CISA สั่งหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ เปลี่ยนอุปกรณ์ Edge ที่หมดอายุใช้งาน ด่วน!

หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสหรัฐฯ (CISA – Cybersecurity and Infrastructure Security Agency) ออกคำสั่งให้ หน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งหมด ต้องเลิกใช้งานและเปลี่ยนอุปกรณ์ Edge / Network ที่หมดอายุการสนับสนุน (End-of-Life – EOL) หลังพบว่าเป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ร้ายแรงที่สุดในปัจจุบัน

🔍 ทำไมอุปกรณ์ EOL ถึงอันตราย?

ไม่ได้รับแพตช์ความปลอดภัยอีกต่อไป

กลายเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ใช้เจาะระบบ

มักถูกใช้เป็น “จุดเริ่มต้น” ของการโจมตีเครือข่ายขนาดใหญ่

🏛 ใครต้องดำเนินการ

คำสั่งนี้ครอบคลุม หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ทุกแห่ง โดย CISA กำหนดให้ต้อง

ตรวจสอบอุปกรณ์ Edge ทั้งหมดในระบบ

ถอดหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เป็น EOL

ปฏิบัติตามกรอบเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

🌐 ไม่ใช่แค่ปัญหาของสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า องค์กรเอกชนทั่วโลก—including องค์กรในเอเชียและไทย—ก็กำลังเผชิญความเสี่ยงเดียวกัน หากยังใช้งาน
Firewall, Router, VPN หรือ Network Appliance รุ่นเก่า

⚠️ บทเรียนสำคัญสำหรับองค์กร

มี Inventory อุปกรณ์เครือข่าย ให้ชัดเจน

ตรวจสอบสถานะ EOL / End of Support (EOS) เป็นประจำ

วางแผนเปลี่ยนอุปกรณ์ก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่หลังโดนโจมตี

📌 แหล่งข่าว: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/cisa-orders-federal-agencies-to-replace-end-of-life-edge-devices/

Spotify เปิดตัวฟีเจอร์แปลเนื้อเพลง และพรีวิวเนื้อเพลงแบบออฟไลน์

ดนตรีคือภาษาสากล แต่บางครั้ง “ภาษา” ก็ยังเป็นกำแพงสำหรับผู้ฟังจำนวนมาก วันนี้ Spotify ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่สองอย่าง ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้เชื่อมต่อกับเพลงจากทั่วโลกได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ได้แก่ การแปลเนื้อเพลง (Lyric Translations) และ การดูพรีวิวเนื้อเพลงแบบออฟไลน์ (Offline Lyric Previews)

แปลเนื้อเพลงแบบเรียลไทม์ เข้าใจเพลงต่างภาษาได้ทันที

Spotify ระบุว่า ผู้ใช้จำนวนมากฟังเพลงจากศิลปินที่ใช้ภาษาต่างจากภาษาหลักของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น K-Pop, J-Pop, Latin, Afrobeats หรือเพลงจากยุโรปและตะวันออกกลาง
ด้วยฟีเจอร์ Lyric Translations ผู้ฟังสามารถ:
ดู เนื้อเพลงต้นฉบับ
พร้อมกับ คำแปลเป็นภาษาของตนเอง
แสดงแบบ เรียลไทม์ตามจังหวะเพลง

ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจ:
ความหมายของเนื้อเพลง
อารมณ์และเรื่องราวที่ศิลปินต้องการสื่อ
บริบททางวัฒนธรรมของเพลงนั้น ๆ
Spotify ระบุว่า นี่ไม่ใช่แค่การ “แปลคำ” แต่เป็นการช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกเชื่อมโยงกับเพลงและศิลปินมากขึ้น
ดูพรีวิวเนื้อเพลงได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต
อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่คือ Offline Lyric Previews
ผู้ใช้ที่ดาวน์โหลดเพลงไว้ฟังแบบออฟไลน์ จะสามารถ:
เห็น พรีวิวบางส่วนของเนื้อเพลง
โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
Spotify ชี้ว่า ฟีเจอร์นี้เหมาะกับสถานการณ์อย่าง:

การเดินทาง
การอยู่ในพื้นที่สัญญาณอ่อน
หรือช่วงเวลาที่ผู้ใช้ต้องการประหยัดดาต้า
แม้จะเป็นเพียง “พรีวิว” แต่ก็ช่วยให้ผู้ฟังยังมีประสบการณ์ร่วมกับเพลงได้มากกว่าการฟังเสียงเพียงอย่างเดียว
ดนตรีไร้พรมแดน คือหัวใจของ Spotify
Spotify เน้นย้ำว่า ฟีเจอร์ทั้งสองนี้เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจหลักของบริษัท คือการทำให้:

