คนไทยสนใจไหมฝัง Chip ใต้ข้อมือแบบสวีเดน

เมื่อปีที่แล้วก็มีการพูดถึงเรื่องของการฝังชิป (Chip) ในร่างกายและในช่วงเดือนพฤษภาคม 2018 ก็มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้ง กับการฝังชิฟใต้ข้อมือในประเทศสวีเดน

จากรายงานข่าวล่าสุดของเว็บไซต์ businessinsider ตอนนี้มีชาวสวีเดนราว 3,000 คนแล้วที่เริ่มฝังชิปไว้ใต้ข้อมือของตนเอง และหากติดตามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่เฉพาะสวีเดนเท่านั้น ในประเทศอื่นๆ อย่างอเมริกา เยอรมัน หรือฝรั่งเศสก็มีการฝังชิปแบบนี้ด้วยเช่นกัน

การฝังชิปแบบที่ว่านี้วัตถุประสงค์ในตอนนี้ก็เพื่อความสะดวกในการดำเนินชีวิตกับกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียนต่างๆ ด้วยข้อมูลบัตรประชาชน การจ่ายเงินค่าสินค้าและบริการ การสมัครสมาชิกคลับ การผ่านประตูในสถานที่ต่างๆ เป็นต้น เพราะเมื่อฝังชิปเข้าไปแล้วก็จะสามารถใส่ข้อมูลเหล่านั้นเข้าไปได้ทั้งเลขบัตรประชาชน ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลบัญชีธนาคาร ฯลฯ โดยการทำงานของชิปก็จะเป็นระบบ RFID เหมือนกับการสแกนบัตรต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่

แม้ว่าจะเริ่มมีคนรู้จักและสนใจเทคโนโลยีนี้มากขึ้น มีการยอมรับมากขึ้น โดยบางบริษัทก็สนับสนุนให้พนักงานฝังชิปที่ว่านี้เพื่อความสะดวกในการเข้าออกหรือบันทึกเวลาการทำงาน หรือการให้บริการรถไฟก็มีการพัฒนาระบบเก็บเงินผ่านชิปด้วยเช่นกัน เมื่อลูกค้าขึ้นมาโดยสารบนรถไฟแล้วพนักงานรถไฟก็จะเดินถือสมาร์ทโฟนไปสแกนที่ข้อมือเพื่อเก็บเงินค่าโดยสาร เป็นต้น แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มที่ยังคิดว่าการฝังชิปยังไม่ได้ช่วยอำนวยความสะดวกอะไรมากนัก

ในส่วนของขั้นตอนการฝังชิป Ulrika หนึ่งในผู้ทดลองฝังชิปให้ข้อมูลว่าการฝังชิปไม่ได้เจ็บอะไรมาก เจ็บเพียงนิดหน่อยเท่านั้น แต่ถ้าดูจากวิดีโอสาธิตก็อาจจะรู้สึกเสียวๆ อยู่เหมือนกันโดยเฉพาะกับคนที่กลัวเข็ม

เป็นธรรมดาเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จะมีผู้คิดเห็นเป็นสองด้านเสมอ ด้านหนึ่งคือคิดว่าดีแน่ๆ กับอีกด้านที่มีความกังวลในเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งก็ไม่มีใครผิด เพราะการฝังชิปที่ว่านี้เป็นเพียงการเริ่มต้น ต่อไปมีการคิดไปถึงขั้นที่ว่าร่างกายคนเราก็คือแพลตฟอร์มหนึ่งที่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้

จึงไม่แปลกที่จะมีคนกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะการที่มีชิปซึ่งมีข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญของเราอยู่ในตัว ถ้าต่อไปมีเครื่องสแกนที่เพียงแค่มิจฉาชีพเดินผ่านแล้วรู้ได้เลยว่าเลขบัตรประชาชน บัตรเครดิต และอื่นๆ ของเราคืออะไร จะเกิดอะไรขึ้น!

