True มีให้ใช้แล้ว Apple Watch Series 3 รุ่น GPS + Cellular

Apple Watch Series 3 เปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2017 สิ่งหนึ่งที่สร้างความน่าสนใจให้กับสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่นี้ก็คือ รุ่น Cellular ที่มาพร้อมกับ eSIM ซึ่งเป็นซิมการ์ดรุ่นใหม่ล่าสุด (eSIM คืออะไร)

ตอนนั้นเป็นที่น่าเสียดายว่าในไทยยังไม่มีรุ่น Cellular เนื่องจากบ้านเรายังไม่มีผู้ให้บริการรายใดที่มี eSIM ให้ใช้งาน แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2018 ค่ายทรูก็ได้ฤกษ์จำหน่าย Apple Watch Series 3 รุ่น GPS + Cellular ที่มาพร้อมกับ eSIM ให้ใช้งานแบบ Apple Watch One Number ร่วมกับโทรศัพท์มือถือเป็นค่ายแรก

ดังนั้นใครที่ชื่นชอบ Apple Watch อยู่แล้ว และอยากได้ฟังก์ชันที่รองรับการใช้งานแทนโทรศัพท์ได้ คนที่ชอบออกกำลังกายแต่ไม่อยากพกโทรศัพท์ติดตั้วไปด้วย แต่ก็ไม่อยากพลาดการติดต่อ หรือคนที่สนใจของใหม่อย่าง eSIM ตอนนี้ก็สามารถที่จะเลือกหา Apple Watch 3 มาตอบโจทย์ได้เลย

โดย Apple Watch 3 รุ่น Cellular หรือรุ่นที่มี eSIM นั้นจะสามารถที่จะโทรออก-รับสายแทนโทรศัพท์ได้เลย รวมถึงเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงข้อมูลหรือโวเชียลมีเดียต่างๆ ได้ทุกที่ทุกเวลาภายใต้เงื่อนไขการใช้งานแบบ Apple Watch One Number หรือก็คือการที่ใช้หมายเลขเดียวกับโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อกันอยู่

เงื่อนไขและแพ็กเกจการใช้งาน

เงื่อนไขการใช้ Apple Watch Series 3 ร่วมกับโทรศัพท์มือถือในรูปแบบของ Apple Watch One Number ได้นั้นจะต้องเป็นลูกค้าหรือผู้ที่ใช้งานหมายเลขของ Truemove แบบรายเดือนในแพ็กเกจ 499 บาท/เดือนขึ้นไป ยกเว้นแพ็กเกจ 4G+ Family Share Plan เท่านั้นที่ไม่สามารใช้ได้

ใครอยากรู้ว่าหมายเลขหรือเบอร์ของตัวเองสามารถใช้โทรศัพท์ร่วมกับ Apple Watch 3 ได้ไหม สามารถตรวจสอบด้วยตัวเองได้ที่ “ตรวจสอบสิทธิ์การใช้งาน Apple Watch

นอกจากแพ็กเกจการใช้งานที่จะต้องเป็นแพ็กเกจ 499 บาท/เดือนขึ้นไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ควรรู้คือ การใช้งาน eSIM กับ Apple Watch 3 นั้นจะต้องมีค่าเปิดใช้บริการด้วย 299 บาท และค่าบริการหรืออีกนัยหนึ่งก็คือค่าธรรมเนียมการใช้งาน eSIM เดือนละ 199 บาท (ไม่เกี่ยวกับค่าโทรและค่าใช้งานอินเทอร์เน็ต) ทั้งนี้ค่าบริการทั้ง 2 ส่วนของ eSIM อาจจะเสียหรือไม่เสีย หรือได้รับการยกเว้นเป็นระยะเวลาเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขโปรโมชั่นของผู้ให้บริการด้วย ต้องตรวจสอบรายละเอียดตามช่วงเวลา

รุ่นและราคาของ Apple Watch 3

ก็ถือว่าน่าสนใจและเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่อยากมีวิถีการติดต่อในอีกลักษณะหนึ่งที่ไม่ต้องยึดติดกับเครื่องโทรศัพท์เสมอไป

