WordPress 7.0 มาก่อนสงกรานต์ เตรียมตัวกันให้ดีๆนะ

WordPress 7.0 มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 เมษายน 2026 โดยเน้นที่การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ (Real-time Collaboration) คล้าย Google Docs, การผสาน AI เข้าสู่ Core อย่างเต็มรูปแบบผ่าน Web Client AI API, และการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของ Editor และ Site Editor ให้ดีขึ้น

ไฮไลท์สำคัญของ WordPress 7.0 (อ้างอิงจากเวอร์ชัน Beta):
Real-time Co-editing: แก้ไขโพสต์หรือเพจพร้อมกันได้หลายคนในเวลาเดียวกัน แสดงตัวบ่งชี้ว่าใครกำลังแก้ไขส่วนไหน ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งของข้อมูล
AI Core Integration: เพิ่ม Web Client AI API ใน Core ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับ AI รุ่นต่างๆ (เช่น OpenAI, Google, Anthropic) ได้โดยตรงจากหน้าจอจัดการ
Workflow Improvement: เน้นการทำงานแบบทีม ช่วยให้การจัดการบทความ การรีวิว และการเผยแพร่ทำได้ง่ายขึ้นภายในตัวระบบ
Block & Pattern Enhancement: ปรับปรุงระบบ Block ให้สร้างและจัดการได้ง่ายขึ้น พัฒนา DataViews และ DataForm เพื่อการจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนได้ดีกว่าเดิม
Performance & UI Updates: อัปเดต CodeMirror (เวอร์ชัน 5.65.40) ปรับปรุงส่วนติดต่อผู้ใช้ให้ทันสมัยและตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น

กำหนดการ:
9 เมษายน 2026: เปิดตัวเวอร์ชันจริง (Final Release)
ช่วงเวลานี้อยู่ในระหว่างการทดสอบ (Beta Phase) ซึ่งแนะนำให้ทดสอบบน Staging Environment เท่านั้น

ที่มา

Dreame โชว์ศักยภาพ Smart Ecosystem พลัง AI ในงาน AWE 2026

ดรีมมี เทคโนโลยี (Dreame Technology) แบรนด์เทคโนโลยีระดับพรีเมียมระดับโลก ประกาศเข้าร่วมงาน Appliance & Electronics World Expo (AWE) 2026 อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมนำเสนอพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ครบทุกหมวดหมู่ รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัยมากกว่า 100 รายการ ภายใต้แนวคิด “ALL IN DREAME”

ภายในงาน Dreame ได้ยกพื้นที่ ฮอลล์ E7 ทั้งฮอลล์ เพื่อจัดแสดงเทคโนโลยีผ่าน 8 โซนหลัก ครอบคลุมหลายหมวดหมู่เทคโนโลยี ตั้งแต่ สมาร์ทโฮม อุปกรณ์ดูแลบ้าน การดูแลส่วนบุคคล ไปจนถึงเทคโนโลยีกลางแจ้งและการเดินทาง เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ของระบบนิเวศอัจฉริยะที่เชื่อมต่อการใช้ชีวิตแบบครบวงจร

มร.แจ็คกี้ จง หัวหน้าประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ดรีมมี เทคโนโลยี กล่าวว่า “ในฐานะแบรนด์เทคโนโลยีระดับโลก Dreame ยังคงพัฒนานวัตกรรมบนแพลตฟอร์มหลักของบริษัท เช่น มอเตอร์ดิจิทัลความเร็วสูง อัลกอริทึมอัจฉริยะ และ Dual Flex Arm Technology เพื่อผลักดันการใช้งานเทคโนโลยีในระดับอุตสาหกรรม การจัดแสดงครั้งนี้สะท้อนการขยายจากผู้นำด้านสมาร์ทคลีนนิ่ง สู่ระบบนิเวศสมาร์ทไลฟ์สไตล์อย่างเต็มรูปแบบ

เปิดตัว X60 Ultra นวัตกรรมหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นล่าสุด
หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ X60 Ultra หุ่นยนต์ทำความสะอาดแฟลกชิปรุ่นล่าสุด ที่มาพร้อมดีไซน์บางเพียง 7.95 เซนติเมตร สามารถเข้าถึงพื้นที่ต่ำใต้เฟอร์นิเจอร์ได้ง่าย

ภายในงาน AWE 2026 Dreame ได้นำเสนอความก้าวหน้าล่าสุดด้านเทคโนโลยี Smart Cleaning พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมสำคัญในกลุ่มหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ไม่ว่าจะเป็น Flex Arm Technology ระยะ 16 เซนติเมตร มาพร้อมระบบถูพื้นด้วยไอน้ำ และ Matrix Automatic Multi-Mop Switching Technology รวมถึงการเปิดตัว X60 Ultra ซีรีส์แฟลกชิปรุ่นใหม่ประจำไตรมาสแรกปี 2026 ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับมาตรฐานของโซลูชันการทำความสะอาดระดับพรีเมียมรุ่นถัดไป

X60 Ultra มาพร้อมดีไซน์ตัวเครื่องที่บางที่สุดของ Dreame เพียง 7.95 เซนติเมตร ช่วยให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ต่ำ เช่น ใต้เฟอร์นิเจอร์ หรือบริเวณที่เข้าถึงได้ยากได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยี Proactive Light Dirt Detection รุ่นแรกของโลก ที่สามารถตรวจจับคราบสกปรกที่มองเห็นได้ยาก เช่น ขนสัตว์ ฝุ่นละเอียด หรือของเหลวสีอ่อน และปรับกลยุทธ์การทำความสะอาดโดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สะอาดยิ่งขึ้น

ตัวเครื่องยังสามารถข้ามสิ่งกีดขวางแบบสองชั้นได้สูงสุด 8.8 เซนติเมตร พร้อมระบบนำทางอัจฉริยะ OmniSight™ ที่เสริมด้วย AI ช่วยหลบสิ่งกีดขวางแบบไดนามิกระดับมิลลิวินาที ในขณะที่ยังคงทำความสะอาดได้ครอบคลุมทั้งบ้าน ด้านประสิทธิภาพการทำงาน X60 Ultra ให้แรงดูดสูงสุด 36,000 Pa พร้อมระบบแปรง DuoBrush System 2.0 ที่ได้รับการอัปเกรดเพื่อยกฝุ่นและสิ่งสกปรกที่ฝังลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฐานสถานีอัจฉริยะยังช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานแบบ Fully Hands-Free ด้วยระบบอัตโนมัติครบวงจร ทั้งการล้างผ้าม็อปด้วยน้ำร้อน 100°C, การเป่าแห้งด้วยลมร้อน, การดูดฝุ่นเก็บอัตโนมัติ และการเติมน้ำยาทำความสะอาดอัตโนมัติ

นอกจากนี้ Dreame ยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมในกลุ่ม Wet & Dry Vacuum อย่างต่อเนื่อง โดย AI DescendReach™ Robotic Arm ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการทำความสะอาดตามขอบและคราบน้ำ ได้มียอดจัดส่งทั่วโลกทะลุ 1 ล้านเครื่อง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นของอุตสาหกรรมในช่วงปีที่ผ่านมา

