National Steps Challenge กิจกรรมดีๆ ส่งเสริมสุขภาพประชาชนของสิงคโปร์

เห็นแล้วก็อิจฉาคุณภาพชีวิตดีๆ ของชาวสิงคโปร์ที่ได้รับและได้ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้นโยบายดีๆ ของรัฐบาลที่นับว่าเป็นประเทศที่เจริญแล้ว โดยกิจกรรมหนึ่งที่อยากเขียนถึงในครั้งนี้ก็คือ National Steps Challenge

HealthHub แอปบันทึกสุขภาพประชาชน

กิจกรรมนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่เสียทีเดียว เห็นว่าจัดกันครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว เป็นกิจกรรมส่งเสริมให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและการออกกำลังกาย โดยกิจกรรมการส่งเสริมแบ่งเป็นหลายส่วนด้วยกันเช่น การพัฒนาแอปพลิ

ฟีเจอร์ใหม่ YouTube Live เปิดให้คนดู “เปย์” คนไลฟ์ได้

เรื่องของการไลฟ์สดบน YouTube หรือ YouTube Live จริงๆ ก็มีมานานแล้วนะ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ปังสักเท่าไร ทว่า YouTube เองก็ยังไม่หยุดพัฒนา ล่าสุดได้เปิดฟีเจอร์ใหม่อีก 4 ฟีเจอร์เพื่อหวังให้ Creator หันมาใช้ไลฟ์กันมากขึ้น

ฟีเจอร์ที่ว่ามีอะไรบ้างไปดูกันเลย น่าจะถูกใจเหล่า Creator ไม่น้อยก็มาก โดยเฉพาะฟีเจอร์ที่จั่วหัวเอาไว้ในไตเติล

live automatic speech recognition-LASR หรือซับไตเติลแปลภาษาอัตโนมัติ โดยใช้เทคโนโลยี Automatic Speech Recognition (ASR) ซึ่ง YouTube มีความสามารถนี้อยู่แล้ว แต่จะรองรับภาษาใดบ้างต้องลองดูกันนะ ที่แน่ๆ มีภาษาอังกฤษแน่นอน ฟีเจอร์นี้น่าสนใจตรงที่ช่วยเพิ่มฐานผู้ชมให้กว้างขวางขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนประเทศเดียวกันเท่านั้น ฐานผู้ชมกว้างขึ้น รายได้ก็เพิ่มขึ้นด้วยสินะ

– Location Tag ก็คือการที่ผู้ไลฟ์สามารถระบุตำแหน่งของตนที่ทำการไลฟ์ได้ ขณะที่ฝ่ายผู้ชมก็สามารถค้นหาตำแหน่งของคนไลฟ์ได้นั่นเอง มีไว้ทำไม ก็มีไว้เผื่อว่าการไลฟ์บางอย่างต้องการทำกิจกรรมกับผู้ชมด้วยไง

–  Chat Replay เป็นการกลับมาดูไลฟ์ย้อนหลังพร้อมกับคอมเมนต์ต่างๆ ของผู้ชม เพื่อที่จะได้ตอบกลับได้ เพราะขณะไลฟ์อาจยังไม่ได้ตอบในทันที

– Super Chat ชอบที่สุดก็ฟีเจอร์นี้ Creator คนไหนที่มีแฟนคลับเยอะๆ คงถูกใจและน่าจะได้ผลตอบรับที่ดีกับฟีเจอร์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชม “เปย์” หรือจ่ายเงินสนับสนุนผู้ไลฟ์หรือ Creator ได้ โดยจะได้รับสถานะ Super Chat ซึ่งคอมเมนต์ที่ส่งเข้ามาในไลฟ์จะมีไฮท์ไลท์สีเขียงโดดเด่นกว่าใคร และเชื่อว่า Creator คงเต็มใจที่จะตอบอย่างยิ่ง

