Kingston Technology ตอกย้ำความแข็งแกร่งครองอันดับบริษัทเอกชนชั้นนำในปี 2568 อันดับที่ 28 ในรายชื่อ “บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่สุดของอเมริกา” จากการจัดลำดับโดยนิตยสาร Forbes

Kingston Technology ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์หน่วยความจำและโซลูชันเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศว่าได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Forbes ให้อยู่ลำดับที่ 28 ในรายชื่อบริษัทเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา (America’s Top Private Companies) ประจำปี 2568 สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Kingston ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย Kingston ยังคงครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในกลุ่ม “เทคโนโลยี ฮาร์ดแวร์ และอุปกรณ์” ในการจัดอันดับดังกล่าว ตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน

ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ Kingston ได้ครองตำแหน่งซัพพลายเออร์โมดูล DRAM ประเภทบุคคลที่สาม (Third-party) อันดับหนึ่งของโลก และยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งสำหรับการเป็นซัพพลายเออร์ด้านการจัดส่ง Channel SSD อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การจัดอันดับล่าสุดจากนิตยสาร Forbes สะท้อนถึงศักยภาพของ Kingston ในการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการรักษาความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งกับพันธมิตรและลูกค้าทั่วโลก โดยความสำเร็จเหล่านี้มีรากฐานมาจากวิสัยทัศน์ “Built on Commitment” ปรัชญาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังซึ่งหล่อหลอมวัฒนธรรมองค์กรและการดำเนินงานของ Kingston มาเกือบ 40 ปีนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นในปี 2530 จนก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก โดย Kingston ยังคงยึดมั่นในคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความใส่ใจในการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

Kingston กล่าวว่า “การจัดอันดับจากนิตยสาร Forbes ครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ระยะยาวของ Kingston ภายใต้แนวคิด ‘Built on Commitment’ โดยบริษัทมุ่งขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ เสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลก และเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมในด้านประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ โดยความสำเร็จเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากปราศจากรากฐานที่แข็งแกร่งและความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม”

รายชื่อทั้งหมดของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่สุดของอเมริกาสามารถตรวจสอบได้ ที่นี่

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดตรวจสอบที่เว็บไซต์ kingston.com

สามารถติดตาม Kingston ได้ที่:   

Facebook: https://www.facebook.com/kingstonthailand/   

YouTube: https://www.youtube.com/user/KingstonTechnologyTH    

PhotoScape สำหรับ Windows โปรแกรมยอดนิยม Download เยอะสุดใน Download.com

PhotoScape สำหรับ Windows เป็นโปรแกรมแก้ไขรูปภาพแบบ All-in-one ที่เปิดให้ใช้งานฟรี ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้การปรับแต่งภาพเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้เริ่มต้นและผู้ใช้งานทั่วไป โปรแกรมนี้พัฒนาโดย Mooii และได้รับความนิยมอย่างมากด้วยยอดดาวน์โหลดรวมกว่า 66 ล้านครั้ง

คุณสมบัติหลักและเครื่องมือ

PhotoScape รวบรวมเครื่องมือที่หลากหลายไว้ในโปรแกรมเดียว เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานที่ครอบคลุม ดังนี้:

  • การแก้ไขภาพพื้นฐาน: มีเครื่องมือสำหรับ ปรับขนาด (Resizing), ปรับแก้สีและแสง, ปรับสมดุลสีขาว (White balance), การตัดรูป (Cropping), และการลบตาแดง
  • เครื่องมือสร้างสรรค์: ผู้ใช้สามารถสร้าง ภาพคอลลาจ (Collages), รวมภาพ, สร้าง Animated GIF จากหลายเฟรมภาพ และใช้เทมเพลตสำหรับพิมพ์การ์ด ปฏิทิน หรือกระดาษเส้น
  • การจัดการภาพจำนวนมาก: มีระบบ Batch Editor ที่ช่วยให้แก้ไขรูปภาพหลายไฟล์ได้พร้อมกันในครั้งเดียว เพื่อความรวดเร็ว
  • ส่วนประกอบอื่นๆ: นอกจากตัวแก้ไข (Editor) แล้ว ยังมีส่วนของ Viewer สำหรับดูรูปภาพในโฟลเดอร์, เครื่องมือจับภาพหน้าหน้าจอ (Screen Capture), ตัวเลือกสี (Color Picker), และตัวแปลงไฟล์ RAW

ข้อดีและข้อเสีย

ข้อดี:

  • ใช้งานฟรี และมีเครื่องมือครบครันในที่เดียว
  • อินเทอร์เฟซใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อนเหมือนโปรแกรมระดับมืออาชีพอย่าง Photoshop
  • รองรับไฟล์ภาพหลากหลายรูปแบบ
  • ในเวอร์ชัน 3.7 มีการเพิ่มฟิลเตอร์ใหม่ๆ เช่น ‘Black & White’, ‘Bandicoot’, แปรง ‘Smart Blur’ และเอฟเฟกต์ฟิล์มรวมกว่า 35 แบบ

ข้อเสีย:

  • หน้าตาโปรแกรม (Interface) ดูล้าสมัย และขาดความขัดเกลาเมื่อเทียบกับโปรแกรมสมัยใหม่
  • ขีดความสามารถในการแก้ไขขั้นสูงยังมีจำกัด
  • ขาดฟีเจอร์การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ (Real-time collaboration)
  • มีรายงานจากผู้ใช้บางรายว่าโปรแกรมอาจถูกระบบความปลอดภัยขององค์กรระบุว่าเป็นมัลแวร์เนื่องจากพฤติกรรมบางอย่างของซอฟต์แวร์

บทสรุปและทางเลือกอื่น

PhotoScape เหมาะสำหรับนักเรียน หรือผู้ที่ต้องการแต่งภาพในโปรเจกต์ขนาดเล็กที่ไม่ซับซ้อน หากผู้ใช้ต้องการเครื่องมือแก้ไขขั้นสูงในรูปแบบฟรี แหล่งข้อมูลแนะนำให้พิจารณา GIMP หรือหากต้องการโปรแกรมที่มีอินเทอร์เฟซสะอาดตาและเน้นงานพื้นฐาน แนะนำ Paint.NET ส่วนผู้ที่ต้องการใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์โดยไม่ต้องติดตั้งสามารถเลือกใช้ Pixlr ได้

Download ได้ที่นี่

vivo เตรียมแจ้งเกิด V40 5G และ V40 Pro 5G

คู่หูพอร์ตเทรตรุ่นล่าสุดจาก V Series เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ 29 สิงหาคมนี้!

กรุงเทพฯ 15 สิงหาคม 2567 – vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก เตรียมพร้อมเปิดประสบการณ์พอร์ตเทรตรูปแบบใหม่ให้เหล่า vivo fans ได้ตื่นตาตื่นใจอีกครั้งกับการเปิดตัว vivo V40 5G และ V40 Pro 5G สมาร์ตโฟน 2 รุ่นล่าสุดจากตระกูล V Series พร้อมยกระดับนวัตกรรมภาพพอร์ตเทรตให้เหนือไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำที่ร่วมพัฒนากับผู้เชี่ยวชาญด้านเลนส์ระดับโลกอย่าง ZEISS ภายใต้แนวคิด ZEISS Portrait So Pro หรือ ‘พอร์ตเทรตเปิด เกิดทุกคน’ เตรียมตัวให้พร้อมแล้วมาแจ้งเกิดกับพอร์ตเทรตระดับโปรไปด้วยกันวันที่ 29 สิงหาคมนี้!

vivo เตรียมเอาใจผู้ที่มีความหลงใหลในการถ่ายภาพ จัดเต็มกับเลนส์กล้องคุณภาพสูงและเทคโนโลยีการถ่ายภาพระดับแนวหน้าที่พัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเลนส์ระดับโลกอย่าง vivo ZEISS Co-engineered ให้ผู้ใช้งาน V Series ได้สัมผัสกันอีกครั้งหลังจากได้กระแสตอบรับล้นหลามจากรุ่น V30 Pro 5G พร้อมอัปเกรดนวัตกรรมและฟีเจอร์ระดับเทพยิ่งขึ้นให้ผู้ใช้งานได้สนุกไปกับการถ่ายภาพที่คมชัดในทุกสภาพแวดล้อม 

นอกจากประสบการณ์พอร์ตเทรตที่ทรงพลังขึ้นแล้ว vivo V40 5G และ V40 Pro 5G ยังเสริมความพิเศษกว่าที่เคยด้วยดีไซน์โมดูลกล้องรูปแบบใหม่ Gemini Ring’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสมมาตรอันงดงามและมีเอกลักษณ์ของกลุ่มดาวราศีเมถุน เพิ่มความสวยงามให้กับโมดูลกล้องหลังด้วยรูปทรงโค้งมนที่ผสมผสานได้อย่างลงตัวกับการออกแบบโดยรวม ดีไซน์ตัวเครื่องยังคงความบางเฉียบและน้ำหนักเบา ตอกย้ำแนวคิดการออกแบบของ vivo ที่มุ่งเน้นการผสานความโฉบเฉี่ยวทันสมัยเข้ากับประสิทธิภาพการทำงานอันยอดเยี่ยม