Zhiyun Smooth 4 กิมบอลรุ่นใหม่ ฟังก์ชั่นหลากหลาย ราคาย่อมเยาว์

ช่วงนี้กระแสความต้องการ Gimbal อุปกรณ์ลดการสั่นของการถ่ายวิดีโอด้วยสมาร์ทโฟนแรงมาก แรงพอๆ กับราคาที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ปีที่แล้วในช่วงๆ ต้นปี ราคาของ Gimbal รุ่นดังๆ ราคายังอยู่ในช่วงหมื่นต้นๆ

แต่มาตอนนี้รุ่นดังๆ ทั้งหลาย ทำราคาชนิดที่คนซื้อไปก่อนหน้าไม่นานต้องทำใจกันพอสมควร เนื่องจากราคาอยู่ในช่วง 5 พันบาทเพียงเท่านั้น ทั้งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดและมาพร้อมฟังก์ชั่นที่ดีกว่าเดิม แม้เกรดของวัสดุจะลดลงไปบ้างแต่ก็ไม่ได้แย่อะไรเลย ราคาถูกกว่ารุ่นเก่าที่ขายลดราคาแบบเลหลังเสียอีก

รุ่นที่สร้างกระแสมาตั้งแต่ช่วงต้นปีจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก DJI Osmo Mobile 2 ที่ราคาในไทยตัวแทนจำหน่ายขายกันที่ 5,000 บาทเท่านั้น ซึ่งตอนนี้จากที่บอกว่าของจะมาในช่วงต้นเดือนมีนาคม จะส่งให้กับผู้ที่จองก่อน ถึงตอนนี้ ณ ตอนที่เขียนบทความนี้จะเข้ากลางเดือนเมษายนแล้ว จะสงกรานต์ในอีกไม่กี่วันแล้ว คนที่จองไว้ก็ยังไม่ได้รับของเลย

จนมีกระแสของ Gimbal อีกรุ่นหนึ่งเกิดและดูจะตูมตามไม่น้อยด้วยฟังก์ชันที่เร้าใจกว่านั่นก็คือ Zhiyun Smooth 4

ดูๆ แล้วงานนนี้ถ้า Osmo Mobile 2 ยังไม่มาอาจเสียลูกค้าให้กับ Smooth 4 ไม่น้อย เพราะตัวแทนจำหน่ายประกาศว่าของพร้อมจะส่งให้กับผู้ที่จองในช่วงปลายเดือนมีนาคมในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้แล้ว ผมเองจากที่เฝ้ารอ Osmo Mobile 2 มาเดือนกว่าแต่ยังไร้วี่แวว พอได้เห็น Smooth 4 จากที่เซ็งๆ อยู่ก็รู้สึกดีขึ้นมาเหมือนกันว่า ก็ดีเหมือนกันที่มีโอกาสได้เลือกและเปรียบเทียบ Gimbal รุ่นใหม่ทั้ง 2 รุ่นนี้ และดูเหมือนจะเอนๆ ไปทาง Smooth 4 ด้วยเหมือนกัน

ถึงตอนนี้ทำใจแล้วว่าได้ของช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วรอให้ทั้ง 2 รุ่นมีของและของลองให้พอใจก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที มาว่ากันถึง Zhiyun Smooth 4 ที่ว่าฟังก์ชั่นหลากหลายและน่าสนใจนั้นมีอะไรบ้าง

เริ่จากการออกแบบก่อนกับดีไซน์ทรงเหลี่ยมๆ ดูหล่อดี แต่เหนือกว่าความลงตัวของดีไซน์คือการออกแบบแผงควบคุมที่ดู Full Option มากๆ นั่นเป็นเพราะคอนเซ็ปต์ของเขาคือ ต้องการให้การควบคุมและตั้งค่ากล้องทำได้จากแผงควบคุมบนตัว Gimbal เลย ไม่ต้องค่อยไปจิ้มบนหน้าจอให้ลำบาก จะเลือกความละเอียดของภาพ เปิดแฟลช หรืออื่นใดก็ควบคุมจากตรงนี้เลย สังเกตว่าแผงควบคุมที่มีให้ใช้งานจะคล้ายๆ ปุ่มควบคุมบนตัวกล้องเลย

อีกปุ่มควบคุมที่เห็นแล้วเจ๋งดีคือ ปุ่มซูมที่เป็นเป็นแป้นกลมๆ ใหญ่ๆ อยู่ด้านข้าง เป็นการหมุนซูมด้วยแรงดันไฟฟ้า ยังไม่ได้ลองแต่ดูรีวิวและคิดเดาเอาจากลักษณะของปุ่มน่าจะช่วยให้การซูมทำได้ถนัดมือและสมูทดี