Source : businessinsider.com

LG ไขข้อข้องใจ“จอตรงหรือจอโค้ง” แบบไหนตอบโจทย์กว่ากัน

เคยสงสัยกันหรือไม่ว่าทีวีจอตรงกับทีวีจอโค้งนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไรและมีปัจจัยอะไรบ้างที่ผู้บริโภคอย่างเราควรพิจารณาเมื่อถึงเวลาที่ต้องซื้อทีวีเครื่องโปรดเครื่องใหม่เอาไว้ประจำบ้านกันสักเครื่อง แอลจี กูรูตัวจริงด้านผลิตภัณฑ์โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์มีทิปส์ง่ายๆ ในการเลือกซื้อทีวี จะหน้าจอตรงหรือหน้าจอโค้ง ถึงจะให้ความบันเทิงในบ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในยุคสมัยหนึ่ง การครอบครองทีวีจอโค้งขนาดมหึมาเป็นอะไรที่ออกจะดูอินเทรนด์ ด้วยดีไซน์การออกแบบที่ทันสมัย ผนวกกับหน้าจอโค้งที่ดูเหมือนจะโอบล้อมมุมมองการรับชมแทบจะทุกองศา แต่เราขอให้คุณตื่นจาก
สิ่งลวงตาเหล่านี้ก่อนและลองฟังข้อแนะนำที่เรารวบรวมมาให้สักนิด

ข้อแรก ดีไซน์การออกแบบที่โค้งมนอาจดูโดดเด่นสะดุดตาก็จริง แต่คุณกำลังมองหาทีวีที่สามารถเข้ากับการออกแบบของทุกห้องภายในบ้านอยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ เราขอแนะนำให้คุณเลือกใช้ทีวีจอตรงที่ให้คุณสามารถจัดวางทีวีไว้บนโต๊ะแบบทั่วไป หรือจะแขวนประดับผนัง พร้อมเนรมิตเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องโปรดให้เป็นเสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกในบ้านก็ยังได้ ทั้งนี้เนื่องจากทีวีจอโค้งอาศัยการออกแบบที่มีความหนากว่าทีวีจอตรง ทำให้หน้าจอที่โค้งนั้นดูเทอะทะเกินไปในบางจุด ทั้งยังทนทานน้อยกว่าทีวีจอตรงอีกด้วย

ข้อที่สอง การดีไซน์แบบโค้งส่งผลต่อแสงตกกระทบและภาพบนหน้าจอที่บิดเบือนไป เชื่อว่าทุกคนคงเคยเล่นกับเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจกลวงตาตามสวนสนุกต่างๆอาจกล่าวได้ว่า กระจกที่มีรูปทรงบิดเบี้ยวส่งผลต่อเงาสะท้อน ทีวีจอโค้งก็เช่นเดียวกัน

ข้อสุดท้าย ความได้เปรียบด้านมุมมองการรับชม สำหรับทีวีแบบหน้าจอโค้ง ผู้รับชมจะสามารถเพลิดเพลินกับคุณภาพภาพที่ดีที่สุดได้จากตำแหน่งที่อยู่ตรงกึ่งกลางหน้าจอพอดิบพอดีเท่านั้น คงเป็นเรื่องน่าปวดหัวหากสมาชิกในบ้านต้องแย่งตำแหน่งที่ดีที่สุด หรือที่เรียกว่า Sweet Spot กันทุกวัน ทีวีจอตรงจึงสามารถขจัดปัญหานี้ได้อย่างง่ายดายเหมือนปอกกล้วย ด้วยดีไซน์หน้าจอที่ตรงระนาบไปกับแนวผนัง ทุกคนในห้องจะสามารถดื่มด่ำกับภาพบนหน้าจอได้ไม่ว่าจะรับชมจากองศาใดก็ตาม

EHang Drones 1,374 ลำ ทำสถิติแสดงไฟ 3 มิติบนท้องฟ้า

ตอนนี้จีนถือว่าเป็นผู้ผลิตโดรนรายใหญ่ของโลก มีสัดส่วนการผลิตถึง 75% มียอดการผลิตถึงปีละ 500,000 ลำเลยทีเดียว