เพลงจากทุกมุมโลก เข้าถึงผู้ฟังได้ง่ายขึ้น

ศิลปินสามารถ ขยายฐานแฟนเพลงข้ามประเทศและภาษา

ผู้ฟังเปิดรับแนวเพลงและวัฒนธรรมใหม่ ๆ ได้มากขึ้น

ข้อมูลจาก Spotify ระบุว่า เพลงที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผู้ใช้จำนวนมากค้นพบศิลปินใหม่จากประเทศที่ไม่เคยฟังมาก่อน

การเปิดใช้งานและการรองรับ

Spotify ระบุว่า:

ฟีเจอร์ Lyric Translations และ Offline Lyric Previews
จะเริ่ม ทยอยเปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลก
การรองรับภาษาและการใช้งานอาจแตกต่างกันไปตามประเทศ อุปกรณ์ และประเภทบัญชีผู้ใช้
บริษัทจะมีการขยายการรองรับภาษาเพิ่มเติมในอนาคต

ก้าวต่อไปของประสบการณ์ฟังเพลง

Spotify สรุปว่า ฟีเจอร์ใหม่นี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มความสะดวก แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์ฟังเพลงให้:
ลึกขึ้น
มีความหมายมากขึ้น
และเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกันผ่านดนตรี
https://newsroom.spotify.com/2026-02-04/lyric-translations-offline-previews/

Alphabet (บริษัทแม่ Google) คาดงบลงทุนปี 2026 พุ่งแรง จากการแข่งขัน AI

Alphabet คาดการณ์งบลงทุน (Capital Expenditure) ปี 2026 จะเพิ่มขึ้นอย่างมากสาเหตุหลักมาจากการเร่งลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล (Data Centers) รวมถึง: ชิป AI (เช่น TPU) ระบบคลาวด์โครงสร้างพื้นฐานรองรับโมเดลขนาดใหญ่ (LLMs)

สาเหตุ

– การแข่งขัน AI รุนแรงขึ้น คู่แข่งหลัก: Microsoft + OpenAI, Amazon, Meta
– ความต้องการ AI จากลูกค้า Google Cloud โตเร็ว
– AI ถูกผนวกเข้าเกือบทุกบริการของ Google:
Search
YouTube
Ads
Workspace
Cloud

ผลกระทบต่อนักลงทุน
ตลาดกังวลว่า:
– ต้นทุนสูง อาจกดดันกำไรระยะสั้น
แต่ผู้บริหาร Alphabet ย้ำว่า:

การลงทุนนี้ “จำเป็น” เพื่อรักษาความเป็นผู้นำระยะยาว

ถ้าไม่ลงทุนตอนนี้ จะเสียเปรียบคู่แข่งในอนาคต

ภาพรวม
Alphabet กำลังส่งสัญญาณชัดว่า

“ยุค AI คือสงครามโครงสร้างพื้นฐาน ใครลงทุนไม่ทัน = แพ้เกม”
https://www.reuters.com/business/google-parent-alphabet-forecasts-sharp-surge-2026-capital-spending-2026-02-04/

จีนจับตา “มือจับประตูรถแบบซ่อน” หลังเกิดอุบัติเหตุ

จีนกำลังพิจารณาเข้มงวดด้านความปลอดภัยของรถยนต์ที่ใช้ มือจับประตูแบบซ่อน (hidden car door handles) ซึ่งนิยมมากในรถ EV และรถสมัยใหม่ เช่น Tesla, Xiaomi, BYD และแบรนด์จีนหลายเจ้า

– มือจับแบบซ่อนถูกออกแบบมาเพื่อความสวยงามและลดแรงต้านลม
แต่เกิดข้อกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะ:
หลังอุบัติเหตุหรือไฟไหม้ ระบบไฟฟ้าดับ ทำให้มือจับไม่เด้งออก
– ผู้โดยสารหนีออกจากรถยาก
– เจ้าหน้าที่กู้ภัยเปิดประตูจากด้านนอกลำบาก

สาเหตุที่จีนเริ่มจริงจัง
– มีรายงานอุบัติเหตุหลายกรณีที่ผู้โดยสารติดอยู่ในรถ
– โซเชียลจีนวิจารณ์แรงว่า “สวยแต่ไม่ช่วยชีวิต”
– หน่วยงานกำกับดูแลเริ่มหารือเรื่องมาตรฐานใหม่