vivo V40 5G และ V40 Pro 5G เตรียมเปิดตัวให้แฟน ๆ ชาวไทยได้สัมผัสเร็ว ๆ นี้ในตัวเลือกสีใหม่ ‘สีเงินสเตลลาร์ (Stellar Silver)’ ที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับวัสดุกระจก Fluorite AG มอบสัมผัสของตัวเครื่องที่หรูหรา ทันสมัย และมีระดับ นอกจากนี้ vivo ยังนำเสนอเพิ่มอีก 2 เฉดสี 2 สไตล์บน V40 5G ให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกแสดงความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ได้แก่ ‘สีม่วงเนบิวลา (Nebula Purple)’ ที่เปรียบได้กับสีของท้องฟ้าเวลากลางคืนยามปกคลุมด้วยหมอกดาว มอบความรู้สึกลึกลับน่าค้นหา และ ‘สีพีชซันโกลว์ (Sunglow Peach)’ ที่คล้ายกับแสงแรกของดวงอาทิตย์ในยามเช้า มอบพลังบวกผ่านความรู้สึกสงบและอบอุ่น เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความหวังและการเริ่มต้นใหม่

vivo เตรียมเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเป็นเจ้าของ V40 5G และ V40 Pro 5G ก่อนใครได้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2567 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2567 พร้อมรับของสมนาคุณมูลค่ารวมสูงสุดกว่า 12,798 บาท ประกอบด้วย

  • ส่วนลด 500 บาท (เฉพาะผู้ที่ซื้อรุ่น V40 Pro 5G)
  • หูฟัง vivo TWS 3e (มูลค่า 1,799 บาท)
  • และ  V40 Series 5G Premium Gift Box (มูลค่ารวม 10,499 บาท) ภายในประกอบด้วย เคสใส 1 ชิ้น ตัวยึดกับเคสสีพีช 1 ชิ้น สายคล้องข้อมือแบบเชือกสีดำ 1 ชิ้น กระเป๋าใส่เหรียญสีดำ 1 ใบ และ E-VIP รับประกันตัวเครื่องเพิ่มเป็น 2 ปี ประกันหน้าจอแตก 1 ครั้ง ภายใน 2 ปีแรก

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  https://vivo.com/th/

#vivoV40Series5G #พอร์ตเทรตเปิดเกิดทุกคน

บีวายดี ผนึก เรเว่ ออโตโมทีฟ เสริมแกร่งความร่วมมือผ่านการร่วมลงทุนธุรกิจ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเต็มสูบ

บีวายดี บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าบีวายดีอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ เดินหน้าเสริมแกร่งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ผ่านการร่วมลงทุนในธุรกิจ โดยบีวายดีจะเข้าถือหุ้น 20% ของ เรเว่ ออโตโมทีฟ พร้อมทั้งนำความเชี่ยวชาญของทั้งสองบริษัทมาเพิ่มศักยภาพด้านการขาย บริการหลังการขาย และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสบการณ์และความมั่นใจของลูกค้าขึ้นไปอีกขั้น การันตีการดำเนินธุรกิจระยะยาวในตลาดประเทศไทย ตลอดจนเติมเต็มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจให้กับบีวายดีและเรเว่ ออโตโมทีฟ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

นายหลิว เสวียเลี่ยง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขาย บีวายดี ออโต้ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่บีวายดีเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยผ่าน เรเว่ ออโตโมทีฟ ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งรวมถึงความสำเร็จของการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยอย่างรวดเร็ว เราจึงรู้สึกยินดีที่ได้สานความสัมพันธ์ระหว่างบีวายดีกับเรเว่ ออโตโมทีฟ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อร่วมขับเคลื่อนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนและผู้บริโภคชาวไทยสามารถเข้าถึงรถยนต์ภายใต้แบรนด์บีวายดีที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น เราเชื่อว่าความร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้จะเพิ่มความคึกคักให้กับตลาด เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า และช่วยให้ทั้งอุตสาหกรรมเติบโตต่อไป”