ในหมวด เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย (Stick Vacuum) Dreame ได้เปิดตัว Air Series ที่มุ่งเน้นประสบการณ์การทำความสะอาดที่เบาและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยประกอบด้วย Dreame Air และ Air Station ซึ่งมาพร้อมฐานสถานีดูดฝุ่นอัตโนมัติที่สามารถเทฝุ่นจากถังเก็บระหว่างการชาร์จและการจัดเก็บเครื่อง ช่วยให้ใช้งานได้โดยไม่ต้องดูแลนานสูงสุดถึง 50 วัน

ตัวเครื่องหลักมีน้ำหนักเพียง 1.19 กิโลกรัม รองรับการเคลื่อนไหวแบบ 360 องศา และสามารถปรับนอนราบได้ 180 องศา เพื่อเข้าถึงพื้นที่ต่ำ พร้อมเทคโนโลยีไฟ LED ตรวจจับฝุ่นมุมกว้าง 150 องศา และระบบป้องกันเส้นผมพันแปรง TangleCut™ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำความสะอาดในพื้นที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขยายสู่ Smart Living และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
นอกเหนือจากเทคโนโลยีด้านการทำความสะอาด Dreame ยังเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ในกลุ่ม Personal Care, Smart Home Appliances และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว เพื่อขยายระบบนิเวศสมาร์ทไลฟ์สไตล์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ในหมวด Personal Care Dreame ได้ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์จากไดร์เป่าผมและอุปกรณ์จัดแต่งทรงผม สู่เครื่องโกนหนวดและอุปกรณ์ความงาม โดยหนึ่งในไฮไลต์คือ Pocket Aura รุ่นอัปเกรดจาก Pocket Uni 3-in-1 travel dryer ที่มาพร้อม AI Sensor ตรวจจับระยะห่างระหว่างเส้นผมกับกระแสลม เพื่อปรับอุณหภูมิและความเร็วลมโดยอัตโนมัติ ช่วยลดความร้อนที่หนังศีรษะและเพิ่มประสิทธิภาพการเป่าผม พร้อมระบบตรวจจับหัวต่ออัตโนมัติที่ปรับโหมดการจัดแต่งทรงผมให้เหมาะกับการยืด ม้วน และจัดทรง

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์เด่นคือ Aero Straight Pro 2-in-1 Air Straightener ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการยืดผมด้วยกระแสลมรูปแบบใหม่ โดยผสาน ลมร้อนเพื่อจัดทรง และ ลมเย็นเพื่อล็อกทรงผม พร้อมมอเตอร์ความเร็วสูง 120,000 รอบต่อนาที และโหมดปกป้องโคนผมอัจฉริยะ ช่วยให้ได้ผลลัพธ์การจัดแต่งทรงผมระดับมืออาชีพ พร้อมลดความเสียหายจากความร้อน

สำหรับกลุ่ม Smart Environmental Appliances Dreame ได้เปิดตัว FP10 Air Purifier เครื่องฟอกอากาศที่ออกแบบมาเพื่อบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ โดยมาพร้อมระบบเก็บขนสัตว์ 360° Fur Collection System และช่องเก็บขนแบบซีลปิดที่มองเห็นได้ ช่วยรวบรวมขนสัตว์ที่ลอยในอากาศและลดการอุดตันที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการฟอกอากาศได้สูงสุดถึง 99.5% นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบกรองอากาศ HyperMatrix™ 6 ชั้น และระบบไหลเวียนอากาศ CataFresh™ ที่ช่วยกำจัดขนสัตว์ สารก่อภูมิแพ้ และกลิ่นไม่พึงประสงค์ เพื่อคุณภาพอากาศภายในบ้านที่ดีขึ้น

ภายในงาน Dreame ยังได้นำเสนอเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและเครื่องใช้ในครัวหลากหลายประเภท อาทิ Z-Fresh AI Refrigerator ตู้เย็นอัจฉริยะที่มาพร้อมเทคโนโลยีถนอมอาหารขั้นสูง และ L9 AI Washer-Dryer เครื่องซักผ้าอบผ้าที่ได้รับรางวัล Asia Design Prize 2026 รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกแบบสำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ เช่น S1 Smart Water Purifier, PT60 Portable Air Fryer, เครื่องล้างจาน และ Z40 Pro Integrated Range Hood & Cooktop

ตอกย้ำการเติบโตระดับโลก พร้อมเสริมความแข็งแกร่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปัจจุบัน Dreame ครอง ส่วนแบ่งตลาดหุ่นยนต์ทำความสะอาดอันดับ 1 ใน 18 ประเทศทั่วโลก และมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% ในหลายประเทศ ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบรนด์ยังคงเสริมความแข็งแกร่งในตลาดสมาร์ทคลีนนิ่งอย่างต่อเนื่อง และยังครองส่วนแบ่งตลาดระดับแนวหน้าบนแพลตฟอร์ม Shopee ทั่วทั้งภูมิภาค

ปัจจุบัน Dreame มี Flagship Store มากกว่า 28 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมขยายเครือข่ายค้าปลีกผ่านร้านชั้นนำ เช่น Harvey Norman, Best Denki และ Courts รวมถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลยุทธ์ Omnichannel ของแบรนด์

ด้วยเครือข่าย Omnichannel ที่แข็งแกร่งและการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับตลาดท้องถิ่น Dreame ได้เริ่มขยายธุรกิจ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านขนาดใหญ่ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยทยอยเปิดตัวในตลาดสำคัญ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และไทย เพื่อผสานเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละประเทศ

ในอนาคต ภายใต้กลยุทธ์ Dreame HOME Smart Ecosystem บริษัทจะเดินหน้าขยายการดำเนินธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมที่ล้ำสมัยและยกระดับประสบการณ์การใช้งาน เพื่อผลักดันการพัฒนาระบบนิเวศบ้านอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์

ช่องทางจัดจำหน่าย Dreame Official Store ทุกสาขา และ ช่องทางออนไลน์ชั้นนำ ได้แก่ https://shopee.co.th/dreameofficial หรือ https://www.lazada.co.th/shop/dreameofficialstore และDreame Thailand on TikTok: https://www.tiktok.com/@dreame.thailand

ที่มา

vivo ชวน ‘หลิง-ออม’ สัมผัสประสบการณ์เสกช็อตลูกรักพระเจ้า ผ่านนิทรรศการ ‘The Golden Stage of Life Exhibition’

เสกช็อตลูกรักพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง! vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก เปิดพื้นที่ให้ผู้ที่หลงใหลการถ่ายภาพได้สัมผัสประสบการณ์พอร์ตเทรตอย่างเต็มรูปแบบผ่านนิทรรศการ ‘The Golden Stage of Life Exhibition’ ที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจในการบันทึกช่วงเวลาทองของชีวิต ผ่านเลนส์กล้องสมาร์ตโฟน vivo V70 พร้อมชวน vivo Friends อย่างสองนักแสดงสาวขวัญใจแฟน ๆ ‘หลิงหลิง-ศิริลักษณ์ คอง’ และ ‘ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์’ มาร่วมสร้างสีสันภายในงาน รวมถึงเชิญชวนช่างภาพและครีเอเตอร์สายถ่ายภาพมาแบ่งปันเทคนิคและเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานภาพพอร์ตเทรตระดับลูกรักพระเจ้าเมื่อวันที่ 14-15 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ Slowcombo สามย่าน