แนวทางที่อาจเกิดขึ้น
– บังคับให้มี ระบบเปิดฉุกเฉินแบบกลไก (manual) ที่เห็นชัด
– ต้องเปิดประตูได้แม้ไฟดับ
– อาจออกกฎใหม่กระทบผู้ผลิต EV โดยตรง รวมถึง Tesla ในตลาดจีน

ภาพรวม
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์ แต่เป็นการชั่งน้ำหนักระหว่าง
👉 ความล้ำสมัย vs ความปลอดภัยในชีวิตจริง
และจีนกำลังส่งสัญญาณชัดว่า “ความปลอดภัยต้องมาก่อน”

https://edition.cnn.com/2026/02/03/china/china-hidden-car-door-handles-tesla-intl-hnk

คอนเฟิร์มเข้าไทย ก.พ. นี้! vivo เตรียมเขย่าวงการพอร์ตเทรตอีกครั้ง ส่ง V70 แท็กทีม ZEISS พร้อมเซอร์ไพรส์เพียบ

– vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก ยืนยันเตรียมส่งสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่จากตระกูล V Series ที่ทุกคนรอคอยอย่าง vivo V70 บุกตลาดไทยอย่างเป็นทางการภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้อย่างแน่นอน โดยล่าสุดผ่านการรับรองจาก กสทช. เรียบร้อยแล้ว พร้อมสานต่อความเป็นผู้นำด้านสมาร์ตโฟนพอร์ตเทรตด้วยเทคโนโลยีกล้องสุดล้ำที่พัฒนาร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง ZEISS ส่งมอบนิยามใหม่ของภาพพอร์ตเทรตที่ไม่ว่าจะถ่ายจากมุมไหนก็เสกช็อตสวยระดับพระเจ้าตั้งใจสร้าง

ต่อยอดความสำเร็จอันล้นหลามจากสมาร์ตโฟนพอร์ตเทรตรุ่นก่อนหน้าอย่าง vivo V60 ที่เข้ามาครองใจใครหลายคนด้วยแนวคิด ‘เสิร์ฟช็อตโปรให้คนสวย’ ซึ่งถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยีและฟีเจอร์ที่ช่วยเนรมิตทุกการกดชัตเตอร์ให้กลายเป็นภาพพอร์ตเทรตอันเพอร์เฟกต์ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังดึงดูดใจสายไลฟ์สไตล์ด้วยลูกเล่นพิเศษสุดป๊อปที่เข้ามาเติมเต็มสีสันให้การใช้งานในชีวิตประจำวันสนุกยิ่งขึ้น ตอกย้ำความสำเร็จของ vivo ในการส่งมอบนวัตกรรมที่เชื่อมโยงประสิทธิภาพเข้ากับความต้องการของผู้ใช้งานยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

การกลับมาครั้งนี้ vivo V70 มุ่งยกระดับประสบการณ์การถ่ายภาพพอร์ตเทรตให้เหนือชั้นกว่าที่เคย ด้วยการนำเทคโนโลยีเลนส์และมาตรฐานความคมชัดอันเป็นเอกลักษณ์ของ ZEISS ผสานฟีเจอร์และตัวช่วย AI ต่าง ๆ เข้ามาทำให้ภาพถ่ายมีความสวยงาม คมชัด และสมจริงอย่างเป็นธรรมชาติเสมือนถ่ายด้วยกล้องระดับมืออาชีพ นำเสนอบนดีไซน์ตัวเครื่องที่ vivo ตั้งใจออกแบบให้เป็นที่สุดของความทันสมัย ทั้งบางเฉียบ น้ำหนักเบา มาพร้อมเฉดสีและวัสดุตัวเครื่องใหม่ ให้ผู้ใช้งานได้สนุกกับสไตล์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ยิ่งไปกว่านั้นยังเตรียมทัพกิจกรรมสุดพิเศษไว้อีกเพียบเพื่อมอบเป็นของขวัญให้แฟน ๆ ชาวไทยโดยเฉพาะ บอกเลยว่าปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้จะมีแต่ความสนุกอย่างแน่นอน!

