ALibaba G Plus หุ่นยนต์ส่งของรุ่นใหม่

Alibaba นำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาให้ติดตามอยู่เสมอ โดยแต่ละสิ่งที่พัฒนาขึ้นมาล้วนเป็นสิ่งที่มองดูแล้วล้วนปฏิวัติวิถีชีวิตของผู้คนจริงๆ เช่น หุ่นยนต์ส่งของที่ชื่อว่า G Plus ที่กำลังจะเขียนถึงนี้

ALibaba G Plus ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในการส่งสินค้าออนไลน์ให้กับลูกค้าในรัศมีที่ไม่ไกลนัก อย่างน้อยก็ในช่วงแรก ต่อไปคงไปได้ทั่วแน่ๆ ไหนจะมีโดรนอีกล่ะ ต่อไปไม่ว่าจะอยู่ใกล้ไกลก็ใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติส่งของได้หมด

G Plus เป็นหุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติที่ไม่ต้องใช้คนควบคุมเลย แค่สั่งการเท่านั้นมันก็สามารถเดินทางไปยังจุดหมายพร้อมทำหน้าที่ส่งของได้เสร็จสรรพ ภายในตัวของมันมี LIDAR หรือแผนที่แบบ 3 มิติที่ใช้งานการประมวลผลการเดินทาง สภาพเส้นทางและการจราจร หากต้องผ่านในเขตชุมชนที่มีคนพลุกพล่านมันจะใช้ความเร็วราวๆ 6.2 ไมล์ต่อชั่วโมงเท่านั้น แต่ถ้าทางโล่งก็จะเพิ่มความเร็วเป็น 9.3 ไมล์ต่อชั่วโมง

สำหรับสินค้าที่จัดส่งสามรถจัดส่งได้ทั้งของชิ้นเล็กและชิ้นใหญ่ จัดส่งสินค้าพร้อมกันได้หลายชิ้น รวมทั้งยังส่งอาหารได้ด้วย เมื่อไปถึงจุดหมายผู้รับจะกำหนดให้มันส่งสินค้าโดยวางไว้สินค้าไว้หน้าบ้านเลย หรือจะเดินมาใส่รหัส PIN เพื่อรับของก็ได้

ตอนนี้มีการทดลองใช้งานแล้วที่สำนักงานใหญ่ของอาลีบาบาในหางโจวซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของจีน คาดว่าในปีนี้จะมีการนำมาใช้งานจริงแล้ว รอดูกันว่าเจ้า G Plus Robosense จะทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหน

Cainiao Box กล่องรับพัสดุอัตโนมัติจาก Alibaba

Alibaba ยังคงสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในการดำเนินชีวิตของผู้คนอย่างต่อเนื่อง ถือว่าเป็นผู้นำเทคโนโลยีที่ทำให้เห็นภาพของการนำ AI มาอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันอย่างมาก

อุปกรณ์ล่าสุดที่มีการนำเสนอออกมามีชื่อว่า Cainiao Box เป็นกล่องรับของอัตโนมัติ หากดูวิดีโอพรีเซ้นต์จะเห็นว่ามันน่าใช้งานมากจริงๆ การใช้งานของเจ้ากล่องนี้ถือ นำมาติดไว้ที่หน้าบ้านหรือหน้าห้องพัก เหมือนๆ กับกล่องรับจดหมาย แต่การทำงานเหนือกว่ามาก เพราะเป็นกล่องแบบปิดมีระบบล็อกและปลดล็อกโดยการสแกนใบหน้าทั้งฝั่งผู้ส่งสินค้าและผู้รับหรือเจ้าของบ้าน

ภายในกล่องนอกจากรองรับสิ่งของทั่วไปแล้วยังรองรับการรับอาหารจาก Food Delivery ด้วย โดยภายในกล่องสามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ถือว่าเป็นกล่องรับพัสดุที่น่าจะตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ได้ไม่น้อย ไม่ต้องกัวลว่าหากมีของมาส่งในวันที่ไม่อยู่บ้านแล้วจะไม่ได้รับ หรือไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาหยิบของไปจากหน้าบ้าน หรือไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่

หลังจากที่ผู้รับของสแกนใบหน้าเพื่อเปิดกล่องและนำของไปไว้ในกล่องแล้ว ระบบจะส่ง SMS แจ้งให้ผู้รับทราบด้วย พร้อมกันนั้นผู้รับสามารถสั่งควบคุมกล่องผ่านสมาร์ทโฟนได้ด้วย เช่น การกำหนดอุณหภูมิภายในกล่องกรณีที่สั่งอาหารไว้แต่ตัวเองยังเดินทางมาไม่ถึงบ้านในทันที