ในขณะที่นักบินโดรนที่ได้รับใบอนุญาติถูกต้องจาก Aircraft Owners and Pilots Association of China หรือสมาคมเจ้าของเครื่องบินและนักบินแห่งประเทศจีนมีจำนวน 24,000 คน และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับจำนวนโดรนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจีนเป็นผู้ผลิตโดรนที่มีโดรนหลากหลายประเภท ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 1 คน ที่มีชื่อเรียกว่า Ehang 184 ซึ่งได้มีข่าวถึงความสำเร็จในการทดสอบไปก่อนหน

Que Q ระบบจัดคิวผู้ป่วยอัจฉริยะ

เป็นปัญหาที่อยู่คู่กับโรงพยาบาลของรัฐมายาวนานโดยเฉพาะโรงพยาบาลใหญ่ๆ กับการรอคิวของผู้ป่วย ที่หากคิดจะมาหาหมอแล้วล่ะก็จะต้องมาถึงโรงพยาบาลกันตั้งแต่ตี 4 ตี 5 เพื่อให้ได้คิวแรกๆ และมั่นใจว่าจะได้รับการตรวจในวันนั้น

ทำให้เรามักจะเห็นภาพการรอคิวของผู้ป่วยจำนวนนับพันชนิดที่ว่าล้นพื้นที่ของโรงพยาบาล บ้างก็นั่งบ้างก็นอนอยู่โดยทั่วบริเวณเป็นที่น่าเห็นใจ แต่ปัญหานี้กำลังจะหมดไป

จริงๆ แล้วเรื่องของคิวและจำนวนผู้ป่วยไม่ได้ลดลง แต่มีระบบที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกในการรอคิวของผู้ป่วยนั่นคือ “ระบบจัดคิวผู้ป่วยอัจฉริยะ” ที่พัฒนาโดย Startup รายหนึ่งชื่อว่า Que Q (หลายคนคงคุ้นชื่อนี้อยู่บ้าง)

ตอนนี้ระบบนี้เริ่มใช้แล้วที่โรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งมีผู้ป่วยนอกมาใช้บริการในแต่ละวันมากถึง 5 พันกว่าคน ที่ผ่านมาผู้ป่วยต่างก็ต้องนั่งรอในบริเวณที่เจ้าหน้าที่จะเรียกตรวจ เพื่อที่เมื่อถึงคิวของตนแล้วจะได้พลาด แต่ต่อจากนี้ไปการรอคิวผ่าน “ระบบจัดคิวผู้ป่วยอัจฉริยะ” เมื่อผู้ป่วยมาถึงที่โรงพยาบาลเจ้าหน้าที่จะให้บัตรคิวเพื่อสแกน QR Code โดยจะมีข้อมูลแจ้งให้ทราบบนโทรศัพท์ว่าได้คิวที่เท่าไร ต้องรออีกจำนวนกี่คิว

ระหว่างนั้นผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องรออยู่ในบริเวณห้องตรวจอีกต่อไป สามารถที่จะไปที่อื่นได้ที่ต้องการ ไปซื้อของ ไปนั่งร้านกาแฟ ฯลฯ เมื่อใกล้ถึงคิวระบบจะแจ้งเตือนให้ทราบ ผู้ป่วยก็เพียงแค่เดินทางมาถึงห้องตรวจให้ทันเวลา ไม่ต้องนั่งรอจับเจ่าแบบไร้จุดหมายอีกต่อไป

ข้อมูลจาก : ข่าว 3 มิติ

ALibaba G Plus หุ่นยนต์ส่งของรุ่นใหม่

Alibaba นำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาให้ติดตามอยู่เสมอ โดยแต่ละสิ่งที่พัฒนาขึ้นมาล้วนเป็นสิ่งที่มองดูแล้วล้วนปฏิวัติวิถีชีวิตของผู้คนจริงๆ เช่น หุ่นยนต์ส่งของที่ชื่อว่า G Plus ที่กำลังจะเขียนถึงนี้