Cyber Security ที่พึงระวังในปี 2018

ขณะที่เทคโนโลยีพัฒนาก้าวไกลและเข้ามามีบทบาทกับวิถีชีวิตมากขึ้นทุกวัน ภัยร้ายทั้งหลายทางไซเบอร์ก็คืบคลานเข้าใกล้เราไปพร้อมๆ กันด้วย เรียกว่าในขณะที่ศึกษาการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่รายล้อมอยู่รอบๆ ตัว ก็ต้องศึกษาการป้องกันภัยทางไซเบอร์เอาไว้ด้วยเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

ล่าสุดเว็บไซต์ symantec ได้ทำบทความแสดงถึงข้อมูลการคาดการณ์ภัยทางไซเบอร์ที่พึงระวังในปี 2018 ออกมา พร้อมกันนั้นเว็บไซต์ของ สพธอ ก็ได้แปลและเผยแพร่เป็น

Machine Learning Crash Course by Google ใครสนใจเรียนได้ฟรี!

อย่างที่ทราบกันว่าต่อจากนี้ไปเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเราก็คือ Machine Learning หรือ AI (Artificial intelligence) ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง ทั้งการใช้ชีวิตของผู้คนและการดำเนินธุรกิจ

ในขณะที่การพัฒนา Machine Learning เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าบุคลากรที่จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องนั้นยังไม่มีการพัฒนาสักเท่าไร แต่ด้วยความที่เป็นบริษัทซึ่งเป้นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีและไอที ทำให้ Google มีการวางแผนพัฒนาบุคลากรของตนเอาไว้เรียบร้อยแล้วกับหลักสูตรที่มีชื่อว่า Machine Learning Crash Course by Google

แต่ด้วยความที่เป็นบริษัทหรือองค์กรซึ่งมีวิสัยทัศน์ ตอนนี้ Google ไม่เพียงเปิดให้พนักงานของตนได้เรียนรู้หลักสูตรนี้เท่านั้น แต่ยังเปิดให้ผู้สนใจทั่วไปสามารถศึกษาได้แบบฟรีๆ อีกด้วย โดยเข้าไปศึกษาได้ที่เว็บไซต์

https://developers.google.com/machine-learning/crash-course/

แม้ว่าจะเป็นการศึกษาด้วยตนเองผ่านทางออนไลน์ แต่หลักสูตรที่ถูกสร้างขึ้นมาก็ถูกวางเอาไว้อย่างเป็นระบบ โดยจะมีทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ในส่วนของทฤษฎีนั้นจะมี 3 พาร์ทด้วยกันคือ ML Concepts, ML Engineering และ ML Real World Examples มีทั้งหมด 25 บทเรียน และยังมีแบบทดสอบให้ฝึกฝนอีกด้วย

เป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังหาช่องทางศึกษาเรื่องของ Machine Learning หรือ AI รวมไปถึงคนที่คิดว่าอาจได้นำความรู้ทางด้านนี้ไปใช้ประโยชน์ในการทำงาน หรือแม้แต่นักศึกษาก็ตาม ถือว่าเป็นอีกช่องทางที่มีประโยชน์อย่างมากต่อการศึกษาเรียนรู้เพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาตนเอง

AR/VR หลบไป หลีกทางให้ MR-Mixed Reality หน่อย

ติดตามมาหลายปีสำหรับเทรนด์ของ AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) ไม่เพียงเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจ แต่ยังมีการพูดถึงว่าจะเป็นเทรนด์สำคัญของอนาคตในการนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ มากมาย

ถ้ามีการสรุปเทรนด์ของปีถัดไป AR กับ VR อยู่ในลิสต์ของเทรนด์ที่ต้องติดตามมาหลายปีเลยทีเดียว ถ้าใครนึกไม่ออกว่า AR กับ VR คืออะไร มาทบทวนกันหน่อย

สำหรับ AR ถ้ายกตัวอย่างถึงเกม Pokemom Go น่าจะร้อง อ๋อ และนึกออกได้ไม่ยากว่ามันคืออะไร มันคือภาพเสมือนที่ปราฏกอยู่บนสิ่งของและสภาพแวดล้อรอบตัวเรา โดยที่เราจะเห็นได้เมื่อเอาสมาร์ทโฟนไปส่อง ส่วน VR ก็พวกอุปกรณ์สวมหัวทั้งหลายที่มีตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักหมื่น เมื่อสวมแล้วเราก็จะสามารถเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ในโลกเสมือนได้