ถือว่าเป็น Gadget ที่น่าสนใจไม่น้อย แต่ยังคงต่อรอกันไปก่อนเพราะตอนนี้ยังเป็นเพียงคอนเซ็ปต์เท่านั้น ยังไม่มีกำหนดการแน่นอนว่าจะเริ่มผลิตและขายเมื่อไร

มาแล้ว Apple Watch Series 3 รุ่น GPS + Cellular จาก AIS

สำหรับผู้ใช้เครือข่าย AIS ที่กำลังสนใจ Apple Watch Series 3 รุ่น GPS + Cellular ตอนนี้ทาง AIS มีให้เลือกแล้ว สนใจสามารถจัดมาใช้กันได้เลย ด้วยเงื่อนไขและสิทธิพิเศษทั้งเรื่องของค่าเปิดใช้บริการและค่าบริการรายเดือน

หลังจากที่ปล่อยให้ค่ายคู่แข่งอย่างทรูนำเอา Apple Watch 3 รุ่น Cellular มาทำตลาดไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้ AIS ก็มีให้ลูกค้าที่สนใจความคล่องตัวกับสมาร์ทวอชท์ในแบบที่สามารถติดต่อสื่อสารได้โดยไม่ต้องใช้สมาร์ทโฟนในการทำกิจกรรมต่างๆ มาให้เลือกแล้ว

Apple Watch 3 รุ่น Cellular ของ AIS มีให้เลือกครบทั้ง 3 รุ่นหลักคือ…

  • Apple Watch Series 3 (รุ่น GPS + Cellular) อะลูมิเนียม
  • Apple Watch Series 3 (รุ่น GPS + Cellular) สแตนเลสสตีล
  • Apple Watch Nike+ Series 3 (รุ่น GPS + Cellular)

รุ่นและราคาสามารถตรวจสอบได้ที่ช็อปเอไอเอสหรือทางเว็บไซต์ ซึ่งในขณะนี้จะมีโปรโมชั่นส่วนลดราคาค่าเครื่องอยู่รุ่นละ 1,000-2,000 บาท

นอกจากโปรโมชั่นส่วนลดค่าเครื่อง Apple Watch 3 รุ่น Cellular แล้ว ก็ยังจะได้รับสิทธิพิเศษในส่วนของค่าเปิดใช้บริการและค่าบริการรายเดือนด้วยตั้งแต่ 6, 12 และ 24 เดือนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและการใช้งาน

ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม

สำหรับใครที่ต้องการ Smart Watch ที่สามารถใช้งานได้แทนโทรศัพท์ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อทางโทรศัพท์ การเช็กอีเมล การเช็กข้อความ การใช้โซเชียลมีเดีย และอื่นๆ และที่สำคัญสามารถใช้ฟังก์ชันของสมาร์ทวอชท์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องการไม่ว่าจะเป็นการตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ การวัดระยะทาง การบันทึกข้อมูลการออกกำลังกาย ฯลฯ ตอนนี้ Apple Watch Series 3 รุ่น GPS + Cellular ก็มีให้เลือกแล้วทั้ง True และ AIS

NB-IoT โซลูชั่นที่ขับเคลื่อนอุปกรณ์และบริการ Internet of Things จาก AIS

ตอนนี้ AIS ไม่ได้เป็นเพียงโอเปอเรเตอร์ที่ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังมีโซลูชั่นที่ให้บริการทางด้าน IoT – Internet of things ด้วย

เนื่องจาก AIS มีโครงข่ายไร้สายกระจายอยู่ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ทำให้มีความได้เปรียบที่จะนำเอาเครือข่ายของตนมาพัฒนาต่อยอดเป็นโซลูชั่นใหม่เพื่อรองรับกับเทรนด์การใช้อุปกรณ์หรือบริการเกี่ยวกับ IoT ที่มีความต้องการมากขึ้นเป็นลำดับ

สำหรับโซลูชั่นที่ AIS ได้พัฒนาขึ้นมาก็คือ NB-IoT (Narrow Band – Internet of Things) ที่มีจุดเด่นอย่างที่กล่าวไปคือการมีโครงข่ายไร้สายครอบคลุมอยู่ท่ัวประเทศ เมื่อพูดถึงอุปกรณ์เกี่ยวกับ IoT ที่ผ่านมาหลายคนอาจนึกถึงอุปกรณ์อัจฉริยะซึ่งแน่นอนว่าต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ส่วนใหญ่ที่เข้าใจกันก็จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ตามบ้านเรือนซึ่งสามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้อย่างสะดวก