นาย หลี่ เฉียน เลขานุการคณะกรรมการบีวายดี และผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการลงทุนบีวายดี กล่าวว่า “กระแสความตื่นตัวทั่วโลกด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนส่งผลให้ภาครัฐของไทยขับเคลื่อนนโยบายสนับสนุนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เราจึงมั่นใจในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย และจะเดินหน้านำเทคโนโลยีรวมถึงผลิตภัณฑ์อันล้ำสมัยจากบีวายดีมานำเสนอให้ผู้บริโภคชาวไทย โดยความร่วมมือก่อนหน้านี้ระหว่างบีวายดีกับเรเว่ ออโตโมทีฟ ได้สร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรม เราจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นในการขยายตลาดและสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดอีวีในไทยอย่างยั่งยืน”

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เป็นเวลาหลายปีก่อนที่เรเว่ ออโตโมทีฟ และ กลุ่มธุรกิจเรเว่ จะถูกก่อตั้งขึ้น เราเล็งเห็นกระแสการเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่มุ่งสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เราคาดการณ์ว่าเทรนด์ดังกล่าวจะเข้าสู่ประเทศไทย จึงได้มองหาพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกัน โดยบีวายดีเป็นพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุด ด้วยผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย เทคโนโลยีนวัตกรรมสุดล้ำอย่าง Blade Battery และกำลังการผลิตที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างครอบคลุม ความน่าเชื่อถือของบีวายดีถือเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จของเรา สะท้อนจากการเป็นแบรนด์ที่ครองตำแหน่งผู้นำในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของไทย การร่วมทุนทางธุรกิจครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น NEV Nation แต่เรายังเชื่อมั่นว่าจะส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติ รวมถึงการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2608 ในท้ายที่สุด”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้สานต่อและยกระดับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบีวายดี เมื่อผนึกความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและการดำเนินธุรกิจระดับโลกของบีวายดีเข้ากับสถานภาพและความแข็งแกร่งในประเทศไทยของ เรเว่ ออโตโมทีฟ จะเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยร่วมกัน จุดแข็งของทั้งสองบริษัทจะช่วยให้เราสามารถมอบประสบการณ์แบบไร้รอยต่อและเหนือระดับที่ครอบคลุมทุกมิติให้กับลูกค้า ตั้งแต่การจัดจำหน่ายไปจนถึงหลังการขาย เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจระยะยาวของลูกค้า ควบคู่ไปกับการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในวงการยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย”

บีวายดี และ เรเว่ ออโตโมทีฟ เป็นพันธมิตรทางธุรกิจระยะยาวที่มีวิสัยทัศน์ในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนด้วยพลังงานใหม่ ความสำเร็จร่วมกันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองบริษัทในการนำเสนอโซลูชันด้านการคมนาคมที่สะอาดและมีประสิทธิภาพ บีวายดี และ เรเว่ ออโตโมทีฟ ยังคงมุ่งมั่นตอบสนองความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์สังคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้น

บีวายดี เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในไทย เดินหน้าเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าอาเซียนเต็มรูปแบบ

เดินหน้าเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าอาเซียนเต็มรูปแบบ บีวายดี บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าบีวายดีอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ เปิดโรงงานบีวายดีประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ จังหวัดระยอง โดยโรงงานแห่งนี้จะเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพวงมาลัยขวาเพื่อรองรับตลาดในประเทศและส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียน นับเป็นอีกก้าวสำคัญภายใต้กลยุทธ์การขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทั่วโลกของบีวายดีรวมถึงสะท้อนความมุ่งมั่นที่มีต่อตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดจนเป็นการสนองนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายให้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 30% ของการผลิตรถทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573

โอกาสนี้ บีวายดีได้ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า BYD DOLPHIN ซึ่งเป็นรถยนต์พลังงานใหม่คันที่แปดล้าน และได้รับการผลิตที่โรงงานแห่งนี้ ให้กับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านนวัตกรรมและการคมนาคมที่ยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจากนายหวัง ชวนฟู่ ประธานกรรมการและประธานบริษัท บีวายดี กรุ๊ป เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงาน พร้อมมอบรถแก่ตัวแทนมูลนิธิ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

โรงงานผลิตรถยนต์บีวายดีแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 948,000 ตารางเมตร ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 16 เดือนนับจากพิธิเปิดหน้าดิน มาพร้อมแนวคิดการลดใช้พลังงานและคาร์บอนต่ำ ครบครันด้วยเครื่องจักรกลอัตโนมัติ กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และระบบบริหารจัดการโลจิสติกส์ล้ำสมัย ครอบคลุม 4 ขั้นตอนการผลิตยานยนต์ ได้แก่ การขึ้นรูป การเชื่อม การทำสี และการประกอบ ทั้งหมดนี้ เพื่อการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงและได้มาตรฐานสำหรับตลาดประเทศไทย โรงงานแห่งนี้มีกำลังการผลิตสูงสุดถึง 150,000 คันต่อปี ได้แก่ BYD DOLPHIN, BYD ATTO 3, BYD SEAL และ BYD SEALION 6 รวมถึงสามารถผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่และระบบส่งกำลังได้อีกด้วย สำหรับในอนาคต เมื่อโรงงานดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบ คาดว่าจะสร้างงานได้กว่า 10,000 ตำแหน่ง