โดยความสามารถที่แท้จริงของเทคโนโลยีทั้ง 2 ตัวนี้นำไปประยุกต์ใช้อะไรได้อีกเยอะเลยไม่เฉพาะเรื่องของเกมและความบันเทิง เอาไปใช้ในเชิงของการตลาดก็ได้ การแพทย์ก็ได้ ฯลฯ ในระหว่างที่รอว่าวันหนึ่งเทคโนโลยี AR/VR จะแพร่หลาย กลับกลายเป็นว่า ตอนนี้ AR/VR ดูเหมือนว่าจะตกเทรนด์เสียแล้ว ทำไมไปอย่างนั้นไปได้

นั่นเป็นเพราะว่ามีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อว่า MR หรือ Mixed Reality ขึ้นมานั่นเอง โดยบริษัทยังก์ใหญ่ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น Google, Alibaba หรือ Microsoft ต่างก็หันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีนี้

แล้ว MR คืออะไร MR เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ต่อยอดของ AR และ VR นั่นเอง คือการนำเอาโลกจริงกับโลกเสมือนมาผนวกเข้าด้วยกัน อาจจะดูงงๆ สักหน่อย

เดี๋ยวจะลองอธิบายแบบง่ายๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นลองดูวีดีโอใน YouTube ประกอบจะได้เห็นภาพ

ยกตัวอย่างเช่น เราจะจัดบ้าน ยืนอยู่ในบ้าน เมื่อสวมแว่น MR เราสามารถที่จะเรียกเฟอร์นิเจอร์เสมือนขนาดเท่าของจริงมาทดลองวางในมุมต่างๆ ได้ หยิบ ยก และเคลื่อนย้ายได้เหมือนจริง จากที่เราสามารถดูการออกแบบบ้านได้ในโปรแกรม 3D บนคอมพิวเตอร์ แต่นี่จะชัดเจนยิ่งกว่า เพราะเราได้ยืนอยู่บนพื้นที่จริง

หรือถ้าเป็นแนวบันเทิงหรือเกม ก็อาจจะเป็นลักษณะที่เราไปยังสถานที่หนึ่งที่ใดที่เป็นสถานที่จริงๆ เลย แล้วสามารถทำภารกิจหรือมิชชั่นกับสถานที่แห่งนั้นได้ โดยอาจจะมีเรื่องของเอฟเฟ็กต์เข้ามาอยู่ในฉากในสถานที่นั้นๆ ด้วย ได้อรรถรสมากขึ้นไปอีก

เทคโนโลยีเปลี่ยนไปไวจริงๆ ดูสิยังไม่ทันได้สัมผัสกับ AR และ VR จริงๆ จังๆ เลย ก็มีของใหม่มาอีกแล้ว

3 วิธีที่จะช่วยรักษา Reach ของ Facebook Page

ช่วงปลายปี 2017 คงได้เห็นข่าวกันไปแล้วว่า Mark Zuckerberg จะมีการปรับการแสดงผลบนหน้า News Feed ของ Facebook ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการปรับที่มีความสำคัญครั้งหนึ่ง เนื่องจากไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มปุ่มหรือฟีเจอร์เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน

แต่ว่าเป็นการลดการแสดงโพสต์ของ Facebook Page ต่างๆ ให้น้อยลง พยายามจะแสดงโพสต์ของผู้ใช้งานให้มากขึ้น เพื่อให้หน้า News Feed กลับมาสู่การรับข่าวสารหรือแชร์เรื่องราวระหว่างเพื่อนมากขึ้น ไม่ใช่เปิด Facebook ขึ้นมา ก็เห็นแต่โฆษณาของเพจต่างๆ เต็มไปหมด