ปุ่ม Trigger ออกแบบแยกเป็น 2 ปุ่มอย่างชัดเจนเพื่อให้ง่ายต่อการเลือกใช้งานระหว่าง PhoneGo และ Follow Mode ปุ่ม Pan และ Locking ใช้งานได้ง่ายโดยการเลื่อนเพื่อเลือกเลยกว่าจะใช้โหมดไหน

โหมด PhoneGo ก็คือโหมดการถ่ายภาพเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว เช่น การถ่ายภาพสัตว์วิ่ง การถ่ายภาพรถวิ่ง เป็นต้น เมื่อเลือกโหมด PhoneGo มอเตอร์ก็พร้อมจะทำงานในการเคลื่อนที่ไปตามมือของเราได้อย่างทันถ่วงที

สำหรับความสามารถในเรื่องของ Tracking, Time Lapse, Slow Motion พวกนี้มีให้เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว นอกนั้นความสามารถพิเศษของ Zhiyun Smooth 4 ยังช่วยให้ถ่ายเทคนิคพิเศษอย่าง Vertigo Shot, POV Shot และ Roll Angle Time Lapse ได้ด้วย ใครสงสัยว่าเทคนิคพิเศษเหล่านี้คืออะไร ลองเสิร์ช YouTube ดูจะเห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายขึ้น อย่าง Vertigo Shot ก็จะเป็นลักษณะของการซูมที่พื้นหลังมีการเคลื่อนไว เป็นต้น

คุณสมบัติทั่วไป Smooth 4 รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 500 กรัม แบตเตอรี่สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ 12 ชั่วโมง ใช้เวลาชาร์จ 3 ชั่วโมง ในเรื่องของการชาร์จแบบ Two Way Charge คือ ตัว Smooth 4 นั้นชาร์จด้วย Power Bank ไปด้วย ขณะเดียวกันโทรศัพท์ก็สามารถชาร์จจาก Smooth 4 ไปได้พร้อมๆ กันด้วย

EHang 184 โดรนจีนผงาดฟ้า ทดสอบจนสำเร็จเตรียมใช้จริงเร็วๆ นี้

Passenger Drone หรือโดรนโดยสารจะเป็นแบบส่วนบุคคลหรือแบบให้บริการสาธารณะหรือแท็กซี่ก็ตาม อีกไม่นานคงเป็นยานพาหนะที่เข้ามามีบทบาทกับวิถีชีวิตของเราอย่างแน่นอน

ประมาณ 2-3 ปีก่อนเราได้เห็นโปรเจ็กการสร้างและทดลอง Passenger Drone ของผู้พัฒนาหลายเจ้าไม่ว่าจะเป็นที่ดูไบ Uber หรือที่จีน โดยที่จีนมีชื่อเรียกขานว่า EHang 184 หลังจากสร้างกระแสได้ช่วงหนึ่งก็ดูเหมือนว่าข่าวคราวจะเงียบหายไป แต่ในวันนี้ EHang 184 ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมกับความสำเร็จ

ต้องยอมรับจริงๆ ว่าเมืองจีนตอนนี้พัฒนาไปไกลทั้งด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี หลังจากทดสอบการบินนับพันๆ เที่ยว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018 สื่อจีน CGTN ก็ได้รายงานข่าวความสำเร็จของ EHang 184 โดยคาดว่าอาจมีการนำ Passenger Drone รุ่นดังกล่าวนี้ไปใช้งานทั้งในจีนและประเทศอื่นในโลกในปีนี้

สำหรับสมรรถนะของ EHang 184 นั้นเป็นโดรนแบบ 4 ใบพัดรองรับผู้โดยสารได้ 1 คน รับน้ำหนักได้ 100 กิโลกรัม ทำความเร็วได้ 100 กม./ชม. ระดับความสูงที่บินได้สูงสุดอยู่ที่ 500 เมตร ขีดจำกัดของการบิน 25 นาทีจากการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ไฟฟ้า นอกจากนั้นยังมีการออกแบบในเรื่องของความปลอดภัยไว้ในระดับหนึ่ง เช่น การทนต่อแรงลมระดับปานกลางที่มีความเร็ว 50 กม./ชม. หรือการเตือนให้ผู้โดยสารนำโดรนลงจอดฉุกเฉิน เป็นต้น

