โดยใช้วิธี:

การล็อกสัญญาซื้อชิประยะยาว

การขึ้นราคาสินค้า

การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้หน่วยความจำน้อยลง
➡️ บริษัทที่ปรับตัวได้จะอยู่รอด ส่วนที่ไม่สามารถปรับตัวอาจสูญเสียตลาด

ดัชนี Bloomberg ของผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภคทั่วโลก ลดลงกว่า 12% ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2025
ในขณะที่ตะกร้าหุ้นของผู้ผลิตชิปหน่วยความจำกลับพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตชิปหน่วยความจำ ไม่ใช่เพียงปัญหาด้านเทคนิค แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่กระทบทั้งตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโลก ผู้ผลิตชิปกำลังอยู่ในช่วงทอง แต่ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ และสถานการณ์นี้ยังมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นในอนาคต

Apple เตรียมเปิดตัว iPhone 17e อัปเกรดสำคัญ แต่ไม่ขึ้นราคา

มีรายงานจาก Engadget ระบุว่า Apple กำลังเตรียมเปิดตัว iPhone 17e สมาร์ตโฟนรุ่น “คุ้มค่า” รุ่นใหม่ ที่จะมาพร้อมการอัปเกรดสเปกหลายด้าน โดยยังคงรักษาระดับราคาเดิมเอาไว้

แหล่งข่าวระบุว่า iPhone 17e จะได้รับการปรับปรุงด้าน ประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยชิปรุ่นใหม่กว่าเดิม ส่งผลให้ใช้งานได้ลื่นไหลขึ้นและรองรับการอัปเดต iOS ในระยะยาว นอกจากนี้ ดีไซน์โดยรวมอาจถูกปรับให้ใกล้เคียงกับ iPhone รุ่นหลักมากขึ้น เพื่อเพิ่มความทันสมัยให้กับซีรีส์ e

แม้จะไม่ใช่รุ่นระดับ Pro แต่ iPhone 17e คาดว่าจะได้รับการปรับปรุงด้าน กล้องและประสบการณ์ใช้งานโดยรวม ให้ดีขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า โดยยังคงจุดขายหลักคือ “ราคาจับต้องได้” สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการ iPhone รุ่นใหม่โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายแพง

ทั้งนี้ iPhone 17e ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ใช้ทั่วไป นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่ต้องการ iPhone ที่แรงพอ ใช้งานได้นาน ในงบประมาณที่คุ้มค่า

📌 iPhone 17e อาจเป็น iPhone ที่ “คุ้มที่สุด” ของ Apple ในปีหน้า
จากรายงานของ Engadget ระบุว่า Apple เตรียมอัปเกรดสเปก iPhone 17e หลายจุด
แต่ ยังไม่ขึ้นราคา

🔹 ชิปใหม่ แรงขึ้น
🔹 ดีไซน์ทันสมัยกว่าเดิม
🔹 กล้องและการใช้งานดีขึ้น
🔹 ยังเป็น iPhone ราคาจับต้องได้

เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ iPhone ใหม่ ใช้งานยาว ๆ
แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่น Pro 💡

👉 ถ้าเปิดตัวจริง บอกเลยว่า “รุ่นนี้มีลุ้นขายดี”

https://www.engadget.com/mobile/smartphones/the-iphone-17e-will-reportedly-bring-some-key-upgrades-without-raising-the-price-174154577.html

CISA สั่งหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ เปลี่ยนอุปกรณ์ Edge ที่หมดอายุใช้งาน ด่วน!

หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสหรัฐฯ (CISA – Cybersecurity and Infrastructure Security Agency) ออกคำสั่งให้ หน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งหมด ต้องเลิกใช้งานและเปลี่ยนอุปกรณ์ Edge / Network ที่หมดอายุการสนับสนุน (End-of-Life – EOL) หลังพบว่าเป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ร้ายแรงที่สุดในปัจจุบัน

🔍 ทำไมอุปกรณ์ EOL ถึงอันตราย?

ไม่ได้รับแพตช์ความปลอดภัยอีกต่อไป

กลายเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ใช้เจาะระบบ

มักถูกใช้เป็น “จุดเริ่มต้น” ของการโจมตีเครือข่ายขนาดใหญ่

🏛 ใครต้องดำเนินการ

คำสั่งนี้ครอบคลุม หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ทุกแห่ง โดย CISA กำหนดให้ต้อง

ตรวจสอบอุปกรณ์ Edge ทั้งหมดในระบบ

ถอดหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เป็น EOL

ปฏิบัติตามกรอบเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

🌐 ไม่ใช่แค่ปัญหาของสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า องค์กรเอกชนทั่วโลก—including องค์กรในเอเชียและไทย—ก็กำลังเผชิญความเสี่ยงเดียวกัน หากยังใช้งาน
Firewall, Router, VPN หรือ Network Appliance รุ่นเก่า

⚠️ บทเรียนสำคัญสำหรับองค์กร

มี Inventory อุปกรณ์เครือข่าย ให้ชัดเจน

ตรวจสอบสถานะ EOL / End of Support (EOS) เป็นประจำ

วางแผนเปลี่ยนอุปกรณ์ก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่หลังโดนโจมตี

📌 แหล่งข่าว: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/cisa-orders-federal-agencies-to-replace-end-of-life-edge-devices/