ALibaba G Plus ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในการส่งสินค้าออนไลน์ให้กับลูกค้าในรัศมีที่ไม่ไกลนัก อย่างน้อยก็ในช่วงแรก ต่อไปคงไปได้ทั่วแน่ๆ ไหนจะมีโดรนอีกล่ะ ต่อไปไม่ว่าจะอยู่ใกล้ไกลก็ใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติส่งของได้หมด

G Plus เป็นหุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติที่ไม่ต้องใช้คนควบคุมเลย แค่สั่งการเท่านั้นมันก็สามารถเดินทางไปยังจุดหมายพร้อมทำหน้าที่ส่งของได้เสร็จสรรพ ภายในตัวของมันมี LIDAR หรือแผนที่แบบ 3 มิติที่ใช้งานการประมวลผลการเดินทาง สภาพเส้นทางและการจราจร หากต้องผ่านในเขตชุมชนที่มีคนพลุกพล่านมันจะใช้ความเร็วราวๆ 6.2 ไมล์ต่อชั่วโมงเท่านั้น แต่ถ้าทางโล่งก็จะเพิ่มความเร็วเป็น 9.3 ไมล์ต่อชั่วโมง

สำหรับสินค้าที่จัดส่งสามรถจัดส่งได้ทั้งของชิ้นเล็กและชิ้นใหญ่ จัดส่งสินค้าพร้อมกันได้หลายชิ้น รวมทั้งยังส่งอาหารได้ด้วย เมื่อไปถึงจุดหมายผู้รับจะกำหนดให้มันส่งสินค้าโดยวางไว้สินค้าไว้หน้าบ้านเลย หรือจะเดินมาใส่รหัส PIN เพื่อรับของก็ได้

ตอนนี้มีการทดลองใช้งานแล้วที่สำนักงานใหญ่ของอาลีบาบาในหางโจวซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของจีน คาดว่าในปีนี้จะมีการนำมาใช้งานจริงแล้ว รอดูกันว่าเจ้า G Plus Robosense จะทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหน

Cainiao Box กล่องรับพัสดุอัตโนมัติจาก Alibaba

Alibaba ยังคงสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในการดำเนินชีวิตของผู้คนอย่างต่อเนื่อง ถือว่าเป็นผู้นำเทคโนโลยีที่ทำให้เห็นภาพของการนำ AI มาอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันอย่างมาก

อุปกรณ์ล่าสุดที่มีการนำเสนอออกมามีชื่อว่า Cainiao Box เป็นกล่องรับของอัตโนมัติ หากดูวิดีโอพรีเซ้นต์จะเห็นว่ามันน่าใช้งานมากจริงๆ การใช้งานของเจ้ากล่องนี้ถือ นำมาติดไว้ที่หน้าบ้านหรือหน้าห้องพัก เหมือนๆ กับกล่องรับจดหมาย แต่การทำงานเหนือกว่ามาก เพราะเป็นกล่องแบบปิดมีระบบล็อกและปลดล็อกโดยการสแกนใบหน้าทั้งฝั่งผู้ส่งสินค้าและผู้รับหรือเจ้าของบ้าน

ภายในกล่องนอกจากรองรับสิ่งของทั่วไปแล้วยังรองรับการรับอาหารจาก Food Delivery ด้วย โดยภายในกล่องสามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ถือว่าเป็นกล่องรับพัสดุที่น่าจะตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ได้ไม่น้อย ไม่ต้องกัวลว่าหากมีของมาส่งในวันที่ไม่อยู่บ้านแล้วจะไม่ได้รับ หรือไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาหยิบของไปจากหน้าบ้าน หรือไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่

หลังจากที่ผู้รับของสแกนใบหน้าเพื่อเปิดกล่องและนำของไปไว้ในกล่องแล้ว ระบบจะส่ง SMS แจ้งให้ผู้รับทราบด้วย พร้อมกันนั้นผู้รับสามารถสั่งควบคุมกล่องผ่านสมาร์ทโฟนได้ด้วย เช่น การกำหนดอุณหภูมิภายในกล่องกรณีที่สั่งอาหารไว้แต่ตัวเองยังเดินทางมาไม่ถึงบ้านในทันที