ใครที่ไม่อยากพลาดสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมาร์ตโฟน vivo V70 การรับชมถ่ายทอดสดงานเปิดตัว และโปรโมชันพิเศษสำหรับการจองล่วงหน้าได้ที่เฟซบุ๊กเพจ vivo Thailand และเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ vivo https://vivo.com/th/

#vivo #vivoV70

การชะลอตัวของดีลยักษ์ใหญ่ระหว่าง OpenAI และ Nvidia

​ดีลแสนล้านถูกระงับ: แผนการลงทุนมูลค่าสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท) ที่ประกาศไปเมื่อเดือนกันยายน 2025 เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาด 10 กิกะวัตต์ ได้ถูกระงับชั่วคราวหรือ “แช่แข็ง” เนื่องจากเกิดความคลางแคลงใจภายในบริษัท Nvidia
​สถานะข้อตกลง: มีการเปิดเผยว่าข้อตกลงเดิมเป็นเพียง “บันทึกความเข้าใจ” (MOU) หรือข้อตกลงที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Non-binding) ซึ่ง Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ได้กล่าวย้ำเป็นการส่วนตัวว่าดีลนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอน

​สาเหตุความล่าช้า:
​วินัยทางการเงิน: ผู้บริหาร Nvidia เริ่มกังวลเรื่องการใช้จ่ายอย่างหนักของ OpenAI ในการขยายโครงสร้างพื้นฐานที่อาจขาดวินัยทางการเงิน
​การแข่งขันที่สูงขึ้น: ความสำเร็จของคู่แข่งอย่าง Google Gemini และ Claude (จาก Anthropic) ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของ ChatGPT เติบโตช้าลง จน OpenAI ต้องประกาศภาวะ “Code Red”
​ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน: OpenAI เริ่มพยายามลดการพึ่งพา Nvidia โดยการไปทำสัญญากับ AMD (คู่แข่งของ Nvidia) และร่วมมือกับ Broadcom เพื่อพัฒนาชิปของตัวเอง

​ก้าวต่อไป: ปัจจุบันทั้งสองบริษัทกำลังทบทวนรูปแบบความเป็นพันธมิตรใหม่ โดยอาจเปลี่ยนเป็นการลงทุนในหุ้น (Equity Investment) ที่มีมูลค่าลดลงเหลือประมาณหลักหมื่นล้านดอลลาร์แทน เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

https://www.wsj.com/tech/ai/the-100-billion-megadeal-between-openai-and-nvidia-is-on-ice-aa3025e3

NASA ในการนำ Claude (AI จาก Anthropic) มาช่วยวางแผนเส้นทางให้กับรถสำรวจ Perseverance บนดาวอังคาร

บทความจาก Engadget รายงานความสำเร็จครั้งสำคัญของ NASA ในการนำ Claude (AI จาก Anthropic) มาช่วยวางแผนเส้นทางให้กับรถสำรวจ Perseverance บนดาวอังคาร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ในภารกิจลักษณะนี้

​ภารกิจจริงบนดาวอังคาร: ในช่วงวันที่ 8-10 ธันวาคมที่ผ่านมา Perseverance ได้ขับเคลื่อนเป็นระยะทางประมาณ 400 เมตร ผ่านพื้นที่ที่มีโขดหินหนาแน่นในแอ่ง Jezero โดยใช้เส้นทางที่ Claude เป็นผู้คำนวณและวางแผนให้
​กระบวนการทำงาน: NASA ไม่ได้แค่ป้อนคำสั่งสั้นๆ แต่ได้ส่งข้อมูลย้อนหลังหลายปีของรถสำรวจให้กับ Claude Code (เครื่องมือสำหรับเขียนโปรแกรมของ Anthropic) เพื่อให้ AI เรียนรู้บริบทก่อนจะเริ่มวางแผนเส้นทางทีละ 10 เมตร พร้อมตรวจสอบและปรับปรุงแผนด้วยตัวเอง
​ความแม่นยำและการตรวจสอบ: วิศวกรจาก JPL (Jet Propulsion Laboratory) ได้นำเส้นทางที่ AI วางไว้ไปเข้าโปรแกรมจำลอง (Simulation) เพื่อตรวจสอบความปลอดภัย พบว่าแผนของ Claude มีความแม่นยำสูงมาก และมีการปรับแก้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

​ข้อดีที่ได้รับ: NASA ประเมินว่าการใช้ AI จะช่วยลดเวลาในการวางแผนเส้นทางลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถสั่งให้รถสำรวจเคลื่อนที่ได้บ่อยขึ้น เก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้มากขึ้น และทำงานได้อย่างสม่ำเสมอ