ในมุมของผู้ใช้งานถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้สังคมออนไลน์แห่งการติดต่อและแบ่งปันข้อมูลระหว่างเพื่อนกลับคืนมา คิดว่า Mark Zuckerberg ก็คงคิดถึงมุมนี้เหมือนกัน คงไม่ได้คิดแต่จะมองในมุมของธุรกิจอย่างเดียว เพราะหากเป็นเช่นนั้น ปล่อยไปนานๆ เข้า คนอาจจเบื่อและหันไปหาเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นก็เป็นได้

ผู้ใช้งานทั่วไปก็จะได้สังคมของกลุ่มเพื่อนคืนมา แต่ส่วนของผู้ที่ใช้งานในเชิงของการตลาดหรือ Facebook Page งานนี้ก็อาจจะต้องปรับตัวกันหน่อย คงต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆ มาใช้เพื่อให้โพสต์ของเพจยังคงถูกแสดงผลบน News Feed ได้เช่นเดิม เพราะไม่เช่นนั้น Reach และ Engagement คงจะต้องตกลงไปเรื่อยๆ

การปรับที่ว่านี้มีข้อมูลว่า Facebook เริ่มปรับตั้งแต่ต้นปี 2018 แล้ว แต่จะเห็นผลมากน้อยแค่ไหนนั้นอาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่เชื่อว่าอย่างเร็วในกลางปีนี้หรืออย่างช้าก็ช่วงปลายๆ ปีการแสดงผลบน News Feed น่าจะชัดเจนขึ้น

ได้เห็นถึงแนวทางการปรับการแสดงผลของ Facebook ในครั้งนี้ ผู้ดูแลเพจหลายคนอาจเกิดความกังวล เนื่องจาก Reach และ Engagement ถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ต้องบอกว่า Facebook ไม่ได้ตัดสิทธิ์ในการแสดงผลของโพสต์จากเพจใดๆ โดยสิ้นเชิง เพียงแต่พยายามจะคัดกรองและดลการแสดงผลของโพสต์ในลักษณะของ Engagement Bait ถ้าใครโพสต์ข้อมูลดีๆ ที่มีประโยชน์อยู่แล้ว ไม่ได้มุ่งแต่ยอด Like ยอด Share ก็ไม่ต้องกังวลไป พร้อมกันนั้นให้นึกถึงแนวทางในการโพสต์เพื่อรักษา Reach และ Engagement ดังนี้

  • นำเสนอคอนเทนต์ที่ดี ไม่ว่าจะช่องทางออนไลน์ใดๆ สุดท้ายคอนเทนต์ที่ดีและมีประโยชน์เท่านั้นที่แพลตฟอร์มต่างๆ ต้องการ แม้ว่าในความเป็นจริงจะสร้างความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้ไม่ดีนักก็ตาม
  • ให้แฟนเพจกด See First นอกจากกด Like เพจแล้ว อย่าลืมบอกให้แฟนเพจกด See First ด้วยเพื่อแสดงว่าชื่นชอบและต้องการเห็นโพสต์จากเพจ
  • มั่นทำ Facebook Live การไลฟ์ที่มีคนดูจำนวนมาก Facebook จะให้ความสำคัญในการแสดงผลบน News Feed ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรจะต้องเป็นการไลฟ์เกี่ยวกับเรื่องราวที่ดีด้วยเช่นกัน

 

 

เมื่อไรประเทศไทยจะพร้อมใช้รถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles)

เป็นคำถามที่อาจไม่ต้องการคำตอบ เพราะจะว่าไปแล้วก็พอที่จะคาดเดาได้ว่าไม่ใช่ในเร็วๆ นี้แน่นอน เพียงแต่ที่นำเสนอในเรื่องนี้เนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินประเทศที่พร้อมใช้รถยนต์ไร้คนขับมากที่สุด 10 อันดับของ KPMG Autonomous Vehicles Readiness Index 2018 (AVRI) ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า แล้วประเทศไทยล่ะ เมื่อไรจะพร้อมกับเขาบ้าง

