vivo เขย่าตลาดสมาร์ตโฟนไทย เตรียมนำ X300 Ultra เข้าไทยครั้งแรกพร้อมเปิดตัว X300 FE พฤษภาคมนี้

vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก เตรียมสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการสมาร์ตโฟนไทยอีกครั้ง กับการมาถึงของเรือธงรุ่นใหม่ที่สายคอนเทนต์และสายคอนเสิร์ตรอคอย นำทัพโดย ‘vivo X300 FE’ และไฮไลต์สำคัญอย่าง ‘vivo X300 Ultra’ สมาร์ตโฟนรุ่น Ultra ครั้งแรกของ vivo ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัวในเดือนพฤษภาคมนี้ ปลุกกระแสสมาร์ตโฟนสายคอนเทนต์และสายคอนเสิร์ตให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

สำหรับ vivo X300 FE น้องเล็กที่พร้อมตอบโจทย์สายคอนเสิร์ต ที่จะมายกระดับประสบการณ์การถ่ายภาพผ่านการทำงานร่วมกันของเลนส์ระดับตำนานจาก ZEISS และระบบ AI อันชาญฉลาดที่ช่วยบาลานซ์ทั้งแสง สี และรายละเอียดของภาพได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นโมเมนต์หน้าเวที แสงคอนเสิร์ตสุดท้าทาย หรือช็อตเคลื่อนไหวระหว่างการแสดง ก็ยังสามารถเก็บภาพได้คมชัด มีมิติ และถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างเป็นธรรมชาติด้วยกล้องเทเลโฟโต้ ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล อีกทั้งต่อยอดประสบการณ์การซูมด้วยเทคโนโลยีชุดเลนส์เสริมที่ได้รับการพัฒนามากขึ้นไปอีกขั้นกับ vivo ZEISS Telephoto Extender Gen 2 ระยะการซูมเทียบเท่า 200 มิลลิเมตร ที่ช่วยดึงรายละเอียดระยะไกลให้ยังคมชัดระดับโปรทุกช็อต ขณะที่ดีไซน์ของตัวเครื่องมาในลุคใหม่ที่เรียบหรูและสะกดทุกสายตา ตัวเครื่องบางเบา จับถนัดมือ ขอบจอบางลงเพื่อมอบประสบการณ์การรับชมที่เต็มตามากยิ่งขึ้น เสริมด้วยเฉดสีใหม่ที่ให้ความรู้สึกพรีเมียม สุขุม และเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

ส่วนไฮไลต์สำคัญอย่าง vivo X300 Ultra สมาร์ตโฟนรุ่น Ultra รุ่นแรกของ vivo ที่เตรียมเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และถูกยกให้เป็นหนึ่งในสมาร์ตโฟนสายถ่ายภาพและวิดีโอที่น่าจับตาที่สุดแห่งปี ด้วยการยกระดับเทคโนโลยีของทุกกล้องไปอีกขั้น ทั้งประสิทธิภาพการเก็บรายละเอียด การจัดการแสงสี และระบบกันสั่นที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการถ่ายคอนเทนต์ระดับมืออาชีพ พร้อมมอบประสบการณ์การถ่ายวิดีโอสไตล์ Cinematic ที่ถ่ายทอดอารมณ์และมิติของภาพได้อย่างเหนือระดับ เสมือนการใช้กล้องภาพยนตร์ระดับโปร พร้อมผสานการทำงานร่วมกันของเลนส์ ZEISS และฟีเจอร์อัจฉริยะต่าง ๆ เพื่อยกระดับการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสภาพแสงน้อย ย้อนแสง หรือการซูมระยะไกล ก็ยังคงให้ภาพและวิดีโอที่คมชัด สมจริง และเต็มไปด้วยอารมณ์ เสริมทัพขีดความสามารถด้านซูมให้เหนือชั้นยิ่งขึ้นด้วยชุดเลนส์เสริม vivo ZEISS Telephoto Extender Gen 2 Ultra รองรับระยะการซูมเทียบเท่า 400 มิลลิเมตร ที่เตรียมยกระดับการซูมถ่ายภาพบนสมาร์ตโฟนไปอีกขั้นอย่างแท้จริง

นอกจากการเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่แล้ว vivo ยังเตรียมเปิดตัว “vivo friends” กลุ่มตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาร่วมแชร์การใช้งานจริงในมุมที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งสายคอนเทนต์ ไลฟ์สไตล์ และดนตรี รวมถึงกิจกรรมพิเศษที่ออกแบบมาให้ผู้ใช้งานได้มีส่วนร่วมกับประสบการณ์ของแบรนด์มากยิ่งขึ้น เตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้

ใครที่ไม่อยากพลาดสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมาร์ตโฟน vivo X300 FE และ vivo X300 Ultra รวมถึงโปรโมชันพิเศษสำหรับการจองล่วงหน้าได้ที่เฟซบุ๊กเพจ vivo Thailand และเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ vivo https://vivo.com/th/

#vivoX300Ultra #vivoX300FE #เทคเดียวก็เอาอยู่ #ZEISSCinematics #ZEISSImage

ที่มา

แอลจีเตรียมจัดใหญ่! เนรมิต “집들이 by LG” บ้านสไตล์เกาหลีครั้งแรกใจกลางกรุงเทพฯ

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลกจากเกาหลี เตรียมสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการเปิดประสบการณ์บ้านสไตล์เกาหลีอย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในประเทศไทย กับงาน “집들이 by LG” (Jipdeuri by LG) หรือ Housewarming by LG ทุกก้าวของการใช้ชีวิตในบ้าน เริ่มต้นกับ LG ป็อปอัพสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่จะมาเนรมิตบ้านในฝันให้กลายเป็นจริง สะท้อนตัวตนของผู้อยู่อาศัยผ่านคาแรคเตอร์สุดยูนีคของแต่ละ MBTI ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอัจฉริยะที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว ตั้งแต่สายเอ็กซ์โทรเวิร์ตที่รักการเข้าสังคม ไปจนถึงสายอินโทรเวิร์ตที่หลงใหลในพื้นที่ส่วนตัว

สำหรับไฮไลท์สำคัญที่ห้ามพลาดของงานในครั้งนี้ ต้องยกให้กับการเปิดตัวสองดารา-ศิลปิน K-Pop ชั้นนำระดับเอเชีย‘ชิน เยอึน’ (Shin Ye-eun) และ ‘มินโฮ’ (MINHO (SHINee)) ที่บินลัดฟ้าสู่ประเทศไทย เพื่อร่วมถ่ายทอดสองไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันอย่างมีเอกลักษณ์ สะท้อนวิถีชีวิตจริงของผู้คนที่ใช้ชีวิต พักผ่อน และเติมพลังที่บ้านในแบบของตัวเอง ตอกย้ำให้เห็นว่า LG Affectionate Intelligence นั้นช่วยให้ทุกคนใช้ชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ทุกวัน

นอกจากนี้ ภายในงาน “집들이 by LG” ยังขนทัพความอลังการ ด้วยการจำลองบรรยากาศบ้านสไตล์เกาหลีฉบับเต็มรูปแบบ มาตั้งใจกลางกรุงเทพฯ ให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสและทดลองใช้สุดยอดนวัตกรรมจริงด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิด พร้อมยกขบวนกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟมาให้ร่วมสนุกแบบจัดเต็มตลอดทั้งงาน ยิ่งไปกว่านั้น แอลจียังเตรียมเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ผู้โชคดีได้ร่วมลุ้นเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่จะพาแฟนคลับไปสัมผัสประสบการณ์ใกล้ชิดกับสองศิลปิน K-Pop ชั้นนำระดับเอเชีย แบบที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน พร้อมเก็บทุกโมเมนต์สุดประทับใจตลอดทั้งงาน ผู้ที่สนใจสามารถติดตามกติกาการร่วมสนุกได้เร็วๆ นี้ ผ่านทุกช่องทางออนไลน์ของแอลจี

เตรียมเปิดประตูสู่ “집들이 by LG” สัมผัสบ้านในฝันที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ในแบบของคุณ ได้ที่ ลานลิฟต์แก้ว ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 4–9 มิถุนายน 2569 ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมสุดพิเศษ พร้อมอัปเดตทุกความเคลื่อนไหวได้ก่อนใคร ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ LG Global และอินสตาแกรม lg_thailand

ที่มา

Insta360 เปิดตัว Mic Pro ไมโครโฟนไร้สาย ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาใหญ่ของงานเสียงระดับโปร

Insta360 ประกาศเปิดตัว Mic Pro อย่างเป็นทางการ ระบบไมโครโฟนไร้สายระดับเรือธงที่เปลี่ยน “เสียง” ให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้และเป็นคุณ ออกแบบมาเพื่อครีเอเตอร์ ผู้ผลิตภาพยนตร์ ผู้ดำเนินรายการพอดแคส และทีมงานโปรดักชั่นสายอีเวนต์ ที่ต้องการคุณภาพเสียงระดับมืออาชีพโดยไม่ต้องเผชิญความซับซ้อนในการใช้งาน Mic Pro มาพร้อม เทคโนโลยีใหม่ ครั้งแรกของอุตสาหกรรมถึง 2 อย่าง ได้แก่ หน้าจอ E-Ink แบบปรับแต่งได้ และชุดไมโครโฟน 3 ตัวภายในอุปกรณ์ชุดเดียว