แต่สำหรับโซลูชั่น NB-IoT ของ AIS จะเข้ามารองรับอุปกรณ์หรือบริการทางด้าน IoT ในเชิงธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัวโดยมีจุดเด่นคือ…

1. สนับสนุนการใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ จึงช่วยทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ IoT อยู่ได้นานถึง 10 ปี

2. สามารถรองรับปริมาณอุปกรณ์ IoT ได้สูงสุดในระดับแสนตัวต่อสถานีฐาน

3. รัศมีครอบคลุมของเครือข่ายต่อสถานีฐาน กระจายได้มากกว่า 10 ก.ม. รวมถึงในตัวอาคารก็ยังรับสัญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. สามารถพัฒนาเครือข่ายให้เปิดบริการ IoT ได้อย่างรวดเร็ว เพราะออกแบบอุปกรณ์ให้ใช้ร่วมกับโครงข่าย 4G ในปัจจุบันได้

โซลูชั่นนี้มีการเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2017 แล้ว และตอนนี้มีการนำไปใช้งานจริงแล้วในหลายๆ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ลองไปดูกันหน่อยว่ามีที่ไหนบ้างที่นำเอาโซลูชั่นนี้ของ AIS ไปใช้แล้ว และใช้อย่างไรจะได้เห็นภาพมากขึ้น เมื่อได้เห็นตัวอย่างการใช้งานจะรู้สึกว่าเป็นโซลูชั่นที่น่าใช้ทีเดียว

ตัวอย่าง เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้พัฒนาระบบ Smart Trash Bin ขึ้นมาโดยเชื่อมต่อข้อมูลผ่านเครือข่าย NB-IoT เพื่อแก้ไขปัญหาขยะล้นถังภายในมหาวิทยาลัย เมื่อปริมาณขยะถึงระดับที่กำหนดระบบจะมีการแจ้งเตือนไปยังแผนกจัดเก็บ, ปตท. ใช้เครือข่าย NB-IoT ในการตรวจสอบบำรุงรักษาท่อก๊าซธรรมชาติ หรือในภาคเอกชนอย่าง โครตรอน กรุ๊ป ใช้ NB-IoT เชื่อมต่อเครื่องชั่งน้ำหนักหยอดเหรียญและเครื่องหยอดเหรียญต่างๆ เพื่อวัดปริมาณเหรียญในตัวเครื่อง เพื่อแจ้งการเข้าไปเก็บรวมรวมเหรียญได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

เมื่อมีการพัฒนาการเชื่อมต่อที่รองรับการใช้เทคโนโลยี IoT โดยตรงและสะดวกมากขึ้นแบบนี้ อุปกรณ์ ระบบ หรือบริการที่เป็นระบบ IoT คงมีการเติบโตและพัฒนาออกมาอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตของผู้คนมากขึ้น

และนอกจากเครือข่าย NB-IoT ทาง AIS ยังมี eMTC หรือ LTE-M1 อีกเครือข่ายหนึ่งด้วย รองรับการใช้งานทางด้าน IoT เช่นกัน แต่จะเหมาะกับอุปกรณ์หรือบริการ IoT ที่มีการเคลื่อนที่ตลอดเวลามากกว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดอย่างเช่น การใช้ในรถยนต์อัจฉริยะหรือรถยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น

ข้อมูลจาก : techtalkthai.com, community.ais.co.th

หน้าต่างอัจฉริยะ Feel The View เปิดโลกการมองเห็นให้แก่ผู้พิการทางสายตา

Ford นำเสนอหน้าต่างอัจฉริยะ เปิดโลกการมองเห็นให้แก่ผู้พิการทางสายตา ไม่ว่าจะเป็นเนินเขาเล็ก ๆ หรือภูเขาสูงใหญ่ วิวไหน ๆ ก็ทำให้การเดินทางเป็นที่น่าจดจำ แต่สำหรับผู้พิการทางสายตาแล้วพวกเขาต้องพลาดประสบการณ์เหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย  
Ford จึงได้คิดค้นเทคโนโลยีต้นแบบของหน้าต่างรถยนต์อัจฉริยะเพื่อที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับผู้พิการทางสายตาและผู้ที่มองเห็นได้บางส่วนให้สามารถมองเห็นภาพวิวทิวทัศน์ได้ผ่านการสัมผัส
 