Golden Stage of Life: ถ่ายทอดโมเมนต์พิเศษของชีวิตผ่านพอร์ตเทรต

A person taking a picture of a person

AI-generated content may be incorrect.

vivo ได้เนรมิตพื้นที่นิทรรศการให้กลายเป็นเวทีแห่งแรงบันดาลใจสำหรับผู้ที่หลงใหลในการถ่ายภาพ โดยแบ่งออกเป็นโซนกิจกรรมที่สะท้อนแนวคิดของงาน ได้แก่ Closer to Heaven พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองสร้างสรรค์ภาพพอร์ตเทรตในบรรยากาศที่เปรียบเสมือนการ ‘เสกช็อตลูกรักพระเจ้า’, God’s Favorite Gallery โซนจัดแสดงผลงานภาพถ่ายพอร์ตเทรตที่ถ่ายทอดเรื่องราวและอารมณ์ผ่านเลนส์ของช่างภาพ และปิดท้ายด้วย Golden Stage พื้นที่กิจกรรมบนเวทีที่เต็มไปด้วยการพูดคุยและการแบ่งปันประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ

4 ช่างภาพ 4 มุมมอง: ถ่ายทอดนิยาม ‘ลูกรักพระเจ้า’ ผ่าน God’s Favorite Gallery

God’s Favorite Gallery แกลเลอรีลอยฟ้าที่รวบรวมผลงานภาพถ่ายจาก 4 ช่างภาพมืออาชีพ 4 สไตล์ ที่มาร่วมถ่ายทอดการตีความคำว่า ‘ลูกรักพระเจ้า’ ผ่านมุมมองการถ่ายภาพที่แตกต่างกัน โดยแต่ละผลงานสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของช่างภาพ พร้อมแสดงศักยภาพของสมาร์ตโฟน vivo V70 ในการสร้างสรรค์ภาพพอร์ตเทรตที่เต็มไปด้วยอารมณ์และเรื่องราว

A person looking up at pictures from the ceiling

AI-generated content may be incorrect.

ช่างภาพที่ร่วมจัดแสดงผลงานในครั้งนี้ ได้แก่ คุณอุรชา จักรคชาพล ช่างภาพชาวไทยระดับโลกควบตำแหน่ง ZEISS Ambassador ผู้มีผลงานโดดเด่นด้านการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านภาพพอร์ตเทรต, คุณณพัฒน์ กรรขำ ช่างภาพสายแฟชั่นรุ่นใหม่แห่งยุคที่นำเสนอมุมมองร่วมสมัยผ่านองค์ประกอบภาพที่โดดเด่น, คุณดรณ์ อมาตยกุล ช่างภาพผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ Cityscape ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของเมืองผ่านองค์ประกอบภาพที่เป็นเอกลักษณ์ และ คุณปัญจีอลีฟ วิโรจน์ศิริ ช่างภาพสายพอร์ตเทรตที่โดดเด่นในการจับจังหวะอารมณ์และตัวตนของแบบผ่านภาพถ่าย

Meet the Moments: ‘หลิง-ออม’ ร่วมสร้างสีสันบนเวที Golden Stage

Two women posing for a photo

AI-generated content may be incorrect.

บรรยากาศภายในงานยังเต็มไปด้วยความคึกคักจากแฟน ๆ และผู้เข้าร่วมงานที่มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การถ่ายภาพพอร์ตเทรตอย่างใกล้ชิด โดยมี vivo Friends อย่าง ‘หลิงหลิง-ศิริลักษณ์ คอง’ และ ‘ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์’ มาร่วมสร้างสีสันบนเวที Golden Stage ผ่านกิจกรรมพูดคุยและแบ่งปันโมเมนต์สุดพิเศษเกี่ยวกับการถ่ายภาพและการเก็บบันทึกช่วงเวลาสำคัญของชีวิต พร้อมถ่ายทอดแรงบันดาลใจให้แฟน ๆ ได้เห็นมุมมองใหม่ของการ ‘เสกช็อตลูกรักพระเจ้า’

A person holding a phone and a microphone

AI-generated content may be incorrect.

นอกจากนี้ ภายในกิจกรรมยังเปิดโอกาสให้แฟน ๆ ได้ร่วมสนุกและถ่ายภาพร่วมกับศิลปินคนโปรด สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความประทับใจ พร้อมเก็บโมเมนต์พิเศษผ่านเลนส์กล้องสมาร์ตโฟน vivo V70 ท่ามกลางบรรยากาศของนิทรรศการที่ออกแบบมาเพื่อถ่ายทอดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ภาพพอร์ตเทรตและบันทึกช่วงเวลาทองของชีวิตในแบบของตัวเอง

A person standing on a stage holding a microphone

AI-generated content may be incorrect.

นิทรรศการ ‘The Golden Stage of Life Exhibition’ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ vivo มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ใช้งานได้ค้นพบมุมมองใหม่ของการถ่ายภาพพอร์ตเทรต พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เก็บบันทึกช่วงเวลาสำคัญของชีวิตผ่านเทคโนโลยีการถ่ายภาพบนสมาร์ตโฟนที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ต่อยอดจากความมุ่งมั่นดังกล่าว vivo ยังเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาทักษะด้านการถ่ายภาพของคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการ vivo Academy ที่เปิดพื้นที่การเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจพัฒนาศักยภาพด้านการถ่ายภาพและการเล่าเรื่องผ่านภาพอย่างสร้างสรรค์ โดยมีการจัดเวิร์กช็อปและกิจกรรมฝึกปฏิบัติร่วมกับช่างภาพและครีเอเตอร์มืออาชีพ เพื่อส่งต่อองค์ความรู้และแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ พร้อมเตรียมต่อยอดความสำเร็จด้วยการเปิดตัว vivo Academy ซีซั่น 2 ที่จะเปิดพื้นที่ใหม่ ๆ ให้ผู้ที่หลงใหลในการถ่ายภาพได้พัฒนาทักษะและถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเลนส์สมาร์ตโฟนในแบบของตัวเอง

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ vivo V70 และติดตามข่าวสารเทคโนโลยีอื่น ๆ จาก vivo ได้ที่เว็บไซต์ https://vivo.com/th/ และเฟซบุ๊ก vivo Thailand

#vivo #vivoV70 #เสกช็อตลูกรักพระเจ้า #vivoV70xLingOrm #vivoV70GoldenStageOfLife

ที่มา

ThaiCERT พบภัยคุกคามทางไซเบอร์ ผ่านระบบสนทนาใน Microsoft Teams และเปิดช่องทางการเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นผู้โจมตีจะติดตั้งมัลแวร์ประเภท Backdoor

ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) ติดตามสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ พบรายงานภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยการใช้ Social Engineering ผ่านระบบสนทนาใน Microsoft Teams และเปิดช่องทางการเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นผู้โจมตีจะติดตั้งมัลแวร์ประเภท Backdoor ที่เรียกว่า A0Backdoor