ถือว่าเป็น Gadget ที่น่าสนใจไม่น้อย แต่ยังคงต่อรอกันไปก่อนเพราะตอนนี้ยังเป็นเพียงคอนเซ็ปต์เท่านั้น ยังไม่มีกำหนดการแน่นอนว่าจะเริ่มผลิตและขายเมื่อไร

มาแล้ว Apple Watch Series 3 รุ่น GPS + Cellular จาก AIS

สำหรับผู้ใช้เครือข่าย AIS ที่กำลังสนใจ Apple Watch Series 3 รุ่น GPS + Cellular ตอนนี้ทาง AIS มีให้เลือกแล้ว สนใจสามารถจัดมาใช้กันได้เลย ด้วยเงื่อนไขและสิทธิพิเศษทั้งเรื่องของค่าเปิดใช้บริการและค่าบริการรายเดือน

หลังจากที่ปล่อยให้ค่ายคู่แข่งอย่างทรูนำเอา Apple Watch 3 รุ่น Cellular มาทำตลาดไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้ AIS ก็มีให้ลูกค้าที่สนใจความคล่องตัวกับสมาร์ทวอชท์ในแบบที่สามารถติดต่อสื่อสารได้โดยไม่ต้องใช้สมาร์ทโฟนในการทำกิจกรรมต่างๆ มาให้เลือกแล้ว

Apple Watch 3 รุ่น Cellular ของ AIS มีให้เลือกครบทั้ง 3 รุ่นหลักคือ…

  • Apple Watch Series 3 (รุ่น GPS + Cellular) อะลูมิเนียม
  • Apple Watch Series 3 (รุ่น GPS + Cellular) สแตนเลสสตีล
  • Apple Watch Nike+ Series 3 (รุ่น GPS + Cellular)

รุ่นและราคาสามารถตรวจสอบได้ที่ช็อปเอไอเอสหรือทางเว็บไซต์ ซึ่งในขณะนี้จะมีโปรโมชั่นส่วนลดราคาค่าเครื่องอยู่รุ่นละ 1,000-2,000 บาท

นอกจากโปรโมชั่นส่วนลดค่าเครื่อง Apple Watch 3 รุ่น Cellular แล้ว ก็ยังจะได้รับสิทธิพิเศษในส่วนของค่าเปิดใช้บริการและค่าบริการรายเดือนด้วยตั้งแต่ 6, 12 และ 24 เดือนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและการใช้งาน

ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม

สำหรับใครที่ต้องการ Smart Watch ที่สามารถใช้งานได้แทนโทรศัพท์ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อทางโทรศัพท์ การเช็กอีเมล การเช็กข้อความ การใช้โซเชียลมีเดีย และอื่นๆ และที่สำคัญสามารถใช้ฟังก์ชันของสมาร์ทวอชท์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องการไม่ว่าจะเป็นการตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ การวัดระยะทาง การบันทึกข้อมูลการออกกำลังกาย ฯลฯ ตอนนี้ Apple Watch Series 3 รุ่น GPS + Cellular ก็มีให้เลือกแล้วทั้ง True และ AIS

NB-IoT โซลูชั่นที่ขับเคลื่อนอุปกรณ์และบริการ Internet of Things จาก AIS

ตอนนี้ AIS ไม่ได้เป็นเพียงโอเปอเรเตอร์ที่ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังมีโซลูชั่นที่ให้บริการทางด้าน IoT – Internet of things ด้วย

เนื่องจาก AIS มีโครงข่ายไร้สายกระจายอยู่ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ทำให้มีความได้เปรียบที่จะนำเอาเครือข่ายของตนมาพัฒนาต่อยอดเป็นโซลูชั่นใหม่เพื่อรองรับกับเทรนด์การใช้อุปกรณ์หรือบริการเกี่ยวกับ IoT ที่มีความต้องการมากขึ้นเป็นลำดับ