นับว่าน่าสนใจมากทีเดียวกับพาหนะรูปแบบใหม่นี้ น่าจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางและปัญหาการจราจรบนท้องถนนได้ดีทีเดียว แต่เมื่อมีการใช้งานมากขึ้น ก็คงต้องวางแผนเรื่องโครงสร้างและการจัดการให้ดี ซึ่งเป็นเรื่องของอนาคต แต่อย่างไรก็คงต้องเกิดขึ้นอน่างแน่นอน

นอกจากโดรนแบบ 1 ที่นั่งแล้ว หากดูในวิดีโอจะเห็นโดรนแบบ 8 ใบพัดที่รองรับผู้โดยสาร 2 ที่นั่งด้วย น่าจะเป็นอีกโปรเจ็กหรืออีกรุ่นหนึ่งที่อาจต่อยอดขึ้นมาจากโปรเจ็กนี้ เห็นข่าวแบบนี้ก็หวังลึกๆ ว่าประเทศไทยจะมีโอกาสได้ใช้กับเขาบ้าง แต่ก็คงอีกนานพอดู เพราะตอนนี้แค่รถยนต์ไร้คนขับยังไร้วี่แววอยู่เลย ลำพังแค่รถไฟฟ้าก็ยังยากเย็นที่จะได้ใช้

Facebook เครื่องมือเพื่อความเป็นส่วนตัวสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นแล้ว

สัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้เราตระหนักถึงสิ่งที่เราต้องเร่งดำเนินการปรับปรุง เพื่อบังคับใช้นโยบายของเราให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจวิธีการทำงานของ Facebook และทางเลือกที่พวกเขาสามารถใช้เพื่อควบคุมข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาได้ เราเข้าใจดีว่าก่อนหน้านี้ การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและเครื่องมือที่สำคัญอื่น ๆ ค้นหาได้ยาก และเราต้องดำเนินการอย่างเต็มที่และเต็มกำลังในการให้ข้อมูลกับผู้ใช้ ดังนั้น นอกเหนือจากโพสต์การประกาศของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เมื่อสัปดาห์
ที่แล้ว เกี่ยวกับการป้องกันการใช้งานแพลตฟอร์ม Facebook ในทางที่ผิด การปรับนโยบายของเราให้เข้มงวดยิ่งขึ้น และการช่วยให้ผู้ใช้งานเรียกคืนข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาจากการอนุญาตให้แอพพลิเคชั่นต่าง ๆ นำข้อมูลไปใช้นั้น เรายังจะเพิ่มมาตรการอื่น ๆ ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อให้ผู้ใช้สามารถควบคุมความเป็นส่วนตัวของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น โดยการอัพเดทส่วนใหญ่นี้
ถูกพัฒนามาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหลายวันที่ผ่านมาได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินการดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

เครื่องมือและการตั้งค่าข้อมูลจะสามารถค้นหาได้ง่ายขึ้น

การควบคุมที่สามารถค้นหาและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น

เราได้ออกแบบเมนูการตั้งค่าบนโทรศัพท์ขึ้นใหม่ทั้งหมดในทุก ๆ ส่วน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถค้นหาเมนูการตั้งค่าได้ง่ายยิ่งขึ้น แทนที่จะกระจายอยู่ตามหน้าจอต่าง ๆ เกือบ 20 หน้าจอ ในขณะนี้ ผู้ใช้สามารถเข้าถึงการตั้งค่าทั้งหมดจากหน้าจอเดียวได้ และเรายังได้ปรับปรุงการตั้งค่าที่ไม่อัพเดตเพื่อแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าข้อมูลใดสามารถแชร์ได้หรือไม่ได้ร่วมกับแอพต่างๆ

เมนูทางลัดสู่ความเป็นส่วนตัวรูปแบบใหม่หรือ Privacy Shortcuts

นอกจากการปรับเมนูการตั้งค่าของเราให้ใช้งานง่ายขึ้นแล้ว เรายังได้รับคำแนะนำจากผู้ใช้งานว่าข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และโฆษณาต่าง ๆ ควรถูกปรับให้ค้นหา
ได้ง่ายยิ่งขึ้น ทางลัดสู่ความเป็นส่วนตัวแบบใหม่หรือ Privacy Shortcuts คือเมนูที่จะช่วยให้คุณควบคุมข้อมูลผ่านการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง พร้อมคำอธิบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวิธีการดำเนินงานด้านการควบคุมของเรา ในขณะนี้ เราได้นำเสนอประสบการณ์ที่ช่วยให้ผู้ใช้เห็นภาพได้ดีขึ้น ชัดเจนยิ่งขึ้น และค้นหาได้ง่ายยิ่งขึ้น จากการอัพเดทนี้ คุณสามารถ