ผู้โจมตีจะส่งอีเมลสแปมจำนวนมากไปยังเหยื่อ เพื่อสร้างสถานการณ์ว่าระบบอีเมลของเหยื่อมีปัญหา และจะติดต่อผ่าน Microsoft Teams โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่าย IT เพื่อเปิดช่องทางการเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์

หลอกให้เหยื่อเปิดใช้งาน Quick Assist เพื่อให้ผู้โจมตีเข้าควบคุมเครื่อง

หลังจากเข้าควบคุมครื่องได้แล้ว ผู้โจมตีจะติดตั้งไฟล์ (MSI) ที่เป็นอันตราย โดยไฟล์ดังกล่าวถูกโฮสต์ไว้บนคลาวด์ของ Microsoft ที่เป็นบัญชีส่วนบุคคลของผู้โจมตี

ไฟล์ดังกล่าวจะปลอมแปลงเป็นส่วนประกอบของ Microsoft Teams และ CrossDeviceService ซึ่งเป็นเครื่องมือของ Windows

เมื่อทำการติดตั้งแล้ว มัลแวร์ A0Backdoor จะเปิดช่องทางให้ผู้โจมตีเข้าควบคุมระบบ

เตือน! พบการโจมตีแบบฟิชชิงผ่าน Microsoft Teams เพื่อติดตั้งมัลแวร์

ที่มา

วางมือถือคว่ำบนโต๊ะ ดีจริงหรือ? ผู้เชี่ยวชาญเผยเหตุผลที่หลายคนควรเริ่มทำทันที

ในยุคที่สมาร์ตโฟนกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญในชีวิตประจำวัน หลายคนอาจไม่ทันสังเกตว่าพฤติกรรมเล็ก ๆ อย่างการวางโทรศัพท์บนโต๊ะก็ส่งผลต่อสมาธิและความเป็นส่วนตัวได้ ล่าสุดเว็บไซต์เทคโนโลยี CNET ได้เผยคำแนะนำง่าย ๆ ว่า การวางโทรศัพท์คว่ำหน้าลงบนโต๊ะ อาจเป็นนิสัยที่ช่วยให้การใช้ชีวิตและการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลดสิ่งรบกวนจากการแจ้งเตือน

หนึ่งในปัญหาหลักของสมาร์ตโฟนคือการแจ้งเตือนที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นข้อความจากแอปแชต โซเชียลมีเดีย หรืออีเมล เมื่อวางมือถือหงายหน้าบนโต๊ะ ทุกครั้งที่มีการแจ้งเตือน หน้าจอก็มักจะสว่างขึ้นทันที ซึ่งอาจดึงความสนใจจากงานที่กำลังทำอยู่

การวางมือถือคว่ำหน้าลงจะช่วยลดการมองเห็นการแจ้งเตือน ทำให้ผู้ใช้ไม่เผลอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูบ่อย ๆ ส่งผลให้มีสมาธิกับงานหรือการประชุมมากขึ้น

เพิ่มความเป็นส่วนตัว

อีกเหตุผลหนึ่งที่หลายคนเลือกวางมือถือคว่ำ คือเรื่องของความเป็นส่วนตัว เพราะการแจ้งเตือนบางอย่างอาจมีข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อความส่วนตัว รหัส OTP หรืออีเมลจากงาน

หากวางมือถือหงายหน้าบนโต๊ะ คนรอบข้างอาจมองเห็นข้อความเหล่านั้นได้โดยไม่ตั้งใจ การคว่ำโทรศัพท์จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยป้องกันข้อมูลส่วนตัวจากสายตาคนอื่น

ช่วยลดการเปิดหน้าจอโดยไม่จำเป็น

สมาร์ตโฟนบางรุ่นถูกออกแบบให้ตรวจจับการวางคว่ำ เช่น ฟีเจอร์ Face Down Detection บน iPhone ซึ่งจะช่วยลดการเปิดหน้าจอเมื่อมีการแจ้งเตือนเข้ามา นอกจากช่วยลดสิ่งรบกวนแล้ว ยังอาจช่วยประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ได้เล็กน้อยอีกด้วย

ส่งผลต่อคุณภาพการสนทนา

นักวิจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภคยังพบว่า การวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ—even ถ้าไม่ได้ใช้งาน—สามารถทำให้การสนทนาดูมีความสำคัญน้อยลง เพราะผู้ร่วมสนทนาอาจรู้สึกว่าคุณพร้อมจะหยิบมือถือขึ้นมาใช้ตลอดเวลา

การวางมือถือคว่ำจึงเป็นสัญญาณเล็ก ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าคุณกำลังให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการประชุม การพบลูกค้า หรือการพูดคุยกับเพื่อน

ข้อควรระวังเล็กน้อย

แม้ว่าการคว่ำมือถือจะมีข้อดีหลายอย่าง แต่ก็มีสิ่งที่ควรระวังเช่นกัน เช่น การวางบนพื้นผิวที่มีฝุ่นหรือเศษทราย ซึ่งอาจทำให้หน้าจอเกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย ผู้ใช้จึงควรใช้ฟิล์มกันรอยหรือเลือกวางบนพื้นผิวที่สะอาด

สรุป

การวางมือถือคว่ำหน้าลงบนโต๊ะอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับช่วยได้หลายด้าน ตั้งแต่การลดสิ่งรบกวน เพิ่มความเป็นส่วนตัว ไปจนถึงช่วยให้ผู้ใช้มีสมาธิและให้ความสำคัญกับการสนทนามากขึ้น

บางครั้ง การเปลี่ยนนิสัยเล็ก ๆ ในการใช้เทคโนโลยี ก็อาจช่วยให้เราควบคุมเทคโนโลยีได้ดีขึ้น แทนที่จะปล่อยให้เทคโนโลยีควบคุมเรา 📱✨

ที่มา https://www.cnet.com/tech/mobile/keep-phone-face-down-on-table/

FAA เปิดทางทดสอบ Air Taxi ในโลกจริง ดันสตาร์ทอัพแท็กซี่บินได้เข้าใกล้การใช้งานจริง

องค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐฯ (FAA) ประกาศเปิดโครงการใหม่ที่อนุญาตให้บริษัทพัฒนา Air Taxi หรือแท็กซี่บินได้แบบ eVTOL สามารถเริ่มทดสอบการใช้งานในสภาพแวดล้อมจริงได้มากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเร่งให้เทคโนโลยีการเดินทางทางอากาศในเมืองเข้าใกล้การใช้งานเชิงพาณิชย์

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางของ FAA ที่ต้องการผลักดัน Advanced Air Mobility (AAM) ซึ่งเป็นระบบการเดินทางทางอากาศรูปแบบใหม่ที่ใช้เครื่องบินไฟฟ้าขึ้นลงแนวดิ่ง หรือ eVTOL เพื่อให้การเดินทางระยะสั้นในเมืองรวดเร็วและลดปัญหาการจราจร

เปิดสนามทดสอบจริงสำหรับ Air Taxi

ก่อนหน้านี้ บริษัทผู้พัฒนา Air Taxi ต้องทดสอบระบบส่วนใหญ่ในสภาพแวดล้อมจำกัด แต่ภายใต้โครงการใหม่ของ FAA บริษัทสามารถทดลองระบบในสถานการณ์จริงมากขึ้น เช่น