นายหวัง ชวนฟู่ ประธานกรรมการและประธานบริษัท บีวายดี กรุ๊ป กล่าวว่า “บีวายดีได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วหลังจากเข้าสู่ตลาดประเทศไทยได้เพียง 2 ปี โดยประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำด้านยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าติดต่อกันถึง 18 เดือน ในอนาคต บีวายดีวางแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดเพิ่มเติมในประเทศไทย เราจะผสานความเป็นเลิศด้านการผลิตในประเทศเข้ากับเทคโนโลยีพลังงานใหม่ขั้นสูงของบีวายดี เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

นายหลิว เสวียเลี่ยง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท บีวายดี ออโต้ อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า “การเปิดโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งใหม่ของบีวายดีในประเทศไทย เป็นก้าวสำคัญที่ได้แสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัท ที่มีต่อลูกค้าชาวไทย ควบคู่ไปกับการสานต่อเป้าหมายระดับโลก โรงงานแห่งนี้ไม่เพียงจะช่วยให้เราสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ผลิตในไทย แต่ยังตอกย้ำถึงการเป็นผู้นำแถวหน้าของโลกในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ ที่สำคัญ เราเชื่อมั่นว่าโรงงานแห่งนี้จะสามารถสร้างโอกาสในการทำงานให้แก่ชาวไทยได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาแรงงานที่มีทักษะให้กับวงการยานยนต์และพลังงานทดแทนได้อีกด้วย นอกจากนี้ โรงงานบีวายดีประเทศไทยจะช่วยดึงดูดการลงทุนและส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศอย่างมหาศาล”

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “ในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา ทั่วโลกมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้า[1]รวมถึงรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดประมาณ 14.2 ล้านคัน เราจึงมั่นใจว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะยังคงเติบโตต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่ง กลุ่มธุรกิจเรเว่ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามพันธกิจในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยพลังงานไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น การเปิดโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ของบีวายดีในประเทศไทยจะช่วยให้เราสานต่อวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ‘NEW FUTURE, YOUR WAY’ ที่มุ่งมั่นผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น NEV Nation และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปีพ.ศ. 2608 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนพร้อมกับขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวเสริมว่า “เราเชื่อว่าการเปิดโรงงานบีวายดีประเทศไทยอย่างเป็นทางการ จะมีบทบาทสำคัญในการรองรับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของเราในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าไทยและอาเซียน ทั้งยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ร่วมกันระหว่างบีวายดีและกลุ่มธุรกิจเรเว่ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูงที่ตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอของลูกค้าในไทยและประเทศอื่นๆ ที่ใช้รถยนต์พวงมาลัยขวา ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจเรเว่จะยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายโชว์รูมให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่ง รวมถึงมอบประสบการณ์การขายและบริการหลังการขายเหนือระดับ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์แบบครบวงจรที่ราบรื่นและคุ้มค่า แทนคำขอบคุณสำหรับความไว้วางใจของผู้ใช้งานชาวไทยที่มอบให้กับเรามาโดยตลอด”

ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านยานยนต์พลังงานใหม่ บีวายดีได้ขยายการเติบโตในตลาดต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปี พ.ศ. 2566 บีวายดีส่งออกรถยนต์ 243,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 334% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจุบัน บีวายดีจำหน่ายยานยนต์พลังงานใหม่ใน 88 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก โดยมีฐานการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในประเทศไทย บราซิล ฮังการี และอุซเบกิสถาน

ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาว บีวายดีและกลุ่มธุรกิจเรเว่ มีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของโลกสู่ยุคพลังงานใหม่ โดยโรงงานบีวายดีประเทศไทยซึ่งดำเนินการผลิตด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของจีนแห่งนี้ จะเข้ามาช่วยสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียนในอนาคตตามเป้าหมายของรัฐบาลไทยในท้ายที่สุด

แกะกล่อง ลองเล่น Router ใส่ซิม 5G

แกะกล่อง TP-Link Deco X50-5G: เร็วแรง ทั่วถึง ตอบสนองฉับไว

จุดเด่น:

รองรับ 5G: รองรับการเชื่อมต่อ 5G ผ่านซิมการ์ด ให้ความเร็วสูงสุดถึง 3.4 Gbps

WiFi 6: มาตรฐาน WiFi ล่าสุด ให้ความเร็วสูง ความจุสูง และเสถียร

Mesh WiFi: เทคโนโลยี Mesh WiFi กระจายสัญญาณ WiFi ทั่วถึงทุกมุมบ้าน

ใช้งานง่าย: ตั้งค่าง่ายผ่านแอป TP-Link Deco

สเปค:

ความเร็ว: AX3000 (2402 Mbps + 574 Mbps)

จำนวนแถบสัญญาณ: 2.4 GHz และ 5 GHz

พอร์ต LAN: 3 พอร์ต Gigabit Ethernet

พอร์ต WAN: 1 พอร์ต Gigabit Ethernet

รองรับ IPv6: ใช่

รองรับ MU-MIMO: ใช่

รองรับ Beamforming: ใช่

ขนาด: 108.5 x 108.5 x 175 มม.

การใช้งาน:

การเชื่อมต่อ 5G: ใส่ซิมการ์ด 5G ลงใน Deco X50-5G รอสักครู่ โมเด็มจะทำการเชื่อมต่อกับเครือข่าย 5G โดยอัตโนมัติ

การตั้งค่า WiFi: ตั้งค่าชื่อ WiFi และรหัสผ่านผ่านแอป TP-Link Deco

การเชื่อมต่อ Mesh WiFi: เพิ่ม Deco units เพิ่มเติมเพื่อขยายสัญญาณ WiFi ทั่วถึงทุกมุมบ้าน

ประสิทธิภาพ:

ความเร็ว: ทดสอบความเร็วด้วย Speedtest ได้ความเร็วสูงสุด 1.2 Gbps บนเครือข่าย 5G

ความเสถียร: สัญญาณ WiFi เสถียร ไม่หลุด ไม่สะดุด

การครอบคลุม: ทดสอบในบ้านขนาด 2 ชั้น สัญญาณ WiFi ครอบคลุมทุกมุม

ข้อดี:

เร็วแรง ทั่วถึง ตอบสนองฉับไว

ตั้งค่าง่าย

รองรับ 5G

รองรับ WiFi 6

รองรับ Mesh WiFi

ข้อเสีย:

ราคาค่อนข้างสูง

รองรับเฉพาะซิมการ์ดแบบ Nano SIM

สรุป:

TP-Link Deco X50-5G เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่กว้าง ต้องการความเร็วแรง ทั่วถึง และเสถียร รองรับการเชื่อมต่อ 5G และ WiFi 6 ตั้งค่าง่าย ใช้งานสะดวก

ให้คะแนน: 9/10

หมายเหตุ: ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมการใช้งาน

แกะกล่องลองเล่น Microphone USB XLR Podcast ของ Fifine รุ่น Tank 3

เป็นไมค์ที่ทำงานได้หลากหลายใช้ได้ทั้งต่อกับ Mixer หรือ Audio Interface ผ่านหัวแบบ XLR หรือ แจ๊คไมค์ทั่วไป
หรือใช้กับคอมพิวเตอร์โดยตรงผ่านสาย USB ก็ได้ทั้ง Windows และ MACOS
หรือต่อกับมือถือก็สามารถใช้งานได้ สะดวกสุดๆ เด่นที่ Design ออกมาสวยงาม คุณภาพเสียงอิ่ม เน้นเสียงพูด เหมาะสำหรับการบันทึกเสียง Podcast มากๆ เป็น Mic Dynamic ที่ไม่ไวจนเกินไป ตัดเสียงรบกวนได้ดีมากๆ

Dyson เปิด Demo Store สาขาใหม่ ใหญ่ที่สุดในไทย ใจกลางสยาม พารากอน เปิดร้าน 1 กรกฎาคม นี้ พร้อมต้อนรับเหล่าผู้หลงใหลในเทคโนโลยี

Dyson เปิดตัว Dyson Demo Store สยาม พารากอน โฉมใหม่ เป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นำเสนอประสบการณ์เทคโนโลยีของ Dyson อย่างเต็มรูปแบบครบจบในที่เดียว สัมผัส 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนเทคโนโลยีสำคัญทั้งหมด ตลอดจนไอเท็มสีพิเศษและสีเอ็กคลูซีฟ มาพร้อมโซนสาธิตการใช้งานที่อัพเดทเทคโนโลยีใหม่พร้อมการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจาก Dyson และครั้งแรกของ Siam Paragon กับบริการสลักชื่อบนกล่องผลิตภัณฑ์ พร้อมต้อนรับผู้สนใจในเทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 นี้ ด้วยส่วนลดและข้อเสนอพิเศษอีกมากมาย