  • ทำให้บัญชีผู้ใช้ของคุณปลอดภัยยิ่งขึ้น คุณสามารถเพิ่มขั้นตอนในการป้องกันบัญชีผู้ใช้ของคุณ ด้วยวิธีที่คล้ายกับการยืนยันตัวตนแบบ 2 ขั้นตอน (two-factor authentication) หากคุณเปิดใช้งานฟังก์ชั่นนี้และมีผู้ที่พยายามจะเข้าสู่ระบบบัญชีผู้ใช้ของคุณจากอุปกรณ์ที่เราไม่คุ้นเคย คุณจะได้รับการแจ้งเตือนพร้อมคำถามเพื่อการยืนยันตัวตนของคุณ
  • ควบคุมข้อมูลส่วนตัวของคุณ คุณสามารถตรวจสอบข้อมูลที่คุณเคยแชร์ไว้ และสามารถลบข้อมูลนั้น ๆ ออกได้หากต้องการ ซึ่งรวมถึงโพสต์ที่คุณเคยแชร์หรือโต้ตอบด้วย คำขอเป็นเพื่อนที่คุณเคยส่ง และสิ่งที่คุณได้ค้นหาบน Facebook
  • ควบคุมโฆษณาที่คุณเห็น คุณสามารถจัดการข้อมูลที่เราใช้เพื่อแสดงโฆษณาต่าง ๆ ให้แก่คุณได้ โดยเมนูการกำหนดลักษณะโฆษณา (Ad preferences) จะอธิบายถึงวิธีการทำงานของโฆษณาและตัวเลือกที่คุณสามารถใช้เพื่อกำหนดลักษณะโฆษณาที่คุณจะเห็น
  • จัดการเลือกแสดงโพสต์และข้อมูลโปรไฟล์ของคุณ คุณคือเจ้าของข้อมูลที่คุณได้แบ่งปันบน Facebook และคุณสามารถจัดการสิ่งต่าง ๆ เช่น เลือกบุคคลที่คุณต้องการให้เห็นโพสต์หรือข้อมูลที่คุณเลือกให้แสดงบนโปรไฟล์ของคุณ เป็นต้น

เครื่องมือเพื่อค้นหา ดาวน์โหลด และลบข้อมูลบน Facebook ของคุณ

แน่นอนว่าการชี้แจงถึงนโยบายของเราในการรวบรวมและนำข้อมูลไปใช้งานนั้นสำคัญมาก แต่

การแสดงให้ผู้ใช้ได้เห็นและจัดการกับข้อมูลของพวกเขาเองนั้นจะเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น บางคนอาจต้องการลบสิ่งที่พวกเขาเคยแชร์ไว้บน Facebook ในอดีต ในขณะที่คนอื่น ๆ อาจสงสัยว่า Facebook เก็บข้อมูลอะไรของพวกเขาเอาไว้บ้าง เราจึงขอแนะนำฟังก์ชั่นใหม่ในการเข้าถึงข้อมูลของคุณหรือ Access Your Information ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและจัดการข้อมูลของพวกเขาได้อย่างปลอดภัย เช่น โพสต์ การแสดงความรู้สึกต่อโพสต์ การแสดงความคิดเห็น

และสิ่งต่าง ๆ ที่พวกเขาได้ค้นหาบน Facebook คุณสามารถใช้บริการนี้เพื่อลบข้อมูลใดก็ตามที่คุณ