การบินในพื้นที่เมือง

การประสานงานกับระบบจราจรทางอากาศ

การทดสอบขั้นตอนรับส่งผู้โดยสาร

การจำลองสถานการณ์ฉุกเฉิน

ข้อมูลจากการทดลองเหล่านี้จะช่วยให้ FAA สามารถกำหนด มาตรฐานความปลอดภัยและกฎระเบียบ สำหรับการให้บริการ Air Taxi ในอนาคต

หลายบริษัทเตรียมเข้าร่วม

ปัจจุบันมีสตาร์ทอัพและบริษัทการบินหลายรายกำลังพัฒนา Air Taxi เช่น

Joby Aviation

Archer Aviation

Beta Technologies

Wisk Aero

บริษัทเหล่านี้กำลังแข่งขันกันพัฒนาเครื่องบินไฟฟ้าที่สามารถบินขึ้นลงแนวดิ่งได้ และมีเป้าหมายให้บริการแท็กซี่ทางอากาศในเมืองใหญ่

ก้าวสำคัญสู่การเปิดบริการจริง

FAA คาดว่าโครงการทดสอบนี้จะช่วยเร่งกระบวนการรับรองความปลอดภัยของ Air Taxi และทำให้บริการเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น

หลายบริษัทตั้งเป้าว่าจะเริ่มให้บริการ แท็กซี่บินได้ภายในช่วงปลายทศวรรษนี้ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีปัญหาการจราจร เช่น ลอสแอนเจลิส นิวยอร์ก หรือดูไบ

หากเทคโนโลยีนี้ประสบความสำเร็จ การเดินทางระยะ 30–60 นาทีบนถนน อาจลดเหลือเพียง 10–15 นาทีทางอากาศ

อนาคตของการเดินทางในเมือง

Air Taxi ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่จะเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางในอนาคต โดยผสานเข้ากับระบบขนส่งเดิม เช่น รถไฟฟ้า สนามบิน และระบบขนส่งสาธารณะ

แม้ยังมีความท้าทายด้านความปลอดภัย กฎหมาย และโครงสร้างพื้นฐาน แต่การเปิดทดสอบในโลกจริงของ FAA ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้ แท็กซี่บินได้ใกล้ความจริงมากขึ้น

ที่มา https://www.engadget.com/transportation/faa-opens-up-real-world-testing-for-air-taxi-startups-112219316.html

Coursera เผยผู้หญิงไทยลงทะเบียนเรียนคอร์ส GenAI เพิ่มจาก 37% เป็น 49%

Coursera, Inc. (NYSE: COUR) แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ระดับโลก เปิดเผยรายงานล่าสุด “One Year Later: The Gender Gap in GenAI” ซึ่งมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาช่องว่างทางเพศในทักษะ Generative AI (GenAI) พบว่า ผู้เรียนหญิงในประเทศไทยมีอัตราการเรียนจบหลักสูตร GenAI สูงกว่าผู้ชายอยู่ที่ 2.5% แม้ว่าผู้หญิงยังคงมีสัดส่วนผู้เรียนในสาขานี้น้อยกว่าโดยรวม ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของผู้เรียนหญิง เมื่อสามารถเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม

รายงานยังพบว่า ในปี 2025 ผู้หญิงคิดเป็น 33% ของผู้ลงทะเบียนเรียนหลักสูตร GenAI ทั้งหมดในประเทศไทย เพิ่มขึ้นจาก 32% ในปี 2024 หรือเพิ่มขึ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน สัดส่วนของผู้เรียนหญิงบนแพลตฟอร์มที่เลือกลงทะเบียนเรียนหลักสูตร GenAI ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 37% ในปี 2024 เป็น 49% ในปี 2025 แม้ว่าช่องว่างทางเพศยังคงมีอยู่ แต่อัตราการเรียนจบที่สูงขึ้นและการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นชี้ให้เห็นว่า อุปสรรคสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ความสามารถหรือแรงจูงใจ แต่อยู่ที่โอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการลดข้อจำกัดและขยายโอกาสในการเรียนรู้ทักษะด้าน AI

ประเทศไทยยังครองอันดับหนึ่งของโลก ด้านความเท่าเทียมทางการศึกษา จากรายงาน Global Gender Gap Report 2025 ของ World Economic Forum และยังมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในระดับอาเซียนด้านการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้หญิง เมื่อเทคโนโลยีใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและรูปแบบการทำงาน การขยายโอกาสในการเข้าถึงทักษะเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้หญิงสามารถก้าวทันและมีบทบาทอย่างเต็มที่ในเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตของประเทศไทย

A screenshot of a graph

AI-generated content may be incorrect.

การออกแบบหลักสูตรช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วม

หลักสูตร GenAI ระดับเริ่มต้นที่เน้นการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง มักได้รับความสนใจจากผู้เรียนหญิงมากขึ้นทั่วโลก ตัวอย่างเช่น หลักสูตร Use AI Responsibly ของ Google ซึ่งมีสัดส่วนผู้เรียนหญิงในประเทศไทยสูงถึง 67.5%

บนแพลตฟอร์ม Coursera หลักสูตร GenAI ที่เน้นการใช้งานจริง เช่น การศึกษา เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการนำ AI ไปใช้ในที่ทำงาน พบว่าสัดส่วนผู้เรียนหญิงในบางหลักสูตรเริ่มเข้าใกล้ความเท่าเทียม หลักสูตรเหล่านี้นำเสนอ GenAI ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาในการทำงาน มากกว่าการเน้นทฤษฎีทางเทคนิคที่ซับซ้อน โดยมักเชื่อมโยงการใช้ AI เข้ากับเป้าหมายที่ผู้เรียนให้ความสำคัญ เช่น การพัฒนาการสอน การเขียน หรือการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งข้อมูลชี้ให้เห็นว่า เมื่อทักษะ AI ถูกนำเสนอในรูปแบบที่ใช้งานได้จริง เข้าถึงได้ง่าย และเชื่อมโยงกับการเติบโตในอาชีพ การมีส่วนร่วมของผู้เรียนก็จะเพิ่มขึ้น

“อนาคตของ AI จะถูกกำหนดโดยความหลากหลายของผู้ที่สร้างและใช้งานเทคโนโลยีนี้” ดร.อเล็กซานดรา เออร์เบิน (Dr. Alexandra Urban) หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การเรียนรู้ของ Coursera กล่าว “ข้อมูลของเราแสดงให้เห็นว่า เมื่อผู้หญิงในประเทศไทยสามารถเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ทักษะ GenAI พวกเธอแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพยายามอย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากประเทศไทยมีผู้หญิงที่มีศักยภาพจำนวนมาก การขยายโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาด้าน GenAI จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพบุคลากรของประเทศอย่างเต็มที่”

นัยสำคัญต่อกำลังคนดิจิทัลของประเทศไทย

ในขณะที่ประเทศไทยเดินหน้าผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและ AI การขยายโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและทักษะด้าน AI อย่างเท่าเทียม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างกำลังคนที่มีความหลากหลายและพร้อมสำหรับอนาคต รายงานได้เสนอแนวทางเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม ได้แก่