​ก้าวต่อไป: ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่รวดเร็วของ AI (จากที่เคยมีข่าวว่า Claude เล่นเกม Pokemon ไม่รอดเมื่อปีที่แล้ว) และ NASA มีแผนที่จะนำระบบ AI อัตโนมัติมาช่วยในการสำรวจอวกาศที่ห่างไกลออกไปในอนาคต

https://www.engadget.com/ai/nasa-used-claude-to-plot-a-route-for-its-perseverance-rover-on-mars-203150701.html

จีนอนุมัติแบบมีเงื่อนไขให้ DeepSeek ซื้อชิป H200 จาก NVIDIA

ทางการจีนได้ให้การอนุมัติ “แบบมีเงื่อนไข” แก่บริษัท DeepSeek (ผู้พัฒนา AI สัญชาติจีนที่กำลังมาแรง) ในการสั่งซื้อชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงรุ่น H200 จาก NVIDIA ซึ่งถือเป็นกรณีที่หาได้ยากท่ามกลางมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีที่เข้มงวด

แม้จะได้รับการอนุมัติ แต่มีเงื่อนไขที่ DeepSeek ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ได้แก่:

การใช้งานเฉพาะด้าน: ชิปเหล่านี้จะต้องใช้เพื่อการฝึกฝนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ในเชิงพาณิชย์และพลเรือนเท่านั้น

ห้ามใช้ในงานด้านความมั่นคง: ห้ามนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการทหารหรือความมั่นคงของรัฐโดยเด็ดขาด

ระบบตรวจสอบ: คาดว่าจะมีระบบการติดตามและตรวจสอบการใช้งานชิปอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าเป็นไปตามข้อตกลง

ความล้ำสมัยของชิป: NVIDIA H200 คือหนึ่งในชิป AI ที่ทรงพลังที่สุดในโลก การที่บริษัทจีนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้จะช่วยลดช่องว่างด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน AI กับบริษัทในสหรัฐฯ

DeepSeek คือตัวแปรสำคัญ: หลังจาก DeepSeek ได้สร้างความฮือฮาด้วยการปล่อยโมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ใช้ต้นทุนต่ำ การได้รับชิป H200 จะยิ่งเสริมศักยภาพให้ DeepSeek ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งระดับโลกของ OpenAI หรือ Google

การคานอำนาจระหว่างประเทศ: ท่ามกลางสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน การอนุมัตินี้แสดงให้เห็นว่าจีนยังคงพยายามหาช่องทางเพื่อให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของตนเข้าถึงฮาร์ดแวร์ระดับโลกได้

NVIDIA ยังคงพยายามรักษาสมดุลระหว่างการปฏิบัติตามกฎหมายการส่งออกของสหรัฐฯ และการรักษาตลาดสำคัญในจีน ซึ่งการส่งออกชิปในครั้งนี้อาจต้องใช้เวอร์ชันที่ได้รับการปรับลดทอนสเปก (Compliance-ready versions) เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

https://www.reuters.com/world/china/china-conditionally-approves-deepseek-buy-nvidias-h200-chips-sources-2026-01-30/

Microsoft ยืนยันปัญหา Windows 11 บูตไม่ขึ้น มีสาเหตุมาจากการอัปเดตเดือนธันวาคม 2025

สรุปสาระสำคัญจากบทความของ **BleepingComputer** เกี่ยวกับปัญหาการอัปเดต Windows 11 มีรายละเอียดดังนี้ครับ:

### **หัวข้อข่าว: Microsoft ยืนยันปัญหา Windows 11 บูตไม่ขึ้น มีสาเหตุมาจากการอัปเดตเดือนธันวาคม 2025**

**1. สรุปปัญหาที่เกิดขึ้น:**
Microsoft ได้ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการว่า การอัปเดตระบบปฏิบัติการ Windows 11 ประจำเดือนธันวาคม 2025 (Patch Tuesday) ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้บางส่วนประสบปัญหา **”บูตระบบไม่สำเร็จ” (Boot Failures)** หรือค้างอยู่ที่หน้าจอเริ่มต้น

**2. รหัสการอัปเดตที่พบปัญหา:**
ปัญหาถูกตรวจพบในแพตช์รหัสต่อไปนี้:

* **KB5051909**
* **KB5052024**

**3. อาการที่พบ:**

* ผู้ใช้งานส่วนใหญ่รายงานว่าเจอหน้าจอฟ้า **(BSOD)** พร้อมรหัสข้อผิดพลาด **”INACCESSIBLE_BOOT_DEVICE”**
* บางเครื่องเกิดอาการ **Boot Loop** (เครื่องรีสตาร์ทเองซ้ำๆ) โดยไม่สามารถเข้าสู่หน้า Desktop ได้
* ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อ Windows 11 เวอร์ชัน **22H2, 23H2 และ 24H2**