Spotify เปิดตัวฟีเจอร์แปลเนื้อเพลง และพรีวิวเนื้อเพลงแบบออฟไลน์

ดนตรีคือภาษาสากล แต่บางครั้ง “ภาษา” ก็ยังเป็นกำแพงสำหรับผู้ฟังจำนวนมาก วันนี้ Spotify ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่สองอย่าง ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้เชื่อมต่อกับเพลงจากทั่วโลกได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ได้แก่ การแปลเนื้อเพลง (Lyric Translations) และ การดูพรีวิวเนื้อเพลงแบบออฟไลน์ (Offline Lyric Previews)

แปลเนื้อเพลงแบบเรียลไทม์ เข้าใจเพลงต่างภาษาได้ทันที

Spotify ระบุว่า ผู้ใช้จำนวนมากฟังเพลงจากศิลปินที่ใช้ภาษาต่างจากภาษาหลักของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น K-Pop, J-Pop, Latin, Afrobeats หรือเพลงจากยุโรปและตะวันออกกลาง
ด้วยฟีเจอร์ Lyric Translations ผู้ฟังสามารถ:
ดู เนื้อเพลงต้นฉบับ
พร้อมกับ คำแปลเป็นภาษาของตนเอง
แสดงแบบ เรียลไทม์ตามจังหวะเพลง

ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจ:
ความหมายของเนื้อเพลง
อารมณ์และเรื่องราวที่ศิลปินต้องการสื่อ
บริบททางวัฒนธรรมของเพลงนั้น ๆ
Spotify ระบุว่า นี่ไม่ใช่แค่การ “แปลคำ” แต่เป็นการช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกเชื่อมโยงกับเพลงและศิลปินมากขึ้น
ดูพรีวิวเนื้อเพลงได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต
อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่คือ Offline Lyric Previews
ผู้ใช้ที่ดาวน์โหลดเพลงไว้ฟังแบบออฟไลน์ จะสามารถ:
เห็น พรีวิวบางส่วนของเนื้อเพลง
โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
Spotify ชี้ว่า ฟีเจอร์นี้เหมาะกับสถานการณ์อย่าง:

การเดินทาง
การอยู่ในพื้นที่สัญญาณอ่อน
หรือช่วงเวลาที่ผู้ใช้ต้องการประหยัดดาต้า
แม้จะเป็นเพียง “พรีวิว” แต่ก็ช่วยให้ผู้ฟังยังมีประสบการณ์ร่วมกับเพลงได้มากกว่าการฟังเสียงเพียงอย่างเดียว
ดนตรีไร้พรมแดน คือหัวใจของ Spotify
Spotify เน้นย้ำว่า ฟีเจอร์ทั้งสองนี้เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจหลักของบริษัท คือการทำให้:

เพลงจากทุกมุมโลก เข้าถึงผู้ฟังได้ง่ายขึ้น

ศิลปินสามารถ ขยายฐานแฟนเพลงข้ามประเทศและภาษา

ผู้ฟังเปิดรับแนวเพลงและวัฒนธรรมใหม่ ๆ ได้มากขึ้น

ข้อมูลจาก Spotify ระบุว่า เพลงที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผู้ใช้จำนวนมากค้นพบศิลปินใหม่จากประเทศที่ไม่เคยฟังมาก่อน

การเปิดใช้งานและการรองรับ

Spotify ระบุว่า:

ฟีเจอร์ Lyric Translations และ Offline Lyric Previews
จะเริ่ม ทยอยเปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลก
การรองรับภาษาและการใช้งานอาจแตกต่างกันไปตามประเทศ อุปกรณ์ และประเภทบัญชีผู้ใช้
บริษัทจะมีการขยายการรองรับภาษาเพิ่มเติมในอนาคต

ก้าวต่อไปของประสบการณ์ฟังเพลง

Spotify สรุปว่า ฟีเจอร์ใหม่นี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มความสะดวก แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์ฟังเพลงให้:
ลึกขึ้น
มีความหมายมากขึ้น
และเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกันผ่านดนตรี
https://newsroom.spotify.com/2026-02-04/lyric-translations-offline-previews/

Alphabet (บริษัทแม่ Google) คาดงบลงทุนปี 2026 พุ่งแรง จากการแข่งขัน AI

Alphabet คาดการณ์งบลงทุน (Capital Expenditure) ปี 2026 จะเพิ่มขึ้นอย่างมากสาเหตุหลักมาจากการเร่งลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล (Data Centers) รวมถึง: ชิป AI (เช่น TPU) ระบบคลาวด์โครงสร้างพื้นฐานรองรับโมเดลขนาดใหญ่ (LLMs)

สาเหตุ

– การแข่งขัน AI รุนแรงขึ้น คู่แข่งหลัก: Microsoft + OpenAI, Amazon, Meta
– ความต้องการ AI จากลูกค้า Google Cloud โตเร็ว
– AI ถูกผนวกเข้าเกือบทุกบริการของ Google:
Search
YouTube
Ads
Workspace
Cloud

ผลกระทบต่อนักลงทุน
ตลาดกังวลว่า:
– ต้นทุนสูง อาจกดดันกำไรระยะสั้น
แต่ผู้บริหาร Alphabet ย้ำว่า:

การลงทุนนี้ “จำเป็น” เพื่อรักษาความเป็นผู้นำระยะยาว

ถ้าไม่ลงทุนตอนนี้ จะเสียเปรียบคู่แข่งในอนาคต

ภาพรวม
Alphabet กำลังส่งสัญญาณชัดว่า

“ยุค AI คือสงครามโครงสร้างพื้นฐาน ใครลงทุนไม่ทัน = แพ้เกม”
https://www.reuters.com/business/google-parent-alphabet-forecasts-sharp-surge-2026-capital-spending-2026-02-04/