นอกเหนือจากงานโปรดักชันระดับมืออาชีพ Mic Pro ยังถูกออกแบบมาเพื่อครีเอเตอร์ยุคใหม่ ที่ต้องการ ถ่ายทอดเรื่องราวในชีวิตประจำวันผ่านเสียงที่ไม่ใช่แค่ “ได้ยิน” แต่ยังสะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่าง ชัดเจน ไมโครโฟนจึงไม่ใช่แค่อุปกรณ์บันทึกเสียงอีกต่อไป แต่เป็นตัวแทนของภาพลักษณ์ทั้งชื่อ โลโก้ และ เอกลักษณ์ของคุณในทุกช็อตของการถ่ายทำ

เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาช่วยแก้ข้อจำกัดที่มีมาอย่างยาวนานในตลาดไมโครโฟนไร้สาย พร้อมยกระดับทั้ง คุณภาพเสียง ความสะดวกในการทำงาน และอิสระในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ในรูปแบบใหม่ ๆ

หน้าจอ E-Ink ปรับแต่งได้: ครั้งแรกของอุตสาหกรรม

Mic Pro คือไมโครโฟนไร้สายตัวแรกที่มาพร้อมหน้าจอ E-Ink แบบปรับแต่งได้บนเครื่องส่งสัญญาณแต่ละตัว

แอป Insta360 ทำให้ผู้ใช้สามารถอัปโหลดกราฟิกได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ช่อง อาร์ตเวิร์ก ชื่อผู้พูด หรือข้อมูลสำหรับงานโปรดักชัน โดยหน้าจอจะแสดงผลอย่างต่อเนื่องแม้ขณะปิดเครื่อง ช่วยให้กองถ่ายที่มี อุปกรณ์เครื่องส่งสัญญาณหลายตัวสามารถแยกและระบุอุปกรณ์ส่งสัญญาณแต่ละตัวได้ทันที

การเลือกใช้ E-Ink แทน OLED ไม่โดดเด่นแค่ด้านดีไซน์ แต่ยังตอบโจทย์การใช้งานจริง เพราะหน้าจอ E-Ink ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เฉพาะตอนที่รีเฟรชหน้าจอเท่านั้น ไม่ใช้แบตเตอรี่ขณะแสดงภาพนิ่ง ซึ่งช่วยยืดอายุ การใช้งานแบตเตอรี่ได้อย่างมีนัยสำคัญสำหรับวันที่ต้องถ่ายทำเป็นเวลานาน

การใช้งานใต้แสงอาทิตย์โดยตรง หน้าจอ OLED มักจะจะซีดและมองไม่เห็น แต่หน้าจอ E-Ink ยังสามารถ แสดงผลได้คมชัดและมีคอนทราสต์สูงโดยไม่สะท้อนแสง สำหรับงานถ่ายทำกลางแจ้ง การถ่ายทำในภาคสนาม และการถ่ายงานแสดงสด หน้าจอ E-Link สามารถทำงานได้ดีกว่าคู่แข่งที่ใช้จอ OLED อย่างไม่สามารถเทียบ ได้เลย

อะไรทำให้ไมค์ไร้สาย Insta360 แตกต่าง?

ชุดไมค์ 3 ตัวประสิทธิภาพสูง พร้อมรูปแบบการรับเสียง ครั้งแรกของอุตสาหกรรม

ไมโครโฟนไร้สายทั่วไปมักใช้แคปซูลรับเสียงแบบรอบทิศทางเพียงตัวเดียว ทำให้รูปแบบการรับเสียงถูก กำหนดตายตัว และผู้ใช้ไม่สามารถปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมด้านเสียง ที่แตกต่างกันได้ เว้นแต่จะเปลี่ยน อุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด

Mic Pro รวมไมโครโฟน 3 ตัวไว้ในทรานสมิตเตอร์แต่ละตัว พร้อมใช้การประมวลผลสัญญาณดิจิทัล เพื่อผสาน สัญญาณเสียงจากไมค์แต่ละตัวแบบไดนามิกและจำลองรูปแบบการรับเสียงที่แตกต่างกัน โดยสามารถเลือก ได้จากตัวรับสัญญาณหรือผ่านแอป Insta360

ผลลัพธ์คืออุปกรณ์เพียงชิ้นเดียวที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ ไม่ใช่ให้ผู้ใช้ต้องปรับตัวตามอุปกรณ์ พร้อมรูปแบบการรับเสียงที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์การถ่ายทำ

เมื่อใช้งานโดยติดตั้งบนกล้องสำหรับการถ่ายวิดีโอ การตั้งค่าแบบ Cardioid จะทำหน้าที่เสมือนไมค์ Shotgun แบบมีทิศทาง ช่วยให้ครีเอเตอร์สาย Run-and-Gun เก็บเสียงด้านหน้าได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ เสริมเพิ่มเติม

โหมด Cardioid ทำให้การรับเสียงแคบลงไปด้านหน้า เหมาะสำหรับการถ่าย Vlog ไลฟ์สตรีม ถ่าย ASMR และการพากย์เสียง โหมด Figure-8 รับเสียงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เหมาะสำหรับการสัมภาษณ์ และการสนทนา 2 คน

ส่วนโหมด Omnidirectional จะเปิดพื้นที่การรับเสียงให้กว้างขึ้นสำหรับการบันทึกเสียงบรรยากาศแบบสบาย ๆ

Mic Pro มีระบบการตัดเสียงรบกวนด้วย AI ที่ขับเคลื่อนด้วยชิป NPU ภายในตัว ซึ่งได้รับการออกแบบมา เพื่อลดการรบกวนจากเสียงรบกวนรอบข้างโดยไม่ลดคุณภาพเสียงพูด ต่างจากการลดเสียงรบกวนทั่วไป ที่อาจทำให้เสียงแบนหรือทึบ ชิป NPU จะประมวลผลเสียงด้วยความแม่นยำมากขึ้น เพื่อรักษาโทนเสียง และความคมชัดตามธรรมชาติ เสียงลม เสียงฝูงชน และเสียงรบกวนรอบข้างจะถูกลดลง ในขณะที่เสียงพูด ยังคงชัดเจนและสมจริง

การบันทึกเสียงแบบ 32-Bit Float: เสียงไม่โดนตัดอีกต่อไป

หัวใจของระบบเสียงของ Mic Pro คือการบันทึกเสียงแบบ 32-Bit Float ในตัวที่มีความแตกต่าง จากระบบบันทึกแบบ 24-Bit ทั่วไป ที่อาจเกิดอาการเสียงแตกหรือถูกตัด เมื่อระดับเสียงพุ่งเกินค่าที่กำหนด โดยการบันทึกเสียงแบบ 32-Bit Float สามารถบันทึกช่วงไดนามิกเสียงได้กว้างมากจนแทบจะไม่เกิดปัญหา เสียงถูกตัดเลย ทำให้เสียงกระซิบและเสียงตะโกนสามารถอยู่ร่วมกันในไฟล์เดียวกันได้โดยไม่สูญเสีย รายละเอียดสำคัญของเสียง

การปรับระดับเสียง (Normalization) จะเข้ามาแทนที่ความกังวลเรื่องการตั้งค่า Gain แบบเรียลไทม์ ในการทำโพสต์โปรดักชัน ช่วยรักษาฟุตเทจที่อาจเสียหายจากเสียงที่ดังขึ้นมาโดยไม่ได้ คาดหมายระหว่าง การสัมภาษณ์ ในงานพิธีการ และอีเวนต์ต่าง ๆ

พื้นที่เก็บข้อมูลในตัว 32GB: เครือข่ายความปลอดภัยในตัว

อุปกรณ์ส่งสัญญานแต่ละตัวสามารถบันทึกเสียงลงในหน่วยความจำในตัวขนาด 32GB ได้อย่างอิสระ พร้อม ระบบบันทึกเสียงสำรองอัตโนมัติในกรณีที่สัญญาณไร้สายถูกรบกวนหรือกล้องเกิดปัญหาระหว่างการใช้งาน นอกจากนี้ ระบบการบันทึกเสียงจะแบ่งไฟล์อัตโนมัติทุก 30 นาที เพื่อป้องกันข้อจำกัดด้านขนาดไฟล์ และช่วยให้การบันทึกเสียงต่อเนื่องมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น

การบันทึกเสียงแบบ Stereo ภายในตัวกล้องเป็นฟีเจอร์เฉพาะตัวของ Mic Pro (เมื่อเปรียบเทียบกับ ไมโครโฟนในระดับเดียวกัน) สามารถบันทึกเสียงสภาพแวดล้อมได้สมจริงและรองรับการส่งสัญญาณ เสียงคุณภาพสูงระดับ ASMR ไปยังอุปกรณ์ส่งสัญญาณด้วยคุณภาพการบันทึกเสียงสูงสุดแบบ 32-Bit Float

สำหรับการควบคุมเพิ่มเติมในการควบคุมระดับ Gain อัตโนมัติ จะประกอบด้วย 2 โหมด ได้แก่ โหมดป้องกัน เสียงตัด (อัตโนมัติ) สำหรับสภาพแวดล้อมที่มีไดนามิกสูงและระดับเสียงไม่แน่นอน และโหมดไดนามิก สำหรับ การบันทึกเสียงภายในอาคารที่สามารถควบคุมตัวแปรต่าง ๆ ได้ เหมาะสำหรับ การบันทึกเสียงที่ ต้องการผลลัพธ์ของเสียงที่สม่ำเสมอ