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้อาจไม่ทราบว่าการพัฒนารถยนต์ที่ขับขี่ได้เองโดยอัตโนมัติ (Autonomous Vehicles หรือ Self-Driving Car) เช่นที่เห็นในภาพยนตร์นั้นมีการพัฒนาไปถึงไหนแล้ว นอกจาก Tesla Motors ที่เคยโด่งดังในเรื่องของรถยนต์ไร้คนขับเมื่อปีที่ผ่านๆ มา ก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่พัฒนาจนสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว เช่น บริษัทสตาร์ทอัพอย่าง nuTonomy, Uber หรือแม้แต่ Google เป็นต้น

nuTonomy และ Uber จะเป็นการพัฒนาเฉพาะซอฟต์แวร์แล้วนำไปใช้กับรถยนต์รุ่นต่างๆ โดยเริ่มแรก nuTonomy ได้นำไปทดลองใช้ใน Renault Zoe และ Mitsubishi i-MiEV และมีการทดลองให้บริการจริงในประเทศสิงคโปร์เมื่อปี 2016 พร้อมกับประกาศว่าจะเริ่มให้บริการ Driverless Taxi  อย่างเป็นทางการในปี 2018 (ปีนี้แล้วสินะ)

ส่วน Google ตอนแรกมีการพัฒนาทั้งซอฟแวร์และรถยนต์เป็นของตัวเองด้วยมีชื่อว่า Google Self-Driving Car นอกจากดีไซน์ของรถที่น่าใช้แล้ว ระบบควบคุมก็ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายมาก มีปุ่ม Start/Stop Button ในปุ่มเดียวกันใช้สั่งงานให้รถวิ่งหรือหยุด ต่อมามีการนำซอฟต์แวร์ไปใช้กับรถยนต์รุ่น Chrysler Pacifica ภายใต้การดูแลของ WAYMO โดยมีการทดสอบวิ่งบนถนนจริงรวมถึงให้ผู้ใช้รถได้ร่วมทดสอบด้วยในเส้นทางต่างๆ ตอนนี้มีการทดสอบไปแล้วรวมระยะทางกว่า 4 ล้านไมค์

ดังนั้นการพัฒนาที่เห็นในขณะนี้ไม่ใช่เพียงแค่งานวิจัยหรือการสร้างต้นแบบ แต่ไปถึงขั้นตอนของการทดสอบเพื่อใช้งานจริง ทำให้หลายๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องการลดมลพิษตลอดจนคำนึงถึงความปลอดภัยบนท้องถนน มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกับการใช้รถยนต์ไร้คนขับ โดยการสำรวจของ AVRI พบว่า 10 ประเทศที่มีความพร้อมในการใช้รถยนต์ไร้คนขับมากที่สุดคือ…

1. ประเทศเนเธอร์แลนด์

2. ประเทศสิงคโปร์

3. ประเทศสหรัฐอเมริกา

4. ประเทศสวีเดน

5. สหราชอาณาจักร

6. ประเทศเยอรมนี

7. ประเทศแคนนาดา

8. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

9. ประเทศนิวซีแลนด์

10. ประเทศเกาหลีใต้

ดัชนีที่ AVRI ใช้ประเมินศักยภาพของแต่ละประเทศมีทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ ด้านนโยบายและกฎหมาย ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านการยอมรับของผู้บริโภค ซึ่งในแต่ละด้านมีความเชื่อมโยงกับขีดความสารมารถของแต่ละประเทศในการนำรถยนต์ไร้คนขับมาใช้

ทั้งนี้ในแต่ละด้านจะประกอบด้วยตัวแปรที่หลากหลายซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพร้อมในการรองรับรถยนต์ไร้คนขับ ตั้งแต่ความพร้อมในการให้บริการของสถานีชาร์จรถไฟฟ้า การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ ความสนใจในการใช้เทคโนโลยีของประชากร ไปถึงสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ

เมื่อดูดัชนีการประเมินความพร้อมทั้ง 4 ด้านแล้ว ก็พอที่จะตอบคำถามในหัวข้อของบทความนี้ได้ชัดเจนขึ้น แต่ก็คาดหวังว่าจะรอไม่นานเกินไปที่จะได้ใช้รถยนต์ไร้คนขับเหมือนกับประเทศอื่นบ้าง

