3 วิธีที่จะช่วยรักษา Reach ของ Facebook Page

ช่วงปลายปี 2017 คงได้เห็นข่าวกันไปแล้วว่า Mark Zuckerberg จะมีการปรับการแสดงผลบนหน้า News Feed ของ Facebook ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการปรับที่มีความสำคัญครั้งหนึ่ง เนื่องจากไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มปุ่มหรือฟีเจอร์เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน

แต่ว่าเป็นการลดการแสดงโพสต์ของ Facebook Page ต่างๆ ให้น้อยลง พยายามจะแสดงโพสต์ของผู้ใช้งานให้มากขึ้น เพื่อให้หน้า News Feed กลับมาสู่การรับข่าวสารหรือแชร์เรื่องราวระหว่างเพื่อนมากขึ้น ไม่ใช่เปิด Facebook ขึ้นมา ก็เห็นแต่โฆษณาของเพจต่างๆ เต็มไปหมด

ในมุมของผู้ใช้งานถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้สังคมออนไลน์แห่งการติดต่อและแบ่งปันข้อมูลระหว่างเพื่อนกลับคืนมา คิดว่า Mark Zuckerberg ก็คงคิดถึงมุมนี้เหมือนกัน คงไม่ได้คิดแต่จะมองในมุมของธุรกิจอย่างเดียว เพราะหากเป็นเช่นนั้น ปล่อยไปนานๆ เข้า คนอาจจเบื่อและหันไปหาเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นก็เป็นได้

ผู้ใช้งานทั่วไปก็จะได้สังคมของกลุ่มเพื่อนคืนมา แต่ส่วนของผู้ที่ใช้งานในเชิงของการตลาดหรือ Facebook Page งานนี้ก็อาจจะต้องปรับตัวกันหน่อย คงต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆ มาใช้เพื่อให้โพสต์ของเพจยังคงถูกแสดงผลบน News Feed ได้เช่นเดิม เพราะไม่เช่นนั้น Reach และ Engagement คงจะต้องตกลงไปเรื่อยๆ

การปรับที่ว่านี้มีข้อมูลว่า Facebook เริ่มปรับตั้งแต่ต้นปี 2018 แล้ว แต่จะเห็นผลมากน้อยแค่ไหนนั้นอาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่เชื่อว่าอย่างเร็วในกลางปีนี้หรืออย่างช้าก็ช่วงปลายๆ ปีการแสดงผลบน News Feed น่าจะชัดเจนขึ้น

ได้เห็นถึงแนวทางการปรับการแสดงผลของ Facebook ในครั้งนี้ ผู้ดูแลเพจหลายคนอาจเกิดความกังวล เนื่องจาก Reach และ Engagement ถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ต้องบอกว่า Facebook ไม่ได้ตัดสิทธิ์ในการแสดงผลของโพสต์จากเพจใดๆ โดยสิ้นเชิง เพียงแต่พยายามจะคัดกรองและดลการแสดงผลของโพสต์ในลักษณะของ Engagement Bait ถ้าใครโพสต์ข้อมูลดีๆ ที่มีประโยชน์อยู่แล้ว ไม่ได้มุ่งแต่ยอด Like ยอด Share ก็ไม่ต้องกังวลไป พร้อมกันนั้นให้นึกถึงแนวทางในการโพสต์เพื่อรักษา Reach และ Engagement ดังนี้

  • นำเสนอคอนเทนต์ที่ดี ไม่ว่าจะช่องทางออนไลน์ใดๆ สุดท้ายคอนเทนต์ที่ดีและมีประโยชน์เท่านั้นที่แพลตฟอร์มต่างๆ ต้องการ แม้ว่าในความเป็นจริงจะสร้างความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้ไม่ดีนักก็ตาม
  • ให้แฟนเพจกด See First นอกจากกด Like เพจแล้ว อย่าลืมบอกให้แฟนเพจกด See First ด้วยเพื่อแสดงว่าชื่นชอบและต้องการเห็นโพสต์จากเพจ
  • มั่นทำ Facebook Live การไลฟ์ที่มีคนดูจำนวนมาก Facebook จะให้ความสำคัญในการแสดงผลบน News Feed ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรจะต้องเป็นการไลฟ์เกี่ยวกับเรื่องราวที่ดีด้วยเช่นกัน