ยกระดับการจัดการระบบเสียงสำหรับงานมืออาชีพ

ระบบไมโครโฟนไร้สายขนาดเล็กส่วนใหญ่มักจำกัดที่อุปกรณ์ส่งสัญญาณ 2 ตัวต่ออุปกรณ์รับสัญญาณ 1 ตัว แต่ Mic Pro นั้นสามารถทำลายข้อจำกัดนั้นด้วยโหมดการทำงาน 2 โหมด ที่ออกแบบมาสำหรับงานเสียง ที่มีแหล่งกำเนิดเสียงหลายจุดโดยเฉพาะ

โหมด 4-ต่อ-1 สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ส่งสัญญาณได้ถึง 4 ตัวเข้ากับอุปกรณ์รับสัญญาณเพียงตัวเดียว พร้อมบันทึกและส่งออกเสียงแบบแยกเป็น 4 แทร็ก โดยไม่ต้องใช้ออดิโอมิกเซอร์เพิ่มเติม เหมาะสำหรับ งานพอดแคสเตอร์ รายการสัมภาษณ์ หรือการดำเนินรายการที่มีผู้ร่วมสนทนาหลายคน โดยสามารถรองรับ แขกได้สูงสุด 4 คน ช่วยให้ควบคุมและปรับแต่งเสียงแต่ละแทร็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังการถ่ายทำ

โหมด 2-ต่อ-4 ช่วยกระจายสัญญาณจากเครื่องส่งสองตัวไปยังเครื่องรับสัญญาณได้พร้อมกันสูงสุด 4 ตัว เหมาะสำหรับการทำงานที่ใช้กล้องหลายตัว เช่น งานแต่งงาน อีเวนต์องค์กร และงานถ่ายทอดสดที่ต้องการ แชร์สัญญาณเสียงคุณภาพสูงร่วมกันโดยไม่ต้องเดินสายสายหรือใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อที่ซับซ้อน

นอกจากนี้ Mic Pro ยังรองรับเอาต์พุตเสียงแบบ 4 ช่องทาง เมื่อใช้งานร่วมกับกล้อง Sony ที่รองรับผ่าน อะแดปเตอร์สำหรับกล้องโดยเฉพาะ ช่วยให้สามารถบันทึกเสียงดิจิทัลคุณภาพ 48kHz 24-Bit ได้ครบทั้ง
4 แทร็กในเวลาเดียวกัน (อะแดปเตอร์กล้องจำหน่ายแยก)

เชื่อมต่อกล้อง Insta360 ได้โดยตรง

Mic Pro สามารถเชื่อมต่อกล้อง Insta360 ได้โดยตรงรวมถึงรุ่น X5, X4 Air, Ace Pro 2 และ GO Ultra โดยสามารถเชื่อมต่อผ่านทางบลูทูธ เพื่อให้ได้เสียงคุณภาพสูงระดับ 48kHz โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์รับสัญญาณ เพิ่มเติม สำหรับครีเอเตอร์ที่ใช้งาน Ecosystem ของ Insta360 อยู่แล้วเราตัดอุปกรณ์ในชุดสำหรับครีเอเตอร์ ออกไปได้ชิ้นหนึ่งเลย

การเชื่อมต่อแบบเครื่องส่งสัญญาณคู่โดยตรงจะรองรับในกล้อง Insta360 รุ่นถัดไป

ทำงานได้ตลอดวัน พร้อมระบบเทคโนโลยีชาร์จเร็ว

แบตเตอรี่ของอุปกรณ์ส่งสัญญาณแต่ละตัวสามารถใช้งานได้สูงสุด 10 ชั่วโมง และนานถึง 30 ชั่วโมง เมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จที่ให้มา

Mic Pro รองรับระบบชาร์จเร็ว เพียงชาร์จ 5 นาที ก็สามารถใช้งานบันทึกเสียงได้สูงสุด 1 ชั่วโมง ช่วยให้ สามารถกลับมาทำงานต่อได้ทันทีระหว่างช่วงเปลี่ยนฉากหรือจัดเซตใหม่ อุปกรณ์รับสัญญาณสามารถ ซิงก์สถานะแบตเตอรี่กับกล้องได้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้สามารถตรวจสอบแบตเตอรี่คงเหลือได้สะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งอุปกรณ์ส่งและรับสัญญาณยังรองรับการปิดเครื่องอัตโนมัติเพื่อประหยัดแบตเตอรี่เมื่อไม่ได้ใช้งาน

การซิงค์ไทม์โค้ดและอุปกรณ์ที่รองรับ

Mic Pro รองรับการซิงค์ไทม์โค้ดด้วยออสซิลเลเตอร์ TCXO ความแม่นยำสูง โดยมีความคลาดเคลื่อนน้อยกว่า 1 เฟรมภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ช่วยให้เสียงซิงก์กับวิดีโอมีความแม่นยำ เหมาะสำหรับงานโปรดักชัน ในทุกอุปกรณ์ในโปรดักชั่นที่ใช้กล้องหลายตัว และช่วยลดเวลาในการจัดการเสียงหลังการถ่ายทำ

ระบบรองรับการชื่อมต่อกับกล้อง DSLR และ กล้อง Mirrorless ผ่านสาย 3.5 มม. อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อ กับโทรศัพท์ได้ผ่าน USB-C หรือ Lightning รวมถึงการทำงานร่วมกับระบบ Insta360 ผ่านบลูทูธที่รองรับ การใช้งานกับกล้อง โทรศัพท์ และเครื่องบันทึกเสียงระดับมืออาชีพเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน

ภาพรวม

• ครั้งแรกของอุตสาหกรรม กับหน้าจอ E-Ink ที่ปรับแต่งได้บนตัวส่งสัญญาณแต่ละตัว ช่วยแสดงตัวตนของแบรนด์และแยกอุปกรณ์ในกองถ่ายได้ทันที

• ชุดไมค์ 3 ตัวสามารถเลือกรูปแบบการรับเสียงได้ (Omnidirectional, Cardioid, Figure-8) และทำหน้าที่เป็น Shotgun Mic เมื่อใช้งานบนกล้อง

• ระบบตัดเสียงรบกวนด้วย AI ขับเคลื่อนด้วย NPU รักษาความคมชัดของเสียงพูดตามธรรมชาติ

• การบันทึกเสียงในตัวแบบ 32-Bit Float ลดการเกิดปัญหาเสียงตัด

• หน่วยความจำในตัว 32GB พร้อมระบบบันทึกเสียง Stereo ในตัวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้

• ระบบเสียงหลายช่องสัญญาณที่รองรับทั้งการตั้งค่า 4 ต่อ 1 และ 2 ต่อ 4

• การเชื่อมต่อบลูทูธโดยตรงกับกล้อง Insta360 ในรุ่น X5, X4 Air, Ace Pro 2 และ GO Ultra

• แบตเตอรี่ของอุปกรณ์ส่งสัญญานทำงานได้นาน 10 ชั่วโมง และสูงสุดถึง 30 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จ พร้อมเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว 5 นาที

พร้อมวางจำหน่าย

ตลาดไมโครโฟนไร้สายต้องเผชิญกับข้อจำกัดมาอย่างยาวนาน ผู้ใช้มักต้องเลือกระหว่างความพกพาสะดวก หรือประสิทธิภาพการใช้งาน ซึ่งแทบจะหาได้ยากในอุปกรณ์เดียวกัน Mic Pro เข้ามาขจัด Pain Points เหล่านี้ ด้วยประสิทธิภาพระดับสูง พร้อมหน้าจอ E-Ink อันเป็นเอกลักษณ์

Insta360 Mic Pro จำหน่ายในราคาดังต่อไปนี้ TX ราคา 3,390 บาท , 1 TX + 1 RX ราคา 6,699 บาท และ
2 TX + 1 RX ราคา 11,799 บาท พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ทางช่องทางออนไลน์ Shopee Insta360 Thailand Store, Tiktok Insta360 Thailand Store และหน้าร้าน Insta360 Brand shop ทุกสาขา, Banana, Big camera, Zoom camera, EC mall

ที่มา

Kingston Technology นำเสนอโซลูชันหน่วยความจำแบบ Design-in และ โซลูชัน SSD ระดับอุตสาหกรรม สำหรับระบบปฏิบัติการหลัก