ออกแบบหลักสูตรระดับเริ่มต้นที่เน้นการประยุกต์ใช้งานจริง
ส่งเสริมความหลากหลายของผู้สอนและแนวทางการสอนที่ครอบคลุมผู้เรียนทุกกลุ่ม
ขยายการเข้าถึงผ่านการปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น และความร่วมมือกับพันธมิตร
ผสานทักษะ GenAI เข้ากับทักษะด้านมนุษย์ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)
หนึ่งปีหลังจาก Coursera เปิดตัวแนวทาง “Closing the Gender Gap in GenAI Skills” (การลดช่องว่างทางเพศในทักษะ GenAI) ข้อมูลล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่น่าจับตามอง แต่ก็ยังมีโอกาสสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนแปลง สัดส่วนการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับอัตราการเรียนจบที่สูงกว่า สะท้อนถึงแนวโน้มเชิงบวกที่กำลังเกิดขึ้น ในขณะที่ AI ยังคงเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและเส้นทางอาชีพอย่างต่อเนื่อง การขยายโอกาสในการเรียนรู้ AI จะเป็นกุญแจสำคัญเพื่อให้ผู้หญิงไม่เพียงเป็นผู้มีส่วนร่วมในยุค AI แต่ยังสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำที่ร่วมกำหนดอนาคตของเทคโนโลยีนี้ด้วย

ที่มา

vivo เผยโฉมเรือธง X300 Ultra ในอีเวนต์ระดับโลก MWC 2026 ชูจุดเด่นเลนส์ซูม 400 มม. พร้อมรุกตลาดสมาร์ตโฟนพรีเมียมทั่วโลกปีนี้

vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก เผยโฉมสมาร์ตโฟนเรือธงด้านการถ่ายภาพรุ่นใหม่ล่าสุด X300 Ultra เป็นครั้งแรกภายในงาน Mobile World Congress 2026 (MWC 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 5 มีนาคม 2569 ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยนำดีไซน์ตัวเครื่องมาจัดแสดงพร้อมชุดอุปกรณ์เสริมระดับโปรอย่างเลนส์ซูมระยะไกล 400mm Equivalent vivo ZEISS Telephoto Extender Gen 2 Ultra

ภายในงาน ทาง vivo ยังยืนยันเป็นครั้งแรกว่า X300 Ultra จะเปิดตัวในตลาดทั่วโลกภายในปีนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการตอกย้ำความเป็นผู้นำในกลุ่มสมาร์ตโฟนเพื่อการถ่ายภาพระดับมืออาชีพและตลาดสมาร์ตโฟนพรีเมียม

ยกระดับการซูมระยะไกลสู่มาตรฐานใหม่ด้วยเลนส์ 400mm Equivalent vivo ZEISS Telephoto Extender Gen 2 Ultra

ชุดเลนส์ vivo ZEISS Telephoto Extender Gen 2 Ultra ถือเป็นเลนส์เทเลโฟโต้เสริมระยะ 400 มม. รุ่นแรกของโลกสำหรับสมาร์ตโฟน มอบประสิทธิภาพการถ่ายภาพคุณภาพสูงระดับมืออาชีพ ตอบโจทย์เทรนด์การถ่ายภาพบนมือถือที่มุ่งสู่คุณภาพระดับโปรมากขึ้น โดยเลนส์เสริมรุ่นนี้ช่วยเพิ่มศักยภาพระยะซูมเทียบเท่า 400 มม. ไม่ใช่แค่เพียงระยะการซูมที่ไกลขึ้นเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความก้าวหน้าเชิงระบบในหลายด้าน ทั้งกำลังขยาย ประสิทธิภาพของชิ้นเลนส์ ระบบกันสั่น และการออกแบบโครงสร้างภายในอีกด้วย

ชุดเลนส์ของ X300 Ultra นี้ พัฒนาร่วมกับ ZEISS ผ่านมาตรฐานเลนส์แบบ APO เทคโนโลยีที่ช่วยลดอาการสีเพี้ยนบริเวณขอบภาพ ทำให้ภาพคมชัด ใสเคลียร์ และสีแม่นยำมากขึ้น รวมถึงให้ความละเอียดสูงสุด 200 ล้านพิกเซล รองรับการซูมต่อเนื่องได้ถึงระยะเทียบเท่า 1,600 มม. โดยยังคงรายละเอียดของภาพได้ดี นอกจากนี้ยังมีระบบกันสั่น และระบบโฟกัสติดตามวัตถุ ช่วยให้การถ่ายภาพและวิดีโอระยะไกลมีความนิ่งมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาถือถ่ายด้วยมือเปล่า

A camera on a tripod

AI-generated content may be incorrect.

Pro-grade Camera Cage เสริมศักยภาพการถ่ายวิดีโออย่างมืออาชีพ

ภายในงานเดียวกัน vivo ยังเปิดตัว Pro-grade Camera Cage เคสโครงเสริม (Camera Cage) สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานสำหรับถ่ายวิดีโอโดยเฉพาะ โดยตัวเคสสามารถขยายและรองรับการติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น ไมโครโฟนหรือไฟเสริมได้อย่างง่ายดาย พร้อมด้ามจับคู่ที่ช่วยให้ถือถ่ายวิดีโอได้มั่นคงมากขึ้น แม้ในสถานการณ์ที่ต้องเคลื่อนไหวหรือใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ยังมีปุ่มชัตเตอร์และปุ่มซูมแบบกดจริง ช่วยให้การควบคุมการถ่ายทำได้ง่ายขึ้น และพัดลมระบายความร้อนในตัว ช่วยให้บันทึกวิดีโอความละเอียดสูงต่อเนื่องได้อย่างเสถียร อีกทั้งยังมีโครงเสริมสำหรับติดตั้งเลนส์ (External Lens Expansion Frame) รองรับการใช้งานร่วมกับ Telephoto Extender ของ X300 Ultra ได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ชุดอุปกรณ์ทั้งหมดตอบโจทย์การใช้งานระดับมืออาชีพได้อย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น

การปรากฏตัวครั้งแรกของ X300 Ultra ภายในงาน MWC 2026 ครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ vivo ในการพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพและวิดีโอ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมสู่สายตาผู้ใช้งานทั่วโลก ขณะเดียวกัน vivo ยังเดินหน้ายกระดับนวัตกรรมด้านต่าง ๆ อีกมากมาย เพื่อผลักดันขีดความสามารถของเทคโนโลยีให้ก้าวไปอีกขั้น

ที่มา

vivo V70 เสกช็อตพอร์ตเทรตสวยระดับลูกรักพระเจ้า วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคาเริ่มต้น 15,999 บาท

vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก ประกาศส่งสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง vivo V70 สู่มือผู้ใช้งานชาวไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมยกระดับทุกช็อตพอร์ตเทรตให้สวยสะดุดตาอย่างเป็นธรรมชาติ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘เสกช็อตลูกรักพระเจ้า’ เน้นเจาะกลุ่มผู้รักการถ่ายภาพระดับโปรด้วยระบบกล้องอันชาญฉลาดที่พัฒนาร่วมกับ ZEISS นำเสนอบนดีไซน์อัปเกรดใหม่ มอบสัมผัสพรีเมียมยิ่งขึ้นแต่ยังคงความทนทานและคล่องตัว เพิ่มสีสันให้กับการใช้งานในชีวิตประจำวันด้วยการคอลแลบกับคาแรกเตอร์ ZSIGA จาก POP MART เพื่อผสานกระแสป๊อปคัลเจอร์เข้ากับนวัตกรรมอย่างลงตัว เปิดให้เป็นเจ้าของได้แล้วตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ในราคาเริ่มต้น 15,999 บาท