ไม่ต้องการให้แสดงอยู่บน Facebook ออกจากไทม์ไลน์หรือโปรไฟล์ของคุณได้อีกด้วย

เรายังทำให้การดาวน์โหลดข้อมูลที่คุณเคยแชร์ไว้บน Facebook เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว ข้อมูลเหล่านั้นล้วนแต่เป็นข้อมูลของคุณเอง โดยคุณสามารถดาวน์โหลดสำเนาข้อมูลเอาไว้ได้อย่างปลอดภัย หรือแม้กระทั่งย้ายข้อมูลนั้นไปยังช่องทางบริการอื่น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ได้แก่ รูปภาพที่คุณเคยอัพโหลด ข้อมูลการติดต่อที่คุณเลือกให้แสดงอยู่ในบัญชีผู้ใช้ รวมถึงโพสต์บนไทม์ไลน์ของคุณ และอื่นๆ 

แนวทางในอนาคต

การแจ้งให้ทราบถึงวิธีการเก็บและใช้งานข้อมูลของคุณอย่างละเอียดและเข้าใจง่ายนับเป็น
ความรับผิดชอบและหน้าที่ของเรา ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เราจะนำเสนอการอัพเดทเกี่ยวกับข้อกำหนดในการบริการของ Facebook ซึ่งรวมถึงความรับผิดชอบที่มีต่อผู้ใช้ของเรา นอกจากนี้ เรายังจะอัพเดทนโยบายเกี่ยวกับข้อมูลเพื่อให้รายละเอียดอย่างชัดเจนว่าเราเก็บข้อมูลใดจากผู้ใช้บ้าง และข้อมูลเหล่านั้นถูกนำไปใช้งานอย่างไร ซึ่งอัพเดทเหล่านี้มาจากเจตนาที่ต้องการแสดงความโปร่งใสต่อผู้ใช้ และไม่ใช่การขอสิทธิใหม่ในการเก็บ ใช้งาน และแบ่งปันข้อมูลของผู้ใช้แต่อย่างใด

เราได้ทำงานร่วมกับผู้มีอำนาจในการควบคุม ผู้บัญญัติกฎหมาย และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายความเป็นส่วนตัว ในการพัฒนาเครื่องมือและอัพเดทเหล่านี้ และเราจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินการเหล่านี้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งรวมถึงอัพเดทเกี่ยวกับมาตรการที่มาร์คได้ประกาศไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วอีกด้วย

National Steps Challenge กิจกรรมดีๆ ส่งเสริมสุขภาพประชาชนของสิงคโปร์

เห็นแล้วก็อิจฉาคุณภาพชีวิตดีๆ ของชาวสิงคโปร์ที่ได้รับและได้ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้นโยบายดีๆ ของรัฐบาลที่นับว่าเป็นประเทศที่เจริญแล้ว โดยกิจกรรมหนึ่งที่อยากเขียนถึงในครั้งนี้ก็คือ National Steps Challenge

HealthHub แอปบันทึกสุขภาพประชาชน

กิจกรรมนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่เสียทีเดียว เห็นว่าจัดกันครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว เป็นกิจกรรมส่งเสริมให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและการออกกำลังกาย โดยกิจกรรมการส่งเสริมแบ่งเป็นหลายส่วนด้วยกันเช่น การพัฒนาแอปพลิ

ฟีเจอร์ใหม่ YouTube Live เปิดให้คนดู “เปย์” คนไลฟ์ได้

เรื่องของการไลฟ์สดบน YouTube หรือ YouTube Live จริงๆ ก็มีมานานแล้วนะ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ปังสักเท่าไร ทว่า YouTube เองก็ยังไม่หยุดพัฒนา ล่าสุดได้เปิดฟีเจอร์ใหม่อีก 4 ฟีเจอร์เพื่อหวังให้ Creator หันมาใช้ไลฟ์กันมากขึ้น

ฟีเจอร์ที่ว่ามีอะไรบ้างไปดูกันเลย น่าจะถูกใจเหล่า Creator ไม่น้อยก็มาก โดยเฉพาะฟีเจอร์ที่จั่วหัวเอาไว้ในไตเติล

live automatic speech recognition-LASR หรือซับไตเติลแปลภาษาอัตโนมัติ โดยใช้เทคโนโลยี Automatic Speech Recognition (ASR) ซึ่ง YouTube มีความสามารถนี้อยู่แล้ว แต่จะรองรับภาษาใดบ้างต้องลองดูกันนะ ที่แน่ๆ มีภาษาอังกฤษแน่นอน ฟีเจอร์นี้น่าสนใจตรงที่ช่วยเพิ่มฐานผู้ชมให้กว้างขวางขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนประเทศเดียวกันเท่านั้น ฐานผู้ชมกว้างขึ้น รายได้ก็เพิ่มขึ้นด้วยสินะ