Kingston Technology ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์หน่วยความจำและโซลูชันเทคโนโลยีระดับโลก เดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นภายใต้ปรัชญา “Built on Commitment” อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่เร่งให้เกิดการนำ Industrial PCs ระบบประมวลผล Edge และแพลตฟอร์ม Embedded ไปใช้งานในหลากหลายภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติ ยกระดับบริการอัจฉริยะ และรองรับการดำเนินงานในระบบปฏิบัติการหลัก ซึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แนวโน้มการนำโซลูชันดังกล่าวไปใช้งานยังคงเร่งตัวขึ้นในภาคการผลิตขั้นสูง โลจิสติกส์อัจฉริยะ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สะท้อนถึงความต้องการด้านความเสถียรและความน่าเชื่อถือ การรองรับการใช้งานระยะยาว และมีความมั่นคงด้านซัพพลายระดับโลก สำหรับประเทศไทย การยกระดับอุตสาหกรรมสู่ดิจิทัลกำลังเร่งตัวขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงนโยบายระดับประเทศที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีเชื่อมต่อมาใช้ในวงกว้าง ครอบคลุมภาคการผลิต โลจิสติกส์ สาธารณสุข และบริการภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน เมื่อระบบเหล่านี้มีการบูรณาการมากยิ่งขึ้น ความต้องการโซลูชันหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่มีความเสถียร ประสิทธิภาพสูง และรองรับการใช้งานระยะยาวจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Gartner คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายด้านไอทีของประเทศไทยจะมีมูลค่าเกือบ 1.1 ล้านล้านบาทในปี 2569 (เติบโต 8.36% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ตอกย้ำความต้องการโซลูชันที่เชื่อถือได้เพื่อรองรับการดำเนินงานที่มีความสำคัญสูง

เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว Kingston ได้เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับโซลูชันหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับ Industrial PC อย่างต่อเนื่อง โดยนำเสนอระบบควบคุม BOM การบริหารจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ และความมุ่งมั่นด้านประสิทธิภาพในระยะยาว เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาระบบที่มีความเสถียร ขยายขีดความสามารถ และรองรับสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมที่มีความต้องการสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความเป็นผู้นำของ Kingston ในด้านหน่วยความจำและการจัดเก็บข้อมูล ขับเคลื่อนด้วยปรัชญา “Built on Commitment” ที่มุ่งมั่นในการส่งมอบประสิทธิภาพ คุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และการบริการ ผ่านพอร์ตโฟลิโอระดับโลกของบริษัท ตั้งแต่กลุ่มผลิตภัณฑ์ Kingston FURY สำหรับเกมเมอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ไปจนถึง SSD ประสิทธิภาพสูง อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบพกพา โมดูล DRAM แฟลชไดรฟ์ USB เมมโมรีการ์ด และโซลูชันจัดเก็บข้อมูลแบบเข้ารหัส IronKey เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้บริโภคและระดับมืออาชีพ โดย Kingston ยังได้รับการยอมรับให้เป็นอันดับ 1 ในด้านการจัดส่ง Channel SSD ต่อเนื่อง 8 ปี และเป็นซัพพลายเออร์โมดูล DRAM ประเภทบุคคลที่สาม (Third-party) อันดับ 1 ติดต่อกันยาวนานถึง 22 ปี โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Kingston ได้สนับสนุนทั้งระบบ Industrial PC และโครงสร้างพื้นฐานระดับองค์กร ด้วยมาตรฐานด้านความน่าเชื่อถือ ความสม่ำเสมอ และประสิทธิภาพระยะยาวที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

โซลูชันหน่วยความจำ Design-In Memory และไดร์ฟ SSD ระดับอุตสาหกรรม

เพื่อรองรับการใช้งานในระบบที่มีความสำคัญสูง Kingston นำเสนอพอร์ตโฟลิโอเฉพาะด้านของโซลูชันหน่วยความจำแบบ Design-In และไดร์ฟ SSD ระดับอุตสาหกรรม ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักออกแบบระบบ ผู้ผลิต OEM และผู้วางระบบโดยเฉพาะ โดย Kingston มอบความสม่ำเสมอของ BOM และเฟิร์มแวร์ การสนับสนุนด้าน PCN การบริหารจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ และการสนับสนุนด้านเทคนิคในระดับโลก เพื่อช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถรักษาเสถียรภาพของชิ้นส่วน เพิ่มความคล่องตัวในการผสานระบบ และเสริมความมั่นใจด้านความน่าเชื่อถือของการใช้งานในระยะยาว

โซลูชันหน่วยความจำ Design-In Memory: โมดูล Design-In DRAM ของ Kingston ผลิตตามมาตรฐานอุตสาหกรรม JEDEC และผ่านการออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อมอบประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอและเสถียรภาพในระยะยาวสำหรับระบบอุตสาหกรรมและระบบฝังตัว
ไดร์ฟ SSD ระดับอุตสาหกรรม: กลุ่มผลิตภัณฑ์ SSD ระดับอุตสาหกรรมของ Kingston ครอบคลุมทั้งโซลูชัน SATA และ NVMe ในหลากหลายรูปแบบ รองรับทั้งช่วงอุณหภูมิการทำงานระดับเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม พร้อมติดตั้งคอนโทรลเลอร์ขั้นสูง เทคโนโลยีที่ช่วยยืดอายุการใช้งาน (wear-leveling) เทคโนโลยีที่ช่วยรักษาประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่อง (garbage collection) และ 3D NAND เพื่อมอบประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูลที่เชื่อถือได้และทรงพลังสำหรับสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมที่มีความต้องการสูง
Kingston ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา เพื่อสนับสนุนให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างเสถียรในระยะยาว พร้อมการจัดหาที่เชื่อถือได้ครอบคลุมการใช้งานในหลากหลายภาคส่วน ตั้งแต่ค้าปลีก การขนส่ง โลจิสติกส์ ระบบเฝ้าระวัง ระบบเครือข่าย ไปจนถึงระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรม

นายเควิน วู รองประธานฝ่ายขาย การตลาด และพัฒนาธุรกิจ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Kingston กล่าวว่า “การใช้งาน Industrial PC กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพในระยะยาวยิ่งได้รับความสำคัญมากขึ้น โดยปัจจุบันลูกค้าไม่ได้คาดหวังเพียงแค่ชิ้นส่วนอุปกรณ์ แต่ยังต้องการความเสถียร ความโปร่งใสในการบริหารจัดการวงจรผลิตภัณฑ์ และห่วงโซ่อุปทานที่ไว้วางใจได้ ภายใต้ปรัชญา Built on Commitment ของ Kingston เราจึงมุ่งมั่นในการส่งมอบโซลูชันหน่วยความจำและการจัดเก็บข้อมูลที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนความสำเร็จของระบบพาร์ทเนอร์ในระยะยาว”

ท่ามกลางการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ Industrial PC, edge computing และระบบอัจฉริยะ Kingston ยังคงยึดมั่นในปรัชญา Built on Commitment โดยทำงานเคียงข้างพาร์ตเนอร์เพื่อส่งมอบความน่าเชื่อถือ ความสม่ำเสมอ และการสนับสนุนระยะยาวที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบที่มีความยืดหยุ่นและรองรับการขยายตัวได้ พร้อมทั้งขับเคลื่อนนวัตกรรมล้ำสมัยและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดตรวจสอบที่เว็บไซต์ Kingston.com/IPCSolution

สามารถติดตาม Kingston ได้ที่:

Facebook: https://www.facebook.com/kingstonthailand/

YouTube: https://www.youtube.com/user/KingstonTechnologyTH

ที่มา

Kingston Technology นำเสนอโซลูชันหน่วยความจำแบบ Design-in และ โซลูชัน SSD ระดับอุตสาหกรรม สำหรับระบบปฏิบัติการหลัก

Kingston Technology ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์หน่วยความจำและโซลูชันเทคโนโลยีระดับโลก เดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นภายใต้ปรัชญา “Built on Commitment” อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่เร่งให้เกิดการนำ Industrial PCs ระบบประมวลผล Edge และแพลตฟอร์ม Embedded ไปใช้งานในหลากหลายภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติ ยกระดับบริการอัจฉริยะ และรองรับการดำเนินงานในระบบปฏิบัติการหลัก ซึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แนวโน้มการนำโซลูชันดังกล่าวไปใช้งานยังคงเร่งตัวขึ้นในภาคการผลิตขั้นสูง โลจิสติกส์อัจฉริยะ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สะท้อนถึงความต้องการด้านความเสถียรและความน่าเชื่อถือ การรองรับการใช้งานระยะยาว และมีความมั่นคงด้านซัพพลายระดับโลก สำหรับประเทศไทย การยกระดับอุตสาหกรรมสู่ดิจิทัลกำลังเร่งตัวขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงนโยบายระดับประเทศที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีเชื่อมต่อมาใช้ในวงกว้าง ครอบคลุมภาคการผลิต โลจิสติกส์ สาธารณสุข และบริการภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน เมื่อระบบเหล่านี้มีการบูรณาการมากยิ่งขึ้น ความต้องการโซลูชันหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่มีความเสถียร ประสิทธิภาพสูง และรองรับการใช้งานระยะยาวจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Gartner คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายด้านไอทีของประเทศไทยจะมีมูลค่าเกือบ 1.1 ล้านล้านบาทในปี 2569 (เติบโต 8.36% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ตอกย้ำความต้องการโซลูชันที่เชื่อถือได้เพื่อรองรับการดำเนินงานที่มีความสำคัญสูง

เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว Kingston ได้เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับโซลูชันหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับ Industrial PC อย่างต่อเนื่อง โดยนำเสนอระบบควบคุม BOM การบริหารจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ และความมุ่งมั่นด้านประสิทธิภาพในระยะยาว เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาระบบที่มีความเสถียร ขยายขีดความสามารถ และรองรับสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมที่มีความต้องการสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความเป็นผู้นำของ Kingston ในด้านหน่วยความจำและการจัดเก็บข้อมูล ขับเคลื่อนด้วยปรัชญา “Built on Commitment” ที่มุ่งมั่นในการส่งมอบประสิทธิภาพ คุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และการบริการ ผ่านพอร์ตโฟลิโอระดับโลกของบริษัท ตั้งแต่กลุ่มผลิตภัณฑ์ Kingston FURY สำหรับเกมเมอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ไปจนถึง SSD ประสิทธิภาพสูง อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบพกพา โมดูล DRAM แฟลชไดรฟ์ USB เมมโมรีการ์ด และโซลูชันจัดเก็บข้อมูลแบบเข้ารหัส IronKey เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้บริโภคและระดับมืออาชีพ โดย Kingston ยังได้รับการยอมรับให้เป็นอันดับ 1 ในด้านการจัดส่ง Channel SSD ต่อเนื่อง 8 ปี และเป็นซัพพลายเออร์โมดูล DRAM ประเภทบุคคลที่สาม (Third-party) อันดับ 1 ติดต่อกันยาวนานถึง 22 ปี โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Kingston ได้สนับสนุนทั้งระบบ Industrial PC และโครงสร้างพื้นฐานระดับองค์กร ด้วยมาตรฐานด้านความน่าเชื่อถือ ความสม่ำเสมอ และประสิทธิภาพระยะยาวที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

โซลูชันหน่วยความจำ Design-In Memory และไดร์ฟ SSD ระดับอุตสาหกรรม

เพื่อรองรับการใช้งานในระบบที่มีความสำคัญสูง Kingston นำเสนอพอร์ตโฟลิโอเฉพาะด้านของโซลูชันหน่วยความจำแบบ Design-In และไดร์ฟ SSD ระดับอุตสาหกรรม ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักออกแบบระบบ ผู้ผลิต OEM และผู้วางระบบโดยเฉพาะ โดย Kingston มอบความสม่ำเสมอของ BOM และเฟิร์มแวร์ การสนับสนุนด้าน PCN การบริหารจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ และการสนับสนุนด้านเทคนิคในระดับโลก เพื่อช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถรักษาเสถียรภาพของชิ้นส่วน เพิ่มความคล่องตัวในการผสานระบบ และเสริมความมั่นใจด้านความน่าเชื่อถือของการใช้งานในระยะยาว

โซลูชันหน่วยความจำ Design-In Memory: โมดูล Design-In DRAM ของ Kingston ผลิตตามมาตรฐานอุตสาหกรรม JEDEC และผ่านการออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อมอบประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอและเสถียรภาพในระยะยาวสำหรับระบบอุตสาหกรรมและระบบฝังตัว
ไดร์ฟ SSD ระดับอุตสาหกรรม: กลุ่มผลิตภัณฑ์ SSD ระดับอุตสาหกรรมของ Kingston ครอบคลุมทั้งโซลูชัน SATA และ NVMe ในหลากหลายรูปแบบ รองรับทั้งช่วงอุณหภูมิการทำงานระดับเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม พร้อมติดตั้งคอนโทรลเลอร์ขั้นสูง เทคโนโลยีที่ช่วยยืดอายุการใช้งาน (wear-leveling) เทคโนโลยีที่ช่วยรักษาประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่อง (garbage collection) และ 3D NAND เพื่อมอบประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูลที่เชื่อถือได้และทรงพลังสำหรับสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมที่มีความต้องการสูง
Kingston ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา เพื่อสนับสนุนให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างเสถียรในระยะยาว พร้อมการจัดหาที่เชื่อถือได้ครอบคลุมการใช้งานในหลากหลายภาคส่วน ตั้งแต่ค้าปลีก การขนส่ง โลจิสติกส์ ระบบเฝ้าระวัง ระบบเครือข่าย ไปจนถึงระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรม

นายเควิน วู รองประธานฝ่ายขาย การตลาด และพัฒนาธุรกิจ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Kingston กล่าวว่า “การใช้งาน Industrial PC กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพในระยะยาวยิ่งได้รับความสำคัญมากขึ้น โดยปัจจุบันลูกค้าไม่ได้คาดหวังเพียงแค่ชิ้นส่วนอุปกรณ์ แต่ยังต้องการความเสถียร ความโปร่งใสในการบริหารจัดการวงจรผลิตภัณฑ์ และห่วงโซ่อุปทานที่ไว้วางใจได้ ภายใต้ปรัชญา Built on Commitment ของ Kingston เราจึงมุ่งมั่นในการส่งมอบโซลูชันหน่วยความจำและการจัดเก็บข้อมูลที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนความสำเร็จของระบบพาร์ทเนอร์ในระยะยาว”

ท่ามกลางการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ Industrial PC, edge computing และระบบอัจฉริยะ Kingston ยังคงยึดมั่นในปรัชญา Built on Commitment โดยทำงานเคียงข้างพาร์ตเนอร์เพื่อส่งมอบความน่าเชื่อถือ ความสม่ำเสมอ และการสนับสนุนระยะยาวที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบที่มีความยืดหยุ่นและรองรับการขยายตัวได้ พร้อมทั้งขับเคลื่อนนวัตกรรมล้ำสมัยและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดตรวจสอบที่เว็บไซต์ Kingston.com/IPCSolution

สามารถติดตาม Kingston ได้ที่:

Facebook: https://www.facebook.com/kingstonthailand/

YouTube: https://www.youtube.com/user/KingstonTechnologyTH

ที่มา

vivo เปิดตัว Y31d สมาร์ตโฟนสายอึด ทนรอบด้าน ครบคุ้มในเครื่องเดียว พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้ ในราคาเริ่มต้นเพียง 7,999 บาท!

vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก เปิดตัว vivo Y31d สมาร์ตโฟนน้องเล็กรุ่นใหม่ล่าสุดจากตระกูล Y series เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ใช้งานที่มองหาสมาร์ตโฟนที่ผสานความทนทานและความคุ้มค่าไว้ในเครื่องเดียว ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ มาพร้อมกับแบตเตอรี่ BlueVolt ความจุสูงถึง 7200mAh ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน พร้อมรองรับ ชาร์จไว 44W และ Bypass Charging ให้ใช้งานได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด ขับเคลื่อนด้วยชิป Snapdragon® 6s Gen 2 (4G) ให้การใช้งานลื่นไหล พร้อมช่วยประหยัดพลังงานมากขึ้น เสริมประสบการณ์ความบันเทิงด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 6.75 นิ้ว รีเฟรชเรต 120Hz และลำโพงสเตอริโอคู่ที่เพิ่มระดับเสียงได้สูงสุดถึง 400% ให้เต็มอิ่มทุกการรับชม มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยมาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68 และ IP69 และโครงสร้างกันกระแทกรอบด้าน รองรับทุกสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน วางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วตั้งแต่วันนี้ ในราคาเริ่มต้นเพียง 7,999 บาท

พร้อมลุยทุกสถานการณ์ ด้วยความทนทานที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานจริง

vivo Y31d ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นฝนตก น้ำกระเซ็น หรือเผลอทำตกน้ำ ตัวเครื่องมาพร้อมมาตรฐานทนน้ำและฝุ่นระดับ IP68 & IP69 รองรับการใช้งานใต้น้ำสะอาดลึกสูงสุด 1.5 เมตร นานถึง 30 นาที พร้อมฟีเจอร์ที่ช่วยให้หน้าจอยังคงตอบสนองได้แม้ขณะมือเปียก ช่วยให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุด

เสริมความมั่นใจอีกขั้นด้วยโครงสร้างกันกระแทกรอบด้านที่ช่วยลดแรงจากการตกหล่น ผ่านการรับรองระดับ 5 ดาวจาก SGS และการทดสอบการตกกระแทกตามมาตรฐานทางการทหารสหรัฐฯ (MIL-STD) เพื่อรองรับการใช้งานในแต่ละวันได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

แรงลื่น อึดครบ จบในเครื่องเดียว

vivo Y31d มาพร้อมความอึดที่ตอบโจทย์การใช้งานตลอดวัน ด้วยแบตเตอรี่ BlueVolt ความจุสูง 7200mAh ที่ช่วยให้ใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่อง พร้อมรองรับ 44W FlashCharge และ Bypass Charging เพื่อความสะดวกในทุกจังหวะของวัน ขับเคลื่อนด้วยชิป Snapdragon® 6s Gen 2 (4G) ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับ 6 นาโนเมตร ช่วยให้การใช้งานทั่วไปลื่นไหล พร้อมจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้แบตเตอรี่โดยไม่จำเป็น เสริมด้วย AI SuperLink ที่ช่วยให้การเชื่อมต่อเสถียรมากขึ้น แม้อยู่ในพื้นที่สัญญาณอ่อน

ตอบโจทย์สายเอนเตอร์เทนเมนต์ด้วยหน้าจอขนาด 6.75 นิ้ว อัตรารีเฟรช 120Hz ให้ภาพเคลื่อนไหวลื่นไหลสบายตา พร้อมความสว่างสูงสุด 1250nits ใช้งานกลางแจ้งได้ชัดเจน และลำโพงสเตอริโอคู่ที่เพิ่มระดับเสียงได้สูงสุดถึง 400% เพื่อประสบการณ์การรับชมที่เต็มอรรถรสยิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยีปกป้องดวงตาจาก TÜV Rheinland ช่วยลดแสงสีฟ้าและอาการเมื่อยล้าของดวงตา