 

 

เมื่อไรประเทศไทยจะพร้อมใช้รถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles)

เป็นคำถามที่อาจไม่ต้องการคำตอบ เพราะจะว่าไปแล้วก็พอที่จะคาดเดาได้ว่าไม่ใช่ในเร็วๆ นี้แน่นอน เพียงแต่ที่นำเสนอในเรื่องนี้เนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินประเทศที่พร้อมใช้รถยนต์ไร้คนขับมากที่สุด 10 อันดับของ KPMG Autonomous Vehicles Readiness Index 2018 (AVRI) ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า แล้วประเทศไทยล่ะ เมื่อไรจะพร้อมกับเขาบ้าง

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้อาจไม่ทราบว่าการพัฒนารถยนต์ที่ขับขี่ได้เองโดยอัตโนมัติ (Autonomous Vehicles หรือ Self-Driving Car) เช่นที่เห็นในภาพยนตร์นั้นมีการพัฒนาไปถึงไหนแล้ว นอกจาก Tesla Motors ที่เคยโด่งดังในเรื่องของรถยนต์ไร้คนขับเมื่อปีที่ผ่านๆ มา ก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่พัฒนาจนสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว เช่น บริษัทสตาร์ทอัพอย่าง nuTonomy, Uber หรือแม้แต่ Google เป็นต้น

nuTonomy และ Uber จะเป็นการพัฒนาเฉพาะซอฟต์แวร์แล้วนำไปใช้กับรถยนต์รุ่นต่างๆ โดยเริ่มแรก nuTonomy ได้นำไปทดลองใช้ใน Renault Zoe และ Mitsubishi i-MiEV และมีการทดลองให้บริการจริงในประเทศสิงคโปร์เมื่อปี 2016 พร้อมกับประกาศว่าจะเริ่มให้บริการ Driverless Taxi  อย่างเป็นทางการในปี 2018 (ปีนี้แล้วสินะ)

ส่วน Google ตอนแรกมีการพัฒนาทั้งซอฟแวร์และรถยนต์เป็นของตัวเองด้วยมีชื่อว่า Google Self-Driving Car นอกจากดีไซน์ของรถที่น่าใช้แล้ว ระบบควบคุมก็ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายมาก มีปุ่ม Start/Stop Button ในปุ่มเดียวกันใช้สั่งงานให้รถวิ่งหรือหยุด ต่อมามีการนำซอฟต์แวร์ไปใช้กับรถยนต์รุ่น Chrysler Pacifica ภายใต้การดูแลของ WAYMO โดยมีการทดสอบวิ่งบนถนนจริงรวมถึงให้ผู้ใช้รถได้ร่วมทดสอบด้วยในเส้นทางต่างๆ ตอนนี้มีการทดสอบไปแล้วรวมระยะทางกว่า 4 ล้านไมค์

ดังนั้นการพัฒนาที่เห็นในขณะนี้ไม่ใช่เพียงแค่งานวิจัยหรือการสร้างต้นแบบ แต่ไปถึงขั้นตอนของการทดสอบเพื่อใช้งานจริง ทำให้หลายๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องการลดมลพิษตลอดจนคำนึงถึงความปลอดภัยบนท้องถนน มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกับการใช้รถยนต์ไร้คนขับ โดยการสำรวจของ AVRI พบว่า 10 ประเทศที่มีความพร้อมในการใช้รถยนต์ไร้คนขับมากที่สุดคือ…