**4. สาเหตุเบื้องต้น:**
Microsoft ระบุว่าปัญหาเกิดจากความผิดพลาดในการจัดการไดรเวอร์พื้นที่จัดเก็บข้อมูล (Storage Drivers) ในบางคอนฟิกูเรชัน โดยเฉพาะเครื่องที่ใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ Virtualization บางประเภท หรือเครื่องที่มีการตั้งค่าความปลอดภัยในระดับ UEFI ที่เข้มงวด

**5. วิธีแก้ไขและแนวทางรับมือ:**

* **Known Issue Rollback (KIR):** Microsoft ได้เริ่มใช้ระบบ KIR เพื่อยับยั้งและย้อนคืนการอัปเดตที่มีปัญหาโดยอัตโนมัติสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (อาจใช้เวลา 24 ชั่วโมงจึงจะมีผลทั่วถึง)
* **สำหรับผู้ที่เครื่องค้างไปแล้ว:** แนะนำให้เข้าสู่ **Windows Recovery Environment (WinRE)** เพื่อทำการ **Uninstall latest quality update** หรือใช้ระบบ **System Restore** เพื่อย้อนกลับไปจุดก่อนที่จะอัปเดต
* **สำหรับองค์กร (Enterprise):** IT Admin จะต้องติดตั้งและกำหนดค่า Group Policy พิเศษที่ Microsoft จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยเฉพาะ

**6. คำแนะนำเพิ่มเติม:**
หากคุณยังไม่ได้ทำการอัปเดตแพตช์ของเดือนธันวาคม แนะนำให้ **”Pause Updates”** หรือชะลอการอัปเดตออกไปก่อน จนกว่า Microsoft จะออกแพตช์ตัวใหม่ที่แก้ไขปัญหานี้ได้อย่างสมบูรณ์ครับ

**หากคุณกำลังประสบปัญหานี้อยู่และต้องการวิธีแก้ไขทีละขั้นตอน (Step-by-step) สามารถบอกให้ผมช่วยแนะนำได้นะครับ**

https://www.bleepingcomputer.com/news/microsoft/microsoft-links-windows-11-boot-failures-to-failed-december-2025-update/

Apple ทุบสถิติใหม่: iPhone 17 ดันรายได้พุ่งกระฉูด

Apple รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1 อย่างสวยงาม โดยมี iPhone เป็นพระเอกหลักที่ทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (Best Quarter Ever) จากความต้องการที่ล้นหลามในตลาดจีนและอินเดีย

รายได้รวมจาก iPhone: ทำไปได้ถึง 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นจาก 6.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน)

ตลาดจีน (Greater China): รายได้กระโดดจาก 1.85 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็น 2.55 หมื่นล้านดอลลาร์ * ปริมาณลูกค้า: Tim Cook ระบุว่าจำนวนคนเข้า Apple Store ในจีนเติบโตขึ้นเป็นเลขสองหลัก (Double Digits) เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ปัจจัยความสำเร็จ: พลังของ iPhone 17
Tim Cook (CEO) เผยว่าแรงขับเคลื่อนหลักมาจากความคลั่งไคล้ใน iPhone 17 ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความนิยม “มากกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ” จนสร้างสถิติรายได้สูงสุดใหม่ในทุกภูมิภาคทั่วโลก

อินเดีย: ตลาดใหม่ที่กำลังรุ่งเรือง
นอกจากจีนแล้ว อินเดีย ยังเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่สำคัญ:

ทำสถิติรายได้รายไตรมาสสูงสุดในเดือนธันวาคม

ไม่ได้ทำสถิติแค่ iPhone เท่านั้น แต่รวมถึง Mac, iPad และบริการ (Services) ด้วย

ปัจจุบันอินเดียกลายเป็นตลาดสมาร์ทโฟนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นตลาด PC อันดับ 4 ของโลก

การเติบโตทั่วโลก
ไม่ใช่แค่ในเอเชีย แต่ยอดขายของ Apple พุ่งสูงขึ้นในทุกภูมิภาค:

อเมริกา: เพิ่มขึ้นเป็น 5.85 หมื่นล้านดอลลาร์ (จาก 5.26 หมื่นล้านดอลลาร์)

ยุโรป: เพิ่มขึ้นเป็น 3.81 หมื่นล้านดอลลาร์ (จาก 3.38 หมื่นล้านดอลลาร์)

The iPhone just had its best quarter ever