ด้านการถ่ายภาพ vivo Y31d มาพร้อมกล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ช่วยเก็บรายละเอียดได้อย่างคมชัดในทุกโมเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นภาพบุคคลหรือบรรยากาศรอบตัว พร้อมฟีเจอร์ AI Magic Move ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถปรับองค์ประกอบภาพได้อย่างอิสระ เพียงกดค้างและลาก ก็สามารถจัดวางภาพให้ลงตัวได้ทันที

นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยเซ็นเซอร์อินฟราเรดที่สามารถใช้เป็นรีโมตควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ ช่วยให้ควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้านได้ง่ายยิ่งขึ้นผ่านสมาร์ตโฟนเพียงเครื่องเดียว

ดีไซน์เรียบหรู จับถนัดมือ ในราคาที่เข้าถึงได้

vivo Y31d มาพร้อมดีไซน์สวยพรีเมียม ผสานความเรียบหรูเข้ากับการออกแบบที่เน้นการใช้งานจริง ตัวเครื่องบาง เบา และจับถนัดมือยิ่งขึ้น ด้วยฝาหลังโค้งมนที่เชื่อมต่อกับตัวเครื่องอย่างลงตัว มอบสัมผัสที่ลื่นไหลและดูพรีเมียมในทุกมุมมอง มาพร้อม 2 เฉดสีที่สะท้อนสไตล์ได้อย่างลงตัว ได้แก่

สีขาว Glow White สีขาวสะอาดตา เล่นแสงอย่างมีมิติ ให้ลุคเรียบหรูทันสมัย
สีเทา Starlight Grey สีดำเทาโทนคลาสสิก ดูสุขุมดั่งแสงหมู่ดาวยามค่ำคืน
vivo Y31d วางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ววันนี้ ผ่านหน้าร้าน vivo Brand Shop ทุกสาขา ช่องทางออนไลน์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โดยมีให้เลือก 2 รุ่นความจุได้แก่ 6GB + 128GB ในราคาเริ่มต้น 7,999 บาท และ 6GB + 256GB ในราคา 9,499 บาท

พิเศษยิ่งขึ้นอีก! รับฟรี vivo Care มูลค่า 7,299 บาท รับประกันตัวเครื่อง 2 ปี ประกันหน้าจอแตก 1 ครั้งภายใน 2 ปีและประกันแบตเตอรี่ยาวนานถึง 4 ปี (ราคาและโปรโมชันตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน – 31 พฤษภาคม เท่านั้น)

พร้อมตอบโจทย์ vivo fans ที่มองหาความอึดและความทนทานในเครื่องเดียว

ผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ vivo Y31d และติดตามข่าวสารเทคโนโลยีอื่น ๆ จาก vivo ได้ที่เว็บไซต์ https://vivo.com/th/ และเฟซบุ๊ก vivo Thailand

#vivoY31d

ที่มา

Dyson เปิดตัว Supersonic™ Travel เล็กลง 32% เบาขึ้น 25%1 กะทัดรัดแต่ยังทรงพลัง

Dyson เปิดตัวไดร์เป่าผม Supersonic™ Travel ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่ โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพในการดูแลและจัดแต่งผมมาพร้อมการรองรับกำลังไฟทั่วโลก ให้คุณจัดแต่งทรงผมได้อย่างรวดเร็วในมาตรฐานแบบ Dyson ได้ในทุกที่ทุกเวลา พร้อมมอบผลลัพธ์เส้นผมที่เรียบลื่นและเงางามยิ่งขึ้น² ตั้งแต่กิจวัตรการออกกำลังกายในทุกๆ วันไปจนถึงทริปพักผ่อนในวันหยุด หรือการเดินทางท่องเที่ยวในต่างแดน Supersonic™ Travel สามารถเป็นตัวช่วย เพื่อเส้นผมเงางามไร้ขีดจำกัดและช่วยให้คุณดูดีและมั่นใจได้ทุกที่ ทุกเวลา

“เราไม่ได้เพียงแค่ย่อขนาดไดร์เป่าผมให้เล็กลง แต่เราออกแบบวิศวกรรมใหม่ทั้งหมดเพื่อการเดินทางโดยเฉพาะ Dyson Supersonic™ Travel มอบประสิทธิภาพในการจัดแต่งทรงผมระดับสูงพร้อมปกป้องเส้นผมจากความร้อนที่สูงเกินไป เพื่อที่สุดแห่งประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และสุขภาพที่ดีของเส้นผม” James Dyson ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าวิศวกร กล่าว

Dyson Supersonic™ Travel มีขนาดเล็กลง 32% และเบาขึ้น 25% เมื่อเทียบกับไดร์เป่าผม Dyson Supersonic™ ขนาดปกติ และมีน้ำหนักเบากว่ากระป๋องน้ำอัดลม3 ไดร์เป่าผมรุ่นใหม่นี้สามารถพกขึ้นเครื่องบินได้ พกพาสะดวก ใส่ได้ทั้งในกระเป๋าถือ กระเป๋า carry-on และกระเป๋าสัมภาระพร้อมมอบประสิทธิภาพการเป่าผมที่ทรงพลังในแบบ Dyson และยังเป็นไดร์สำหรับการเดินทางรุ่นเดียวที่สามารถใช้งานหัวเป่าร่วมกัน4 กับ Dyson Supersonic™ หรือ Dyson Supersonic Nural™ ที่คุณมีอยู่แล้วได้อีกทั้งยังรองรับแรงดันไฟฟ้าตามแต่ละประเทศแบบอัตโนมัติ พร้อมให้ประสิทธิภาพเต็มรูปแบบทั่วโลก

ความร้อนที่มากเกินไปเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เส้นผมเสียหาย และไดร์เป่าผมทั่วไปมักใช้ความร้อนที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้เส้นผมอ่อนแอลงเมื่อใช้งานต่อเนื่อง แต่ Dyson Supersonic™ Travel มาพร้อมระบบควบคุมความร้อนอัจฉริยะ ที่ตรวจวัดอุณหภูมิของลมถึง 100 ครั้งต่อวินาที ช่วยป้องกันผมเสียจากความร้อนสูงพร้อมระบบลมที่ออกแบบอย่างแม่นยำเพื่อให้ผมแห้งเร็วและสม่ำเสมอ ช่วยให้เส้นผมดูสุขภาพดี5 และเงางาม

ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือระหว่างเดินทาง Dyson ก็ดูแลเส้นผมของคุณได้

เมื่อ Dyson เปิดตัวไดร์เป่าผม Supersonic™ รุ่นแรกในปี 2016 ถือเป็นการพลิกโฉมดีไซน์ไดร์เป่าผมแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง มอเตอร์ความเร็วสูงของ Dyson ถูกออกแบบให้อยู่ในด้ามจับ เพื่อการทรงตัวที่ดียิ่งขึ้นพร้อมระบบลมที่ช่วยให้ผมแห้งเร็วโดยไม่ต้องใช้ความร้อนสูงเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะสามารถตรวจวัดอุณหภูมิของลมได้หลายครั้งต่อวินาทีเพื่อป้องกันความเสียหายจากความร้อนและช่วยคงความเงางามตามธรรมชาติของเส้นผมด้วยการวิจัยด้านเส้นผมอย่างลึกซึ้ง Dyson Supersonic™ ได้ยกระดับมาตรฐานใหม่ของไดร์เป่าผมโดยออกแบบมาเพื่อดูแลสุขภาพเส้นผมในทุกครั้งที่ใช้งาน

อีกทั้ง Dyson ยังเปิดตัวไดร์เป่าผม Supersonic Nural™ ที่มาพร้อมโหมด Scalp Protect ซึ่งช่วยปรับอุณหภูมิของลมเพื่อปกป้องหนังศีรษะ ในฐานะอุปกรณ์จัดแต่งทรงผมสำหรับใช้งานที่บ้าน Supersonic Nural™ มอบการจัดแต่งทรงผมอย่างชาญฉลาด ออกแบบมาเพื่อดูแลทั้งเส้นผม หนังศีรษะ และปกป้องเส้นผมที่ขึ้นใหม่

สำหรับไลฟ์สไตล์นอกเหนือจากการใช้งานหน้ากระจกที่บ้าน ไดร์เป่าผมสำหรับการเดินทางรุ่นใหม่ของ Dyson คือโซลูชันการจัดแต่งทรงผมขนาดกะทัดรัด ที่นำเทคโนโลยีหลักของ Dyson มาใส่ในดีไซน์ที่เล็กและเบาลง โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพ6

อีกหนึ่งจุดเด่นคือความสามารถในการใช้งานหัวเป่าร่วมกัน7 ให้คุณสามารถพกหัวเป่าที่คุ้นเคยจาก Dyson Supersonic™ หรือ Supersonic Nural™ ไปใช้งานร่วมกันได้ เพื่อสร้างสไตล์ที่คุณต้องการได้ทุกที่

ไอเทมคู่ใจที่พร้อมดูแลผมให้สวยและสุขภาพดีทุกการเดินทาง

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในห้องพักโรงแรม เลานจ์สนามบิน หรือสถานที่พักผ่อนส่วนตัวท่ามกลางธรรมชาติ ไดร์เป่าผมรุ่นนี้จะช่วยเป่าผมให้แห้งแต่สุขภาพดีได้ทุกที่ทุกเวลา8