ที่สุดแห่งนวัตกรรมพอร์ตเทรต เสกช็อตสวยสะกดระดับลูกรักพระเจ้า

A person on stage with a large screen

AI-generated content may be incorrect.

vivo ตอกย้ำความเป็นที่หนึ่งด้านการถ่ายภาพพอร์ตเทรตด้วยนวัตกรรมกล้อง ZEISS Super Telephoto ความละเอียด 50MP ผสานเซนเซอร์ Sony IMX882 พร้อมระบบกันสั่น OIS ให้ผู้ใช้งานสามารถเก็บทุกรายละเอียดได้อย่างคมชัดเป็นธรรมชาติในทุกระยะ ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลก็พร้อมเนรมิตช็อตพอร์ตเทรตที่สวยงามระดับลูกรักพระเจ้าได้ดั่งใจนึก เสริมทัพด้วยกล้องหลัก 50MP เซนเซอร์ Sony IMX766 ขนาด 1/1.56 นิ้ว พร้อมระบบกันสั่น OIS ที่ช่วยให้ภาพสวยสมบูรณ์แบบในทุกสภาพแสง เลือกซูมระยะยอดฮิตได้ถึง 5 ระยะ (สูงสุด 100 มม.) พร้อมดื่มด่ำไปกับโบเก้และโทนสีอันเป็นเอกลักษณ์สไตล์ ZEISS ที่มอบความพรีเมียมในทุกการกดชัตเตอร์ ยกระดับความมั่นใจให้ภาพกลุ่มด้วยกล้องหน้า ZEISS Group Selfie 50MP มุมมองกว้าง 92° ที่เก็บความคมชัดได้ครบทุกบุคคลในภาพ ผสานพลัง AI ที่ช่วยปรับรูปหน้าและงานผิวให้โดดเด่นราวกับจัดแสงในสตูดิโอมืออาชีพ

อัปเกรดดีไซน์สุดเทรนดี้ เสริมเสน่ห์สุดไอคอนิกกับ ZSIGA

vivo V70 ยกระดับงานดีไซน์ให้พรีเมียมยิ่งขึ้นเพื่อตอบโจทย์เทรนด์ผู้ใช้งานยุคปัจจุบันด้วยเทคนิคการผลิตฝาหลังแบบใหม่ มอบผิวสัมผัสแบบแมตต์ที่ทั้งปราณีตและเรียบหรู จับถือเรียบเนียนสบายมือด้วยโมดูลกล้องที่นูนต่ำเพียง 3.29 มม. ดีไซน์แบบ Dynamic Floating ที่ดูราวกับลอยตัวบนฝาหลัง และกรอบกล้องที่สะท้อนแสงเมทัลลิกจากเทคนิคการตัดและขัดพิเศษ นำเสนอบน 3 ตัวเลือกสีสันใหม่ ได้แก่ สีไฮไลต์อย่าง สีทอง Golden Hour ที่ได้แรงบันดาลใจจากแสงยามเย็นบนท้องฟ้า สีเทา Alpine Gray ที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและทันสมัย รวมถึง สีดำ Authentic Black เรียบเท่เหนือกาลเวลา

นอกจากความสวยงามของตัวเครื่องแล้ว vivo ยังเอาใจสายอาร์ตด้วยการคอลแลบกับผู้นำป๊อปคัลเจอร์อย่าง POP MART อีกครั้ง โดยหยิบเอาคาแรกเตอร์ ZSIGA สุดซุกซนมาเติมเต็มสีสันและคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นให้กับการใช้งานสมาร์ตโฟนในชีวิตประจำวัน ครั้งนี้เปิดตัวพร้อมคอลเลกชันใหม่ล่าสุด ‘Under the Sun’ ซึ่งถูกออกแบบมาให้แมตช์กับคอนเซปต์สี Golden Hour โดยเฉพาะ สะท้อนถึงความเข้าใจในผู้ใช้งานที่เน้นศิลปะและไลฟ์สไตล์ไปควบคู่กับเทคโนโลยีทันสมัยอย่างแท้จริง

สเปกจัดเต็มรอบด้าน เพื่อประสบการณ์สมาร์ตโฟนเหนือชั้น

A screenshot of a cell phone

AI-generated content may be incorrect.

แม้จะมีดีไซน์ที่บางเฉียบ แต่ vivo V70 แข็งแกร่งด้วยแบตเตอรี่ BlueVolt ความจุสูงถึง 6500mAh ผสานเทคโนโลยี 90W FlashCharge ที่ช่วยให้การชาร์จเป็นไปอย่างรวดเร็วทันใจ พร้อมการรับประกันสุขภาพแบตเตอรี่ที่ยาวนานถึง 4 ปี มอบความลื่นไหลในทุกสถานการณ์ด้วยชิปขุมพลัง Qualcomm Snapdragon® 7 Gen 4 ทำงานร่วมกับหน่วยความจำ LPDDR5X (เร็วขึ้น 75%) และพื้นที่เก็บข้อมูล UFS 4.1 ประสิทธิภาพสูง (เร็วขึ้น 400%) เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบระบายความร้อน Ultra Large VC Cooling System ขนาด 4200 ตร.มม. ซึ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน V Series ช่วยควบคุมอุณหภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้จะใช้งานหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน

เติมเต็มความสมบูรณ์แบบด้วยระบบปฏิบัติการ OriginOS 6 บนพื้นฐาน Android 16 ตั้งแต่แกะกล่อง มอบประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหลผ่านดีไซน์ที่ลงตัว พร้อมตอบโจทย์ทั้งการทำงานและการสื่อสารอย่างครบครัน ส่งมอบความบันเทิงเต็มอิ่มบนหน้าจอความละเอียด 1.5K Ultra Clear OLED ขนาด 6.59 นิ้ว อัตรารีเฟรช 120Hz และให้ความสว่างเฉพาะส่วนสูงสุดถึง 5000nits นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังผ่านการทดสอบความทนทานและป้องกันฝุ่นละอองและน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การันตีด้วยมาตรฐานระดับ IP68 & IP69 มอบความมั่นใจในทุกสภาวะการใช้งาน

รายละเอียดการวางจำหน่าย

A close up of a phone

AI-generated content may be incorrect.

vivo พร้อมเปิดรับสมัครเหล่าลูกรักพระเจ้ามาร่วมพิสูจน์พลังแห่งพอร์ตเทรตเหนือระดับและเสน่ห์ความน่ารักของ ZSIGA ไปกับสมาร์ตโฟน vivo V70 ได้แล้ววันนี้ที่ vivo Brand Shop ทุกสาขา ช่องทางออนไลน์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โดยมีให้เลือกใช้งานถึง 3 รุ่นความจุ ได้แก่ 8GB + 256GB ในราคา 15,999 บาท 12GB + 256GB ในราคา 18,499 บาท และ 12GB + 512GB ในราคา 20,999 บาท