1. ประเทศเนเธอร์แลนด์

2. ประเทศสิงคโปร์

3. ประเทศสหรัฐอเมริกา

4. ประเทศสวีเดน

5. สหราชอาณาจักร

6. ประเทศเยอรมนี

7. ประเทศแคนนาดา

8. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

9. ประเทศนิวซีแลนด์

10. ประเทศเกาหลีใต้

ดัชนีที่ AVRI ใช้ประเมินศักยภาพของแต่ละประเทศมีทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ ด้านนโยบายและกฎหมาย ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านการยอมรับของผู้บริโภค ซึ่งในแต่ละด้านมีความเชื่อมโยงกับขีดความสารมารถของแต่ละประเทศในการนำรถยนต์ไร้คนขับมาใช้

ทั้งนี้ในแต่ละด้านจะประกอบด้วยตัวแปรที่หลากหลายซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพร้อมในการรองรับรถยนต์ไร้คนขับ ตั้งแต่ความพร้อมในการให้บริการของสถานีชาร์จรถไฟฟ้า การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ ความสนใจในการใช้เทคโนโลยีของประชากร ไปถึงสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ

เมื่อดูดัชนีการประเมินความพร้อมทั้ง 4 ด้านแล้ว ก็พอที่จะตอบคำถามในหัวข้อของบทความนี้ได้ชัดเจนขึ้น แต่ก็คาดหวังว่าจะรอไม่นานเกินไปที่จะได้ใช้รถยนต์ไร้คนขับเหมือนกับประเทศอื่นบ้าง

วิธีเช็ก Theme WordPress จากเว็บที่สนใจ

[vc_row][vc_column][vc_column_text]ใครที่กำลังทำเว็บไซต์ด้วย WordPress แล้วกำลังนั่งหาธีมสวยๆ ที่โดนใจ วันนี้มีวิธีเช็กธีมจากเว็บไซต์อื่นมาแนะนำกัน ถ้าเกิดไปเจอเว็บไหนมีธีมที่รู้สึกชอบขึ้นมาจะได้ไปหาซื้อหรือดาวน์โหลดธีมมาใช้กับเว็บตัวเองบ้าง

วิธีการไม่ยุ่งยากอะไร มีเพียง 2 ขั้นตอนเท่านั้น

1. เข้าไปที่เว็บ wpthemedetector.com

2. ก็อปปี้ URL ของเว็บไซต์ที่ต้องการเช็กว่าใช้ธีมอะไร ไปวางในช่อง Site to check: แล้วคลิกปุ่มวีเขียว

รอแป๊บเดียวเว็บ wpthemedetector ก็จะแจ้งผลให้ทราบว่าธีมชื่ออะไรพร้อมลิ้งสำหรับเข้าไปดาวน์โหลดได้ทันที[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_gallery interval=”3″ images=”352″ img_size=”full”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_gallery interval=”3″ images=”353″ img_size=”full”][/vc_column][/vc_row]

วิทยากรต้องมี

Cover art

แนะนำการใช้ มือถือ Android เลื่อน Slide Powerpoint ในคอมโดยใช้ APP Office Remote ใน Android
(https://play.google.com/store/apps/details?id=com.microsoft.office.officeremote&hl=th)   เหมาะกับ อ., วิทยากร, เซล หรือต้อง Present งานบ่อยๆ สะดวกดี  ดูมืออาชีพ โดยการเชื่อมต่อระหว่างมือถือกับคอมพิวเตอร์ด้วย Bluetooth

 Office Remote for Android- หน้าจอ

 

แอพอัดเสียงในมือถือ เจ๋งดี

แอพที่ใช้ในการอัดเสียงที่ใช้งานง่ายทั้ง iPhone และ Android จากผู้ผลิตไมค์ชื่อดังอย่าง Shure ทำแอพขึ้นมาชื่อ ShurePlus Motiv เพื่อใช้กับ Mic ของShure รุ่น MV88 iOS Digital Stereo Condenser Microphone ก็ใช้ได้ ได้คุณภาพไฟน์เสียงที่ดีกว่า

Link Load APP สำหรับ iOs https://itunes.apple.com/app/apple-store/id938264337?mt=8

Link Load APP สำหรับ Android https://play.google.com/store/apps/details?id=com.shure.motiv