วิวัฒนาการด้านความงามของ Dyson

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา Dyson ได้ทุ่มเทวิจัยและนำความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์เส้นผมระบบหมุนเวียนของลม การควบคุมความร้อนรวมถึงศาสตร์แห่งส่วนผสมมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในการดูแลเส้นผม

ความมุ่งมั่นในด้านวิทยาศาสตร์เส้นผมและหนังศีรษะของ Dyson นั้นขับเคลื่อนด้วยการวิจัยทางชีววิทยาของเส้นผมอย่างเข้มข้น ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าความร้อนที่สูงเกินไปสามารถทำลายเคราติน ส่งผลให้โครงสร้างเส้นผมอ่อนแอและเปราะขาดง่ายขณะที่หนังศีรษะซึ่งเป็นที่อยู่ของรูขุมขนประมาณ 100,000 แห่ง ยังมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้น โดยเฉพาะระหว่างการเดินทาง ระบบควบคุมความร้อนอัจฉริยะของ Dyson จึงช่วยรักษาระดับอุณหภูมิที่เหมาะสมลดความแห้งและการระคายเคืองพร้อมช่วยคงความแข็งแรงของเส้นผมได้อย่างสมบูรณ์

ตั้งแต่ Dyson Supersonic™ Airwrap™ Corrale™ และ Airstrait™ Dyson ได้นำวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมมาพัฒนาแนวทางการจัดแต่งทรงผมรูปแบบใหม่โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพประสิทธิภาพและความหลากหลายในการใช้งาน

ผมสวยได้ง่าย ทุกที่ที่คุณไป

“เรากำลังเห็นเทรนด์ทรงผมระหว่างการเดินทางที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ดูแลง่ายแต่โดดเด่น เช่น ทรง ‘air-sculpted wave’ ซึ่งการใช้ไดร์เป่าผม Supersonic™ Travel รุ่นใหม่นี้ ช่วยให้คุณสามารถรังสรรค์ลุคที่ต้องการได้พร้อมให้ผลลัพธ์เส้นผมเงางามสูงสุดเหมาะทั้งในสภาพอากาศชื้นหรืออากาศแห้งบนเครื่องบินด้วยการควบคุมทิศทางลมอย่างแม่นยำช่วยยกโคนผมให้ดูมีวอลลุ่มและทำให้ปลายผมเรียบลื่น เป็นลุคที่ดูตั้งใจแบบไม่ต้องพยายาม ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างลงตัว” Irinel de Leon แบรนด์แอมบาสเดอร์ด้านการจัดแต่งทรงผมระดับโลก กล่าว

การวางจำหน่าย

ไดร์เป่าผม Dyson Supersonic™ Travel จะวางจำหน่ายพร้อมหัวเป่า Smoothing nozzle เพื่อความยืดหยุ่นในการใช้งาน หัวเป่าอื่น ๆ เช่น Diffuser, Wide tooth comb, Styling concentrator, Flyaway smoother และ Gentle air attachment จะมีวางจำหน่ายแยก เพื่อให้สามารถเลือกใช้งานได้ตามสภาพเส้นผมและสไตล์ที่ต้องการ

ผู้บริโภคสามารถทดลองใช้งาน Supersonic™ Travel ได้ที่ Dyson Store และห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการนอกจากนี้ Dyson ยังเตรียมจัดกิจกรรมป๊อปอัพในเมืองต่างๆ ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์แบบ immersive ผ่านโซนจัดแต่งทรงผมและการสาธิตโดยผู้เชี่ยวชาญที่ออกแบบมาเพื่อนักเดินทางทั่วโลกโดยเฉพาะ

ผู้บริโภคสามารถลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลข่าวสาร และเป็นกลุ่มแรกที่ทราบเกี่ยวกับการเปิดตัว Dyson Supersonic™ Travel ในประเทศไทยได้ที่ https://www.dyson.co.th/th-TH/new-launches/sign-up/beauty

1 เปรียบเทียบกับเครื่องเป่าผม Dyson Supersonic™ รุ่นดั้งเดิม

2 เปรียบเทียบกับการปล่อยผมแห้งตามธรรมชาติ

3 Supersonic™ Travel มีน้ำหนัก 330 กรัม ขณะที่กระป๋องเครื่องดื่ม (330 มล.) มีน้ำหนักประมาณ 350 – 390 กรัม

4 อ้างอิงถึงเฉพาะเครื่องเป่าผม Dyson Supersonic™ และ Dyson Supersonic Nural™ เท่านั้น

5ผู้ใช้ 87% เห็นว่าผมของพวกเขารู้สึกสุขภาพดีขึ้น จากการทดสอบผู้ใช้งานกับผู้เข้าร่วม 98 คน โดยเปรียบเทียบกับไดร์เป่าผมแบบพกพาที่ใช้อยู่เดิม ดำเนินการทดสอบในเดือนมกราคม 2569

6 ผู้ใช้ 92% เห็นด้วยว่าต้องการพก Supersonic™ Travel ไปในการเดินทาง จากการทดสอบผู้ใช้งาน

7 ฟังก์ชันการเรียนรู้หัวเป่าจาก Supersonic Nural™ ไม่สามารถใช้งานร่วมกับ Supersonic™ Travel ได้

8 ผู้ใช้งาน 94% เห็นว่า Supersonic™ Travel ดีกว่าไดร์เป่าผมในโรงแรม จากการทดสอบผู้ใช้งานกับผู้เข้าร่วม 54 คน ที่เคยใช้เครื่องเป่าผมในโรงแรมภายในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ดำเนินการทดสอบในเดือนมกราคม 2026

ที่มา

ทิม คุก เตรียมขึ้นเป็นประธานกรรมการบริหาร (Executive Chairman) ของ Apple ขณะที่ จอห์น เทอร์นัส จะขึ้นเป็น CEO คนใหม่

Apple ประกาศการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงครั้งสำคัญ โดย Tim Cook เตรียมขึ้นดำรงตำแหน่ง Executive Chairman ขณะที่ John Ternus ขึ้นเป็น CEO คนใหม่ สะท้อนแผนสืบทอดตำแหน่งระยะยาวของบริษัท

Apple ปรับโครงสร้างผู้นำครั้งสำคัญในปี 2026

Apple Inc. ประกาศการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง โดย Tim Cook ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) มาตั้งแต่ปี 2011 จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง Executive Chairman ของบริษัท

พร้อมกันนี้ Apple ได้แต่งตั้ง John Ternus รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ (Senior Vice President of Hardware Engineering) ขึ้นดำรงตำแหน่ง CEO คนใหม่ ของบริษัท

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของ Apple ในการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง (succession plan) เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

Tim Cook กับบทบาทใหม่ Executive Chairman

ในบทบาทใหม่ Tim Cook จะยังคงมีอิทธิพลต่อทิศทางของ Apple โดยเน้นด้านกลยุทธ์ระดับองค์กร การกำกับดูแล และการสนับสนุนทีมผู้บริหาร

ตลอดระยะเวลาการเป็น CEO นานกว่า 10 ปี Cook มีบทบาทสำคัญในการ:

ขยายธุรกิจ Apple สู่ระดับโลก
ผลักดันรายได้จากบริการ (Services)
พัฒนา ecosystem ของ Apple ให้แข็งแกร่ง
สร้างมูลค่าบริษัทให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนไปสู่ตำแหน่ง Executive Chairman จึงสะท้อนถึงการ “ส่งต่อการบริหาร” แต่ยังคง “รักษาวิชั่น” ของบริษัทไว้

John Ternus คือใคร? CEO คนใหม่ของ Apple

John Ternus ถือเป็นผู้บริหารสายผลิตภัณฑ์ตัวจริง โดยทำงานกับ Apple มานานกว่า 20 ปี และมีบทบาทสำคัญในทีมวิศวกรรมฮาร์ดแวร์

เขามีส่วนร่วมในการพัฒนา:

iPhone รุ่นสำคัญหลายเจเนอเรชัน
iPad และ Mac
การเปลี่ยนผ่านสู่ Apple Silicon

Ternus ได้รับการยอมรับในด้าน:

ความเข้าใจผลิตภัณฑ์อย่างลึกซึ้ง
ภาวะผู้นำเชิงเทคนิค
ความสามารถในการเชื่อมโยงทีมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

การขึ้นเป็น CEO ครั้งนี้จึงถูกมองว่า Apple เลือก “ผู้นำสายโปรดักต์” เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมในอนาคต

วิเคราะห์: ทิศทาง Apple หลังเปลี่ยน CEO

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สะท้อนให้เห็นแนวโน้มสำคัญของ Apple ได้แก่:

1. โฟกัสนวัตกรรมฮาร์ดแวร์ + ซอฟต์แวร์

การแต่งตั้ง Ternus ซึ่งเป็นสายวิศวกรรมโดยตรง อาจทำให้ Apple เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงลึกมากขึ้น

2. Continuity ไม่ใช่ Disruption

Apple ไม่ได้เปลี่ยนทิศทางแบบพลิกเกม แต่เลือก “ต่อยอดจากสิ่งที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว”