พิเศษยิ่งขึ้นอีก! สำหรับผู้ที่สั่งซื้อ vivo V70 ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2569 รับของสมนาคุณพิเศษมูลค่ารวม 11,098 บาท ได้แก่

vivo Care มูลค่า 9,999 บาท รับประกันตัวเครื่อง 2 ปี ประกันหน้าจอแตก 1 ครั้งภายใน 2 ปี และประกันแบตเตอรี่ยาวนานถึง 4 ปี (เปลี่ยนแบตเตอรี่ฟรี 1 ครั้งกรณีสุขภาพแบตเตอรี่ต่ำกว่า 80%)
เคสโทรศัพท์ V70 Premium Gift มูลค่า 1,099 บาท
ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ vivo V70 และติดตามข่าวสารเทคโนโลยีอื่น ๆ จาก vivo ได้ที่เว็บไซต์ https://vivo.com/th/ และเฟซบุ๊ก vivo Thailand

#vivo #vivoV70 #เสกช็อตลูกรักพระเจ้า #vivoV70xLingOrm

ที่มา

“มติชนกรุ๊ป” จับมือ “ทาบูล่า” เป็นพันธมิตรเอ็กซ์คลูซีฟนำเทคโนโลยี AI ขับเคลื่อนวงการสื่อดิจิทัลไทยสู่ยุคใหม่

เครือมติชนเปิดตัวความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับทาบูล่าขับเคลื่อนการเติบโตยุคดิจิทัล ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำของทาบูล่าที่ครอบคลุมเครือข่ายสื่อระดับพรีเมียมทั่วทั้งประเทศไทย

Taboola (Nasdaq: TBLA) ทาบูล่า (Taboola) ผู้นำระดับโลกด้านแพลตฟอร์มการโฆษณาที่มุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ (Performance) ประกาศเดินหน้าผนึกกำลังครั้งสำคัญร่วมกับ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครืออย่าง บริษัท ข่าวสด จำกัด อย่างเป็นทางการ โดยการขยายความร่วมมือในครั้งนี้ตอกย้ำความแข็งแกร่งของทาบูล่าในฐานะพันธมิตรที่ครอบคลุมเครือข่ายสื่อระดับพรีเมียมทั่วประเทศไทย พร้อมเปิดโอกาสให้แบรนด์และนักโฆษณาสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบนโลกดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและกว้างขวางที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ มติชนกรุ๊ปจะนำโซลูชันและนวัตกรรมดิจิทัลที่ครบวงจรของทาบูล่า มาใช้ยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคสื่อในเครืออย่างเต็มรูปแบบ เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์การเติบโตบนโลกออนไลน์ และสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ครอบคลุมเว็บไซต์ข่าวชั้นนำในเครือ อาทิ ข่าวสด, มติชนออนไลน์, ประชาชาติธุรกิจ และ Khaosod English

ปัจจุบันมติชนกรุ๊ปเป็นเครือข่ายสื่อขนาดใหญ่ที่เข้าถึงผู้อ่านมากกว่า 50 ล้านรายต่อเดือน โดดเด่นด้วยการนำเสนอเนื้อหาที่ครอบคลุม ทั้งประเด็นการเมือง เศรษฐกิจ ไลฟ์สไตล์ รวมถึงเนื้อหาเฉพาะทางอย่างนวัตกรรมการเกษตรแบบยั่งยืน เทคโนโลยีระบบแนะนำเนื้อหาอัจฉริยะ (Personalization) ของทาบูล่าจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้พร้อมดึงดูดผู้อ่านให้อยู่กับแพลตฟอร์มนานขึ้น เพื่อต่อยอดมูลค่าการบริโภคสื่อในระยะยาว

โซลูชันสำคัญของทาบูล่าที่อยู่ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ อาทิ:

Taboola Feed: ยกระดับประสบการณ์การอ่านด้วยระบบแนะนำเนื้อหาที่คัดสรรมาเพื่อผู้อ่านแต่ละบุคคล (Personalized Content) ช่วยให้การค้นพบเรื่องราวใหม่ ๆ ในช่วงท้ายบทความลื่นไหลและตรงใจผู้อ่านมากยิ่งขึ้น
Taboola for Audience: การใช้เทคโนโลยี AI และระบบการแนะนำแบบ “For You” ในการคัดกรองเนื้อหาเฉพาะบุคคล ช่วยให้สื่อในเครือมติชนสามารถบริหารความผันผวนของยอดผู้เข้าชม และพัฒนาฐานผู้อ่านที่ยั่งยืนในระยะยาว
Taboola Newsroom: การสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ให้แก่กองบรรณาธิการ ผ่านเครื่องมือ “Topic Insights” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสร้าง วางแผน และส่งออกคอนเทนต์
ทางด้านมติชนกรุ๊ปได้ให้มุมมองความเชื่อมั่นต่อก้าวสำคัญในครั้งนี้ว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จับมือกับทาบูล่าในครั้งนี้ ทาบูล่าให้บริการแบบครบวงจร ทั้งด้านการโฆษณาแบบ Performance และเทคโนโลยีที่เสริมสร้างประสบการณ์ผู้อ่านด้วยการแนะนำข่าวเฉพาะบุคคล มากไปกว่านั้น ระบบการติดตามผลและวิเคราะห์ข้อมูลบนแพลตฟอร์ม Newsroom ช่วยให้ทีมบรรณาธิการของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่แม่นยำ และปรับใช้ AI ในการทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ”

“การเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องมีพันธมิตรที่เข้าใจตลาดไทยอย่างแท้จริง การได้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเทคโนโลยีระดับพรีเมียม ทำให้เรามั่นใจว่าคอนเทนต์คุณภาพของเครือมติชน ทั้งบทวิเคราะห์เจาะลึกจากประชาชาติธุรกิจ และข่าวสดที่เข้าถึงคนไทยทั่วประเทศ จะถูกยกระดับด้วยเทคโนโลยี AI ที่ทรงพลังที่สุด ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจ และส่งมอบคุณค่าสูงสุดให้กับผู้อ่านของเรา”

นายอดัม ซิงโกลด้า ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารทาบูล่า กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดิจิทัลของมติชนกรุ๊ป ผู้นำด้านสื่อสารมวลชนของไทย วันนี้องค์กรสื่อไม่ได้มองหาเพียงแพลตฟอร์มโฆษณา แต่ต้องการพันธมิตรด้านเทคโนโลยีที่ช่วยเจาะลึกพฤติกรรมผู้อ่านเพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทาบูล่าคือแพลตฟอร์มที่ได้รับความไว้วางใจจากสื่อแถวหน้าของประเทศ”

นอกจากนี้ เทคโนโลยีของทาบูล่าจะถูกนำไปใช้ครอบคลุมถึงสื่อเฉพาะกลุ่มในเครือมติชนอย่าง ‘เทคโนโลยีชาวบ้าน’ และ ‘เส้นทางเศรษฐี’ เพื่อยกระดับประสบการณ์การอ่านด้วยระบบแนะนำคอนเทนต์ที่แม่นยำ ตอบโจทย์ทุกความสนใจของผู้ใช้งานได้อย่างตรงจุด

ที่มา