วิธีเช็ก Theme WordPress จากเว็บที่สนใจ

[vc_row][vc_column][vc_column_text]ใครที่กำลังทำเว็บไซต์ด้วย WordPress แล้วกำลังนั่งหาธีมสวยๆ ที่โดนใจ วันนี้มีวิธีเช็กธีมจากเว็บไซต์อื่นมาแนะนำกัน ถ้าเกิดไปเจอเว็บไหนมีธีมที่รู้สึกชอบขึ้นมาจะได้ไปหาซื้อหรือดาวน์โหลดธีมมาใช้กับเว็บตัวเองบ้าง

วิธีการไม่ยุ่งยากอะไร มีเพียง 2 ขั้นตอนเท่านั้น

1. เข้าไปที่เว็บ wpthemedetector.com

2. ก็อปปี้ URL ของเว็บไซต์ที่ต้องการเช็กว่าใช้ธีมอะไร ไปวางในช่อง Site to check: แล้วคลิกปุ่มวีเขียว

รอแป๊บเดียวเว็บ wpthemedetector ก็จะแจ้งผลให้ทราบว่าธีมชื่ออะไรพร้อมลิ้งสำหรับเข้าไปดาวน์โหลดได้ทันที[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_gallery interval=”3″ images=”352″ img_size=”full”][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_gallery interval=”3″ images=”353″ img_size=”full”][/vc_column][/vc_row]

taxi postsum คำนวณค่าแท็กซี่ก่อนใช้บริการ

ถ้าเป็นการขึ้นแท็กซี่ในเส้นทางประจำที่ขึ้นเป็นปกติ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ตัดสินใจที่จะขึ้นหรือไม่ขึ้นได้ไม่ยาก เหตุผลที่จะเลือกขึ้นหรือไม่ขึ้นคงมีเพียงจะเอาความสะดวกหรือไม่

แต่ในกรณีเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย และโดยเฉพาะมีระยะทางที่ค่อนข้างไกล บางทีก็สองจิตสองใจว่าจะยอมเสียเวลานั่งรถไฟฟ้าต่อรถเมล์ดีกว่าไหม จะขึ้นแท็กซี่เลยก็กลัวว่าค่าใช้จ่ายจะบานปลาย อาจจะต้องจ่าย 4-5 ร้อยบาทหรือเกินกว่านั้น

เอาเป็นว่าใครที่อยากรู้ว่าจะต้องจ่ายค่าแท็กซี่ประมาณเท่าไรในเส้นทางที่จะไป สามารถตรวจสอบก่อนได้ที่เว็บนี้เลย taxi.postsum.com

การใช้งานไม่ยุ่งยาก ถ้าพอจะรู้ระยะทางคร่าวๆ อยู่แล้วว่าประมาณกี่กิโลเมตรก็ยิ่งง่าย กรอกตัวเลขระยะทางได้เลย แล้วก็ประเมินเวลาการเดินทางคร่าวๆ ลองคำนวณดูว่าช่วงเวลาที่จะไปรถติดไหม น่าใช้เวลาสักเท่าไร จากนั้นก็คลิกปุ่ม “คำนวณราคา” ก็จะได้ค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ออกมาแล้ว

แต่ค่าใช้จ่ายที่ออกมา เฉาพะค่าแท็กซี่นะ ยังไม่รวมค่าทางด่วน

ถ้ายังไม่รู้ระยะทาง ก็สามารถคลิกกำหนดจุดหมายต้นทาง-ปลายทางในแผนที่ด้านบนได้เลย ตัวแผนที่จะใช้งานไม่ค่อยสะดวกเท่าไร แนะนำให้เช็กระยะทางใน Google Maps จะสะดวกกว่าแล้วเอาตัวเลขระยะทางมากรอกในระบบคำนวณราคา

จากที่ลองใช้เปรียบเทียบกับการคำนวณราคาด้วยตัวเอง ถือว่าตรงกัน ใกล้เคียงกันเลย ซึ่งในการคำนวณด้วยตัวเองก็สามารถตรวจสอบอัตราค่าโดยสารตามระยะทางได้เลยจาก Google