Dyson Demo Store สาขาสยาม พารากอน ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 โซน Star Dome โดยสาขาใหม่ที่ใหญ่ที่สุดแห่งนี้ยังคงคอนเซปต์เดิมที่มุ่งเน้นให้ผู้บริโภคได้เห็นกลไกการทำงานของเทคโนโลยี เปิดประสบการณ์ทดลองใช้จริง รวมไปถึงการเป็นสถานที่แรกๆ ที่คนไทยจะได้เห็นอุปผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Dyson อีกด้วย โดยพื้นที่ภายในร้านที่กว้างกว่า 164 ตารางเมตร ทำให้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ไหนก็สามารถเข้าไปทดลองใช้ได้อย่างสะดวก สามารถเรียนรู้และทดลองใช้ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่ครบวงจรของ Dyson ได้เต็มประสบการณ์ทั้ง 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม เครื่องดูดฝุ่น เครื่องฟอกอากาศ หูฟัง และโคมไฟ และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่ให้การตอบรับและความสนใจในผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมเป็นอย่างดีเสมอมา ในสาขาใหม่นี้จะมี Beauty Station มากถึง 4 ที่นั่ง ทำให้สามารถเข้ามาทดลองใช้ได้อย่างสะดวกสบาย

นอกจากนั้น ถือเป็นครั้งแรกของสาขาสยามพารากอนที่มีบริการสลักชื่อบนกล่องใส่ผลิตภัณฑ์ใน Dyson Demo Store บริเวณโซน Personalisation Bar ลูกค้าสามารถเพลิดเพลินไปกับการตกแต่งกล่องหลากสีสันที่แสดงถึงความเป็นตัวเองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2567 เป็นต้นไป

สิทธิพิเศษสำหรับการซื้อสินค้าที่ Dyson Demo Store สาขาสยาม พารากอน รับข้อเสนอพิเศษและส่วนลดสูงสุดถึง 10,000 บาท พร้อมส่วนลดพิเศษ On-top เพิ่มอีกถึง 16,540 บาท รับของขวัญพิเศษมูลค่ากว่า 4,000 บาท ทุกคำสั่งซื้อ เฉพาะแฟนตัวจริงของ Dyson ที่มียอดซื้อสะสมสูงสุด 3 อันดับแรก รับพัดลมแบบตั้งพื้น Dyson Pure Cool™ TP01 มูลค่า 14,900 บาทฟรี

Innergie แบรนด์จาก Delta Electronics – เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หัวชาร์จเร็ว C4 Duoและ C-Converter ตัวแปลงอะแดปเตอร์โน้ตบุ๊กเป็นอะแดปเตอร์ Type-C

เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่พร้อมกับการเปิดให้บริการชาร์จได้ที่ห้องรับรองพิเศษของสายการบินไทย

Innergie แบรนด์จาก Delta Electronics ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ C4 Duo – หัวชาร์จ USB-C (Type-C) พอร์ตคู่ 45 วัตต์ หนึ่งในรุ่นเรือธง One For All ซีรี่ย์ ด้วยดีไซน์กะทัดรัดสีขาวอันเป็นเอกลักษณ์ของซี่รี่ย์นี้ C4 Duo รุ่นล่าสุด ที่มาพร้อมกับรูปทรงเพียวบาง 59 cc. 2 พอร์ต โดยแต่ละพอร์ตจ่ายไฟสูงสุด 45 วัตต์ มันมีกลไกการจัดสรรพลังงานแบบไดนามิกส์ ได้ถึงสามระดับ ซึ่งมีความฉลาดในการแจกแจงพลังงานเพื่อตอบสนองความต้องการของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หูฟัง เครื่องเล่นเกมคอนโซล โน้ตบุ๊ก และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคต่างๆ มี 5 ระบบป้องกัน InnerShield™ ที่ประกอบอยู่ภายในอย่างพิเศษ ซึ่งรับรองการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลในหลายประเทศ และมีการรับประกันระดับโลกเป็นระยะเวลา 3 ปี