Feel The View (ฟีล เดอะ วิว) จะจับภาพวิวและเปลี่ยนภาพนั้นให้เป็นรูปภาพสีเดียวที่มีความเข้มอ่อนของสีแตกต่างกันอย่างสูง จากนั้นจึงสร้างภาพดังกล่าวขึ้นบนกระจกโดยใช้ไฟ LED แบบพิเศษ
เมื่อสัมผัสกับรูปภาพบนกระจก สีเทาเฉดต่าง ๆ จะสั่นตัวด้วยความเข้มข้นถึง 255 ระดับ เมื่อผู้พิการทางสายตาได้สัมผัสก็จะสามารถจินตนาการภาพทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้าได้ Feel The View ได้รับการสร้างและพัฒนาโดย ฟอร์ด อิตาลี และ จีทีบี โรม่า โดยร่วมมือกับเอโด้ บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติอิตาลีที่มีความเชี่ยวชาญในอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับผู้พิการทางสายตา
 
เรามีความตั้งใจที่จะพัฒนาให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และนี่ก็เป็นโอกาสพิเศษที่จะช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาให้ได้รับประสบการณ์การขับขี่เช่นคนทั่วไป ถึงแม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่แนวคิดของมันกลับง่ายนิดเดียว ก็คือเปลี่ยนให้การเดินทางอันแสนน่าเบื่อเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำมาร์โค อาลู แซฟฟี่ ฟอร์ด อิตาลี กล่าว
หมายเหตุ : ขณะนี้เทคโนโลยีดังกล่าวยังคงเป็นต้นแบบ และยังไม่มีแผนการผลิตใด ๆ

Adobe Advertising Cloud เครื่องมือดีๆ ที่นักการตลาดมืออาชีพไม่ควรพลาด

นับวันการตลาดออนไลน์หรือ Digital Marketing จะมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคมากขึ้นทุกขณะ ดังนั้นสิ่งที่สินค้าและนักการตลาดจะต้องรับมือคือเท่าทันต่อความต้องการของผู้บริโภคพร้อมๆ กับเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสื่อโฆษณาด้วย

ดังนั้นนอกจากการเรียนรู้และติดตามความเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มที่ใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้เรียกว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ควบคู่กับช่องทางการโฆษณาประชาสัมพันธ์คือ การสร้างสื่อที่จะใช้ในการเผยแพร่ ด้วยเหตุนี้ทำให้ Adobe ซึ่งถือว่าเป็นผู้พัฒนาเครื่องมือทำงานทางด้านการสร้างสรรค์สื่อที่อยู่คู่วงการโฆษณาและการออกแบบมานาน ได้มีการปรับตัวด้วยเช่นกัน โดยล่าสุดในงาน Adobe Experience Forum Thailand 2018 ได้มีการพูดถึงหรือย้ำถึงเครื่องมือที่เรียกว่า Adobe Advertising Cloud อีกครั้ง

Adobe Advertising Cloud เป็นส่วนหนึ่งของ Adobe Experience Cloud ที่ครอบคลุมถึง Advertising Cloud Creative ของ Adobe ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์คือ ให้นักการตลาดสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้น เช่น หากมีไอเดียใดๆ ที่ต้องการพรีเซนต์หรือนำเสนอโปรเจ็กสามารถที่จะถ่ายทอดความคิดออกมาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว หรือในอีกด้านหนึ่งหากมีงานที่ต้องปรับแก้ก็สามารถทำได้เองหรือทำได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องกลับไปเริ่มกระบวนการในการทำพรีเซนต์หรือชิ้นงานตัวอย่างใหม่เสมอไป ซึ่งการทำงานลักษณะนี้ที่ผ่านมา การที่จะถ่ายทอดไอเดียออกมาเป็นรูปธรรมหรือมีการปรับแก้ต้นแบบจำเป็นที่จะต้องอาศัยนักออกแบบและต้องทำงานผ่านโปรแกรมกราฟิกที่ต้องใช้เวลา ซึ่งในยุคนี้อาจไม่ทันต่อการแข่งขัน

Adobe Creative Cloud ไม่เพียงใช้งานได้อัตโนมัติใน Advertising Cloud Creative ซึ่งทำให้นักการตลาดสามารถปรับแต่งหรือกำหนดกลุ่มเป้าหมายของงานโฆษณาดิสเพลย์ตามขนาดที่หลากหลายและเพิ่มความสะดวกในการเปลี่ยนแปลงชิ้นงานโฆษณาด้วยตนเอง ยังสามารถทำงานร่วมกับ Adobe Analytics Cloud เพื่อช่วยนักการตลาดวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึกได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการวัดผล การเชื่อมโยงโฆษณากับผลลัพธ์ทางธุรกิจ หรือความสามารถในการใช้ดัชนี Demand-Side Platform (DSP) เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับการตัดสินใจซื้อสื่อโฆษณา