3. เสริมความมั่นใจนักลงทุน

การวาง succession plan ชัดเจน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่ออนาคตของบริษัท

Apple ย้ำความมุ่งมั่นด้านนวัตกรรม

Apple ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถ:

สร้างนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง
รักษามาตรฐานด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์
ยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งาน

โดยยังคงยึดหลักการสำคัญของ Apple คือการผสาน ฮาร์ดแวร์ + ซอฟต์แวร์ + บริการ เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

การขึ้นสู่ตำแหน่ง Executive Chairman ของ Tim Cook และการแต่งตั้ง John Ternus เป็น CEO ถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของ Apple ในยุคใหม่

แม้จะมีการเปลี่ยนผู้นำ แต่แนวทางหลักของ Apple ยังคงชัดเจน:
เน้นนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง และการเติบโตระยะยาว

ที่มา https://www.apple.com/newsroom/2026/04/tim-cook-to-become-apple-executive-chairman-john-ternus-to-become-apple-ceo/

หลุดภาพ Insta360 ‘Luna’ กล้องกิมบอลรุ่นใหม่ ดีไซน์เลนส์คู่ ลุ้นเปิดตัวเข้าไทยพฤษภาคมนี้

กระแสข่าวลือในวงการกล้องกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังมีทั้งภาพและข้อมูลบางส่วนของผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Insta360 หลุดออกมาบนโลกออนไลน์ในต่างประเทศ เผยให้เห็นภาพกล้องกิมบอลรุ่นใหม่ภายใต้ชื่อ ‘Insta360 Luna’ ที่มีแนวโน้มจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 นี้

โดยจากข้อมูลที่หลุดออกมาในรายงานของสื่อสายกล้องต่างประเทศคาดว่า Luna จะมาในรูปแบบกล้องกิมบอลเลนส์คู่รุ่นแรกของวงการ ซึ่งหากเป็นจริงจะถือเป็นแนวทางดีไซน์แบบใหม่ที่ยังไม่ค่อยเห็นในตลาดปัจจุบัน และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของกล้องพกพาสำหรับสายคอนเทนต์ในปีนี้

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ กระแสข่าวที่ระบุว่า Insta360 อาจยังคงพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตกล้องถ่ายภาพระดับตำนานอย่าง Leica จากภาพหลุดบางส่วน จะเห็นได้ชัดว่าด้านหน้าตัวเครื่องยังคงมีสัญลักษณ์วงกลมสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อยู่เช่นเดิม และหากความร่วมมือดังกล่าวยังดำเนินต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่รุ่นนี้จะโดดเด่นยิ่งขึ้นทั้งในด้านคุณภาพของภาพ โทนสีสไตล์ Leica และประสิทธิภาพของเลนส์

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าตัวเครื่องอาจมีให้เลือกอย่างน้อย 2 สี ได้แก่ สีดำ และสีขาว ซึ่งจากภาพที่หลุดออกมา ดีไซน์ทั้งสองโทนให้ความรู้สึกค่อนข้างแตกต่างกัน โดยสีดำจะดูเรียบ เท่ และดูเป็นสายโปร ขณะที่สีขาวให้ลุคมินิมอล ดูเข้าถึงง่ายและเหมาะกับสายไลฟ์สไตล์มากขึ้น

ในด้านสเปก เริ่มมีข้อมูลหลุดออกมาให้ลุ้นกันพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเลนส์เทเลโฟโต้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการถ่ายภาพ ทั้งการถ่ายเซลฟี่ ภาพบุคคล ไปจนถึงการถ่ายระยะไกล รวมถึงฟีเจอร์ระดับสูงอย่างการบันทึกวิดีโอ 8K, 10-bit i-Log, เซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว และระบบกันสั่นที่ขับเคลื่อนด้วย AI

A stage with a large screen and a crowd of people

AI-generated content may be incorrect.

แม้ข้อมูลทั้งหมดจะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่จากทั้งภาพและวิดีโอที่เผยออกมา ก็พอจะเห็นทิศทางของตัวโปรดักต์ได้ชัดขึ้น ทั้งในแง่ดีไซน์ การควบคุม ไปจนถึงคุณภาพของฟุตเทจที่ดูโดดเด่น โดยเฉพาะเอฟเฟกต์หน้าชัดหลังเบลอและการควบคุมแสงที่ทำได้ค่อนข้างดี

A person holding up two fingers

AI-generated content may be incorrect.A person in a yellow jacket holding a camera

AI-generated content may be incorrect.

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังคงเป็นเพียง ‘ข่าวหลุด’ ในช่วงก่อนการเปิดตัวจริงเท่านั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Insta360 Luna กำลังกลายเป็นหนึ่งในโปรดักต์ที่ถูกจับตามองในแวดวงสายคอนเทนต์ครีเอเตอร์มากที่สุดในช่วงนี้

แหล่งข่าวยังระบุเพิ่มเติมว่า Insta360 Luna มีแผนเตรียมเข้าทำตลาดในประเทศไทยภายในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยคาดว่าจะเริ่มปล่อยภาพและวิดีโอตัวอย่างออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนเปิดตัวให้แฟน ๆ Insta360 ได้ตื่นเต้น

ที่มา

หลุดภาพ Insta360 ‘Luna’ กล้องกิมบอลรุ่นใหม่ ดีไซน์เลนส์คู่ ลุ้นเปิดตัวเข้าไทยพฤษภาคมนี้

กระแสข่าวลือในวงการกล้องกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังมีทั้งภาพและข้อมูลบางส่วนของผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Insta360 หลุดออกมาบนโลกออนไลน์ในต่างประเทศ เผยให้เห็นภาพกล้องกิมบอลรุ่นใหม่ภายใต้ชื่อ ‘Insta360 Luna’ ที่มีแนวโน้มจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 นี้

โดยจากข้อมูลที่หลุดออกมาในรายงานของสื่อสายกล้องต่างประเทศคาดว่า Luna จะมาในรูปแบบกล้องกิมบอลเลนส์คู่รุ่นแรกของวงการ ซึ่งหากเป็นจริงจะถือเป็นแนวทางดีไซน์แบบใหม่ที่ยังไม่ค่อยเห็นในตลาดปัจจุบัน และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของกล้องพกพาสำหรับสายคอนเทนต์ในปีนี้

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ กระแสข่าวที่ระบุว่า Insta360 อาจยังคงพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตกล้องถ่ายภาพระดับตำนานอย่าง Leica จากภาพหลุดบางส่วน จะเห็นได้ชัดว่าด้านหน้าตัวเครื่องยังคงมีสัญลักษณ์วงกลมสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อยู่เช่นเดิม และหากความร่วมมือดังกล่าวยังดำเนินต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่รุ่นนี้จะโดดเด่นยิ่งขึ้นทั้งในด้านคุณภาพของภาพ โทนสีสไตล์ Leica และประสิทธิภาพของเลนส์

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าตัวเครื่องอาจมีให้เลือกอย่างน้อย 2 สี ได้แก่ สีดำ และสีขาว ซึ่งจากภาพที่หลุดออกมา ดีไซน์ทั้งสองโทนให้ความรู้สึกค่อนข้างแตกต่างกัน โดยสีดำจะดูเรียบ เท่ และดูเป็นสายโปร ขณะที่สีขาวให้ลุคมินิมอล ดูเข้าถึงง่ายและเหมาะกับสายไลฟ์สไตล์มากขึ้น

ในด้านสเปก เริ่มมีข้อมูลหลุดออกมาให้ลุ้นกันพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเลนส์เทเลโฟโต้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการถ่ายภาพ ทั้งการถ่ายเซลฟี่ ภาพบุคคล ไปจนถึงการถ่ายระยะไกล รวมถึงฟีเจอร์ระดับสูงอย่างการบันทึกวิดีโอ 8K, 10-bit i-Log, เซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว และระบบกันสั่นที่ขับเคลื่อนด้วย AI

A stage with a large screen and a crowd of people

AI-generated content may be incorrect.

แม้ข้อมูลทั้งหมดจะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่จากทั้งภาพและวิดีโอที่เผยออกมา ก็พอจะเห็นทิศทางของตัวโปรดักต์ได้ชัดขึ้น ทั้งในแง่ดีไซน์ การควบคุม ไปจนถึงคุณภาพของฟุตเทจที่ดูโดดเด่น โดยเฉพาะเอฟเฟกต์หน้าชัดหลังเบลอและการควบคุมแสงที่ทำได้ค่อนข้างดี

A person holding up two fingers

AI-generated content may be incorrect.A person in a yellow jacket holding a camera

AI-generated content may be incorrect.

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังคงเป็นเพียง ‘ข่าวหลุด’ ในช่วงก่อนการเปิดตัวจริงเท่านั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Insta360 Luna กำลังกลายเป็นหนึ่งในโปรดักต์ที่ถูกจับตามองในแวดวงสายคอนเทนต์ครีเอเตอร์มากที่สุดในช่วงนี้

แหล่งข่าวยังระบุเพิ่มเติมว่า Insta360 Luna มีแผนเตรียมเข้าทำตลาดในประเทศไทยภายในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยคาดว่าจะเริ่มปล่อยภาพและวิดีโอตัวอย่างออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนเปิดตัวให้แฟน ๆ Insta360 ได้ตื่นเต้น

ที่มา