– Location Tag ก็คือการที่ผู้ไลฟ์สามารถระบุตำแหน่งของตนที่ทำการไลฟ์ได้ ขณะที่ฝ่ายผู้ชมก็สามารถค้นหาตำแหน่งของคนไลฟ์ได้นั่นเอง มีไว้ทำไม ก็มีไว้เผื่อว่าการไลฟ์บางอย่างต้องการทำกิจกรรมกับผู้ชมด้วยไง

–  Chat Replay เป็นการกลับมาดูไลฟ์ย้อนหลังพร้อมกับคอมเมนต์ต่างๆ ของผู้ชม เพื่อที่จะได้ตอบกลับได้ เพราะขณะไลฟ์อาจยังไม่ได้ตอบในทันที

– Super Chat ชอบที่สุดก็ฟีเจอร์นี้ Creator คนไหนที่มีแฟนคลับเยอะๆ คงถูกใจและน่าจะได้ผลตอบรับที่ดีกับฟีเจอร์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชม “เปย์” หรือจ่ายเงินสนับสนุนผู้ไลฟ์หรือ Creator ได้ โดยจะได้รับสถานะ Super Chat ซึ่งคอมเมนต์ที่ส่งเข้ามาในไลฟ์จะมีไฮท์ไลท์สีเขียงโดดเด่นกว่าใคร และเชื่อว่า Creator คงเต็มใจที่จะตอบอย่างยิ่ง

Cyber Security ที่พึงระวังในปี 2018

ขณะที่เทคโนโลยีพัฒนาก้าวไกลและเข้ามามีบทบาทกับวิถีชีวิตมากขึ้นทุกวัน ภัยร้ายทั้งหลายทางไซเบอร์ก็คืบคลานเข้าใกล้เราไปพร้อมๆ กันด้วย เรียกว่าในขณะที่ศึกษาการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่รายล้อมอยู่รอบๆ ตัว ก็ต้องศึกษาการป้องกันภัยทางไซเบอร์เอาไว้ด้วยเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

ล่าสุดเว็บไซต์ symantec ได้ทำบทความแสดงถึงข้อมูลการคาดการณ์ภัยทางไซเบอร์ที่พึงระวังในปี 2018 ออกมา พร้อมกันนั้นเว็บไซต์ของ สพธอ ก็ได้แปลและเผยแพร่เป็น

Machine Learning Crash Course by Google ใครสนใจเรียนได้ฟรี!

อย่างที่ทราบกันว่าต่อจากนี้ไปเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเราก็คือ Machine Learning หรือ AI (Artificial intelligence) ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง ทั้งการใช้ชีวิตของผู้คนและการดำเนินธุรกิจ

ในขณะที่การพัฒนา Machine Learning เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าบุคลากรที่จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องนั้นยังไม่มีการพัฒนาสักเท่าไร แต่ด้วยความที่เป็นบริษัทซึ่งเป้นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีและไอที ทำให้ Google มีการวางแผนพัฒนาบุคลากรของตนเอาไว้เรียบร้อยแล้วกับหลักสูตรที่มีชื่อว่า Machine Learning Crash Course by Google

แต่ด้วยความที่เป็นบริษัทหรือองค์กรซึ่งมีวิสัยทัศน์ ตอนนี้ Google ไม่เพียงเปิดให้พนักงานของตนได้เรียนรู้หลักสูตรนี้เท่านั้น แต่ยังเปิดให้ผู้สนใจทั่วไปสามารถศึกษาได้แบบฟรีๆ อีกด้วย โดยเข้าไปศึกษาได้ที่เว็บไซต์

https://developers.google.com/machine-learning/crash-course/

แม้ว่าจะเป็นการศึกษาด้วยตนเองผ่านทางออนไลน์ แต่หลักสูตรที่ถูกสร้างขึ้นมาก็ถูกวางเอาไว้อย่างเป็นระบบ โดยจะมีทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ในส่วนของทฤษฎีนั้นจะมี 3 พาร์ทด้วยกันคือ ML Concepts, ML Engineering และ ML Real World Examples มีทั้งหมด 25 บทเรียน และยังมีแบบทดสอบให้ฝึกฝนอีกด้วย