ด้วยการสนับสนุนสำหรับโปรโตคอลการชาร์จเร็ว PD3.0 (PPS) และ QC4.0 โดยอัตโนมัติ C4 Duo ของ Innergie ตรวจจับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและปรับการส่งออกพลังงานให้เหมาะสม หากใช้งานร่วมกับหัวชาร์จ C4 Duo มือถือไอโฟนสามารถชาร์จได้สูงสุดถึง 27 วัตต์ ในขณะที่มือถือซัมซุงสามารถเปิดใช้งานโหมด “การชาร์จด่วนพิเศษ” (Super Fast Charging) ที่ 25 วัตต์ *ได้ทดสอบแล้วว่า iPhone 15 Pro Max สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-50% ภายใน 30 นาที ในขณะที่ MacBook Air M2 สามารถทำได้ในเวลาเดียวกันใน 33 นาที นอกจากมือถือและโน้ตบุ๊กแล้ว หัวชาร์จยังรองรับเครื่องเล่นเกมพกพาได้ เช่น Nintendo Switch และ Steam ตอบสนองความต้องการในการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน, เพื่อธุรกิจ และเพื่อความบันเทิงด้วยหัวชาร์จเพียงตัวเดียว ช่วยให้ผู้ใช้สามารถลดความยุ่งยากในชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องพกหัวชาร์จหลายอันและยอมรับแนวคิดของ “หัวชาร์จหนึ่งเดียวสำหรับทุกสิ่ง”

C4 Duo ได้นำเสนอ “หัวปลั๊กไทย” แบบใหม่ล่าสุดที่ได้มาตรฐาน มอก. โดยสามารถใช้งานคู่กับ “ชุดปลั๊กเดินทาง” ของ Innergie ที่ประกอบไปด้วยปลั๊กประเภท US, EU, UK, AU สามารถชาร์จเร็วในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก! หัวชาร์จ C4 Duo พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ผ่านทางร้านค้าตัวแทนจำหน่ายชั้นนำ และ รวมถึงเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Innergie ร้านค้าทางการใน Shopee และ Lazada

นอกจากหัวชาร์จเร็ว C4 Duo แล้ว Innergie ยังได้เสนอ ‘C-Converter’ – ตัวแปลงอะแดปเตอร์โน้ตบุ๊กเป็นอะแดปเตอร์ USB-C กำลังไฟสูงสุด 100 วัตต์ ซึ่งสามารถอัพเกรดอะแดปเตอร์โน๊ตบุ๊คให้เป็นอินเทอร์เฟซ USB-C และสามารถชาร์จเร็ว USB-C ได้อย่างรวดเร็วได้ทันที รองรับกำลังไฟสูงสุดถึง 100 วัตต์ เหมาะสำหรับอุปกรณ์ USB-C ต่างๆ


Innergie x การบินไทย – บริการชาร์จเร็วสำหรับนักเดินทาง

หัวชาร์จเร็ว ‘One For All’ ของ Innergie ตอนนี้มีให้บริการแล้วที่ห้องรับรองพิเศษ Royal Lounge ของสายการบินไทยเพื่อให้บริการการชาร์จฟรีและมีคุณภาพสูงให้แก่นักเดินทาง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สมุทรปราการ) คุณสามารถพบ Innergie ได้ที่ห้องรับรองพิเศษ Royal Orchid Lounge ของการบินไทยได้เลย ด้วยการชาร์จเร็วหลากหลายรุ่น พร้อมสายชาร์จและชุดปลั๊กเดินทางรอบโลกของเรา เราเชื่อว่า Innergie คือเพื่อนคู่หูสำหรับทุกการเดินทางที่ดีที่สุดของคุณด้วยความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพ

ผลิตภัณฑ์ของ Innergie ผลิตโดยใช้พลังงานหมุนเวียน 100% และใช้วัสดุ PCR (พลาสติกรีไซเคิลหลังการใช้งาน) ในตัวผลิตภัณฑ์ Innergie และยังใช้กล่องบรรจุภัณฑ์แบบปลอดพลาสติก 100% ด้วยกระดาษที่ได้รับการรับรอง FSC MIX™ ที่มีแหล่งที่มาจากป่าที่รักษาไว้และควบคุมการใช้งานอย่างเหมาะสมมาใช้งาน มีการประหยัดพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ประมาณ 2.5 ตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับถ้วยกระดาษแบบใช้แล้วทิ้ง 150,000 ใบต่อปี แสดงถึงความมุ่งมั่นของ Innergie ในการนำเสนอโซลูชันการชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในตลาดผลิตภัณฑ์พลังงานของผู้บริโภค

*ผลลัพธ์มาจากการทดสอบภายในของ Innergie ความเร็วในการชาร์จจริงอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของอุปกรณ์ สถานการณ์การชาร์จ และปัจจัยอื่นๆ”