สำหรับโซลูชั่นที่ AIS ได้พัฒนาขึ้นมาก็คือ NB-IoT (Narrow Band – Internet of Things) ที่มีจุดเด่นอย่างที่กล่าวไปคือการมีโครงข่ายไร้สายครอบคลุมอยู่ท่ัวประเทศ เมื่อพูดถึงอุปกรณ์เกี่ยวกับ IoT ที่ผ่านมาหลายคนอาจนึกถึงอุปกรณ์อัจฉริยะซึ่งแน่นอนว่าต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ส่วนใหญ่ที่เข้าใจกันก็จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ตามบ้านเรือนซึ่งสามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้อย่างสะดวก

แต่สำหรับโซลูชั่น NB-IoT ของ AIS จะเข้ามารองรับอุปกรณ์หรือบริการทางด้าน IoT ในเชิงธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัวโดยมีจุดเด่นคือ…

1. สนับสนุนการใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ จึงช่วยทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ IoT อยู่ได้นานถึง 10 ปี

2. สามารถรองรับปริมาณอุปกรณ์ IoT ได้สูงสุดในระดับแสนตัวต่อสถานีฐาน

3. รัศมีครอบคลุมของเครือข่ายต่อสถานีฐาน กระจายได้มากกว่า 10 ก.ม. รวมถึงในตัวอาคารก็ยังรับสัญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. สามารถพัฒนาเครือข่ายให้เปิดบริการ IoT ได้อย่างรวดเร็ว เพราะออกแบบอุปกรณ์ให้ใช้ร่วมกับโครงข่าย 4G ในปัจจุบันได้

โซลูชั่นนี้มีการเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2017 แล้ว และตอนนี้มีการนำไปใช้งานจริงแล้วในหลายๆ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ลองไปดูกันหน่อยว่ามีที่ไหนบ้างที่นำเอาโซลูชั่นนี้ของ AIS ไปใช้แล้ว และใช้อย่างไรจะได้เห็นภาพมากขึ้น เมื่อได้เห็นตัวอย่างการใช้งานจะรู้สึกว่าเป็นโซลูชั่นที่น่าใช้ทีเดียว

ตัวอย่าง เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้พัฒนาระบบ Smart Trash Bin ขึ้นมาโดยเชื่อมต่อข้อมูลผ่านเครือข่าย NB-IoT เพื่อแก้ไขปัญหาขยะล้นถังภายในมหาวิทยาลัย เมื่อปริมาณขยะถึงระดับที่กำหนดระบบจะมีการแจ้งเตือนไปยังแผนกจัดเก็บ, ปตท. ใช้เครือข่าย NB-IoT ในการตรวจสอบบำรุงรักษาท่อก๊าซธรรมชาติ หรือในภาคเอกชนอย่าง โครตรอน กรุ๊ป ใช้ NB-IoT เชื่อมต่อเครื่องชั่งน้ำหนักหยอดเหรียญและเครื่องหยอดเหรียญต่างๆ เพื่อวัดปริมาณเหรียญในตัวเครื่อง เพื่อแจ้งการเข้าไปเก็บรวมรวมเหรียญได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

เมื่อมีการพัฒนาการเชื่อมต่อที่รองรับการใช้เทคโนโลยี IoT โดยตรงและสะดวกมากขึ้นแบบนี้ อุปกรณ์ ระบบ หรือบริการที่เป็นระบบ IoT คงมีการเติบโตและพัฒนาออกมาอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตของผู้คนมากขึ้น

และนอกจากเครือข่าย NB-IoT ทาง AIS ยังมี eMTC หรือ LTE-M1 อีกเครือข่ายหนึ่งด้วย รองรับการใช้งานทางด้าน IoT เช่นกัน แต่จะเหมาะกับอุปกรณ์หรือบริการ IoT ที่มีการเคลื่อนที่ตลอดเวลามากกว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดอย่างเช่น การใช้ในรถยนต์อัจฉริยะหรือรถยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น

ข้อมูลจาก : techtalkthai.com, community.ais.co.th