ค่ามิเตอร์เริ่มต้น 35 บาท จากนั้นคิดตามระยะทางคือ…


ระยะทางเกินกว่า 1 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 10 กิโลเมตรละ 5.50 บาท
ระยะทางเกินกว่า 10 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 20 กิโลเมตรละ 6.50 บาท
ระยะทางเกินกว่า 20 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 40 กิโลเมตรละ 7.50 บาท

ทำไมต้องมี Dolby Vision ในสมาร์ทโฟน

ปัจจุบัน เราใช้เวลากับสมาร์ทโฟนเพื่อความบันเทิงมากขึ้น การดูหนังเรื่องโปรดหรือซีรี่ส์สุดฮิตผ่านสมาร์ทโฟนดีๆ ที่ให้คุณภาพของภาพไม่แพ้ในโรงภาพยนตร์ถือเป็นประสบการณ์ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ให้อรรถรสมากขึ้นและด้วยเทคโนโลยี Dolby Vision ที่มีใน LG G6 สมาร์ทโฟนพรีเมียม ก็ยิ่งช่วยมอบ ความบันเทิงได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
คำถามคือ ‘Dolby Vision’ คืออะไร ทำไมจึงต้องมีอยู่ในสมาร์ทโฟน หากจะอธิบายง่ายๆ Dolby Vision ก็คือเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อคุณภาพที่ดีที่สุดสำหรับการดูหนังในปัจจุบันนี้ ช่วยให้ภาพสดใส ดูมีชีวิตชีวา ทำให้เราดูหนังอย่างมีอรรถรสมากขึ้น เพราะ Dolby Vision สามารถแสดงเฉดสีให้สมจริงแบบคนถ่ายเห็นอย่างไร เราก็จะเห็นอย่างนั้นและยังแสดงผลของภาพทั้งความเข้ม ลึก และสว่างมากกว่าปกติแก้ปัญหาการผิดเพี้ยนของภาพ ถ่ายทอดภาพให้เราได้เห็นตามต้นฉบับที่ผู้ถ่ายทำต้องการนำเสนอ


ในตอนนี้ผู้ผลิตหนังระดับ Major จาก Hollywood และวีดีโอสตรีมมิ่งเจ้าดังอย่าง Netflix เองก็หันมาเลือกใช้การถ่ายทำด้วยเทคโนโลยี Dolby Vision กันมากขึ้นทำให้เรามีตัวเลือกหนังให้รับชมมากมาย หากคุณมักรับชมหนังเรื่องโปรดผ่านสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเดินทาง ท่องเที่ยว หรือยามพักผ่อน การมีสมาร์ทโฟนที่รองรับ Dolby Vision ก็จะช่วยให้ช่วงเวลาความบันเทิงของคุณเพลิดเพลินได้อารมณ์มากยิ่งขึ้น

ล่าสุดเทคโนโลยี Dolby Vision ก็ได้ถูกนำเข้ามาสู่สมาร์ทโฟนเป็นครั้งแรกใน LG G6 สมาร์ทโฟนพรีเมียม ที่มาพร้อมหน้าจอ 5.7 นิ้ว ซึ่งแอลจี ประเทศไทยเพิ่งเปิดตัวคืนสังเวียนตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมียมในไทยไปเมื่อเร็วๆ นี้ และยังเป็นสมาร์ทโฟนพรีเมียมแบรนด์เดียวในขณะนี้ที่นำเสนอเทคโนโลยี Dolby Vision และ HDR 10 โดยสามารถใช้งานโหมด Dolby Vision ได้ถึง 4 โหมดคือ โหมด Bright นำเสนอวีดีโอคุณภาพดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่สว่างขึ้น, โหมด Vivid เพิ่มความสว่างและสีเพื่อภาพที่คมชัดขึ้น, โหมด Cinematic ให้ภาพที่ใกล้เคียงโรงภาพยนตร์มากที่สุดและโหมด Standard รักษาสมดุลระหว่างการประหยัดพลังงานและคุณภาพวีดีโอ
ข้อมูลจาก LG / LG G6