เป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังหาช่องทางศึกษาเรื่องของ Machine Learning หรือ AI รวมไปถึงคนที่คิดว่าอาจได้นำความรู้ทางด้านนี้ไปใช้ประโยชน์ในการทำงาน หรือแม้แต่นักศึกษาก็ตาม ถือว่าเป็นอีกช่องทางที่มีประโยชน์อย่างมากต่อการศึกษาเรียนรู้เพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาตนเอง

AR/VR หลบไป หลีกทางให้ MR-Mixed Reality หน่อย

ติดตามมาหลายปีสำหรับเทรนด์ของ AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) ไม่เพียงเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจ แต่ยังมีการพูดถึงว่าจะเป็นเทรนด์สำคัญของอนาคตในการนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ มากมาย

ถ้ามีการสรุปเทรนด์ของปีถัดไป AR กับ VR อยู่ในลิสต์ของเทรนด์ที่ต้องติดตามมาหลายปีเลยทีเดียว ถ้าใครนึกไม่ออกว่า AR กับ VR คืออะไร มาทบทวนกันหน่อย

สำหรับ AR ถ้ายกตัวอย่างถึงเกม Pokemom Go น่าจะร้อง อ๋อ และนึกออกได้ไม่ยากว่ามันคืออะไร มันคือภาพเสมือนที่ปราฏกอยู่บนสิ่งของและสภาพแวดล้อรอบตัวเรา โดยที่เราจะเห็นได้เมื่อเอาสมาร์ทโฟนไปส่อง ส่วน VR ก็พวกอุปกรณ์สวมหัวทั้งหลายที่มีตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักหมื่น เมื่อสวมแล้วเราก็จะสามารถเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ในโลกเสมือนได้

โดยความสามารถที่แท้จริงของเทคโนโลยีทั้ง 2 ตัวนี้นำไปประยุกต์ใช้อะไรได้อีกเยอะเลยไม่เฉพาะเรื่องของเกมและความบันเทิง เอาไปใช้ในเชิงของการตลาดก็ได้ การแพทย์ก็ได้ ฯลฯ ในระหว่างที่รอว่าวันหนึ่งเทคโนโลยี AR/VR จะแพร่หลาย กลับกลายเป็นว่า ตอนนี้ AR/VR ดูเหมือนว่าจะตกเทรนด์เสียแล้ว ทำไมไปอย่างนั้นไปได้

นั่นเป็นเพราะว่ามีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อว่า MR หรือ Mixed Reality ขึ้นมานั่นเอง โดยบริษัทยังก์ใหญ่ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น Google, Alibaba หรือ Microsoft ต่างก็หันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีนี้

แล้ว MR คืออะไร MR เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ต่อยอดของ AR และ VR นั่นเอง คือการนำเอาโลกจริงกับโลกเสมือนมาผนวกเข้าด้วยกัน อาจจะดูงงๆ สักหน่อย

เดี๋ยวจะลองอธิบายแบบง่ายๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นลองดูวีดีโอใน YouTube ประกอบจะได้เห็นภาพ

ยกตัวอย่างเช่น เราจะจัดบ้าน ยืนอยู่ในบ้าน เมื่อสวมแว่น MR เราสามารถที่จะเรียกเฟอร์นิเจอร์เสมือนขนาดเท่าของจริงมาทดลองวางในมุมต่างๆ ได้ หยิบ ยก และเคลื่อนย้ายได้เหมือนจริง จากที่เราสามารถดูการออกแบบบ้านได้ในโปรแกรม 3D บนคอมพิวเตอร์ แต่นี่จะชัดเจนยิ่งกว่า เพราะเราได้ยืนอยู่บนพื้นที่จริง

หรือถ้าเป็นแนวบันเทิงหรือเกม ก็อาจจะเป็นลักษณะที่เราไปยังสถานที่หนึ่งที่ใดที่เป็นสถานที่จริงๆ เลย แล้วสามารถทำภารกิจหรือมิชชั่นกับสถานที่แห่งนั้นได้ โดยอาจจะมีเรื่องของเอฟเฟ็กต์เข้ามาอยู่ในฉากในสถานที่นั้นๆ ด้วย ได้อรรถรสมากขึ้นไปอีก

เทคโนโลยีเปลี่ยนไปไวจริงๆ ดูสิยังไม่ทันได้สัมผัสกับ AR และ VR จริงๆ จังๆ เลย ก็มีของใหม่มาอีกแล้ว