จริงๆ เครื่องมือตัวนี้ Adobe Advertising Cloud ในงาน Adobe Experience Forum Thailand 2017ก็ได้ถูกพูดถึงมาแล้ว แต่จากการตอบรับที่ดีและปัจจุบันมีลูกค้าแล้วกว่า 1,000 รายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่ๆ อย่าง Allstate, Ford, Johnson & Johnson, Kraft, Liberty Mutual, L’Oréal, MGM, Nickelodeon และ Southwest Airlines ต่างก็ใช้เครื่องมือตัวนี้ โดยมีมูลค่าการจัดการค่าใช้จ่ายโฆษณาราว 3.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่ในปี 2018 นี้จะมีการย้ำถึง Adobe Advertising Cloud อีกครั้ง

มีอะไรย่าสนใจบ้างในงาน Google I/O 2018

เป็นงานอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ๆ อีกงานหนึ่งที่ต้องติดตามกันทุกปีกับงาน Google I/O 2018 โดยในปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 8 พฤษภาคม ครั้งนี้มีอะไรน่าสนใจบ้างมาอัปเดตกันหน่อย

Android P : เป็นฟีเจอร์การควบคุมสมาร์ทโฟน Android ที่ออกแบบมาให้ใช้ Gesture หรือการควบคุมด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายซึ่งในทีนี้คือลากนิ้วในรูปแบบต่างๆ แทนการใช้ปุ่มควบคุม 3 ปุ่มแบบเดิม

Google Assistant/Google Duplex : ความน่าสนใจมี 2 ส่วนด้วยกันคือ การอัปเดต 6 เสียงใหม่สำหรับการใช้งานของ Google Assistant แต่ที่เด็ดสุดๆ และเรียกความสนใจในงานได้อย่างมากคือ ฟีเจอร์ของ Google Assistant ที่ชื่อว่า Google Duplex ซึ่งเปรียบเสมือนเลขาส่วนตัวที่ใช้โทรนัดหมายหรือติดต่อผู้คนแทนเจ้าของได้ มันน่าทึ่งตรงที่สามารถสนทนาได้เหมือนคนจริงๆ โดยที่ปลายทางไม่รู้เลยว่ากำลังคุยกับ AI

Smart Display : ผู้ช่วยส่วนตัวเหมือนกัน Amazon’s Echo ที่สามารถสั่งงานได้ด้วยเสียง เห็นว่าจะขายในเดือนกรกฎาคมนี้แล้ว

Google Maps : ในการค้นหาสถานที่จะมีแท็บ For You เพิ่มขึ้นมาเพื่อแสดงสถานที่ที่คิดว่าเราน่าจะสนใจ เช่น ร้านอาหารหรือสถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น รวมถึงข้อมูลเบื้องต้นอย่าง การรีวิว คะแนนที่ได้รับ ฯลฯ ในส่วนของการนำทางจะมีฟีเจอร์ AR Street View เพิ่มขึ้นมา โดยเราจะเห็นเส้นทางที่เป็นภาพจริงและมีสัญลักษณ์การนำทางเพิ่มขึ้นมาบนหน้าจอ ทำให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าถึงตรงไหน แยกไหน เราต้องไปทางไหน เรียกว่าเห็นภาพกันอย่างชัดเจนเลยทีเดียว

Google Lens : ช่วยให้เราค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ง่ายๆ ด้วยการสแกนตรงข้อความที่สนใจ ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการจากรูปภาพได้ด้วย

ทุเรียนฟีเวอร์ ขายออนไลน์ใช้ไอทีสนับสนุนการตลาด

นับตั้งแต่มีข่าวชาวจีนสั่งซื้อทุเรียนจำนวนถึง 80,000 ลูกภายในเวลาเพียง 1 นาทีผ่านเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Tmall หลังจากมีภาพข่าวการจับมือกันระหว่าง แจ็ก หม่า และนายกรัฐมนตรีของไทย

ข่าวดังกล่าวไม่เพียงสร้างความตื่นตะลุงไปทั่วโลกแต่ยังทำให้เกิดกระแสทุเรียนฟีเวอร์ขึ้นอีกด้วย และดูเหมือนว่าจะไม่จบเพียงแค่นั้น ต่อมายังมีข่าวการกระตุ้นตลาดในการโปรโมทและจำหน่ายทุเรียนด้วยไอทีออกมาให้เห็นกันอีกไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อทุเรียนระดับพรีเมียมผ่านช่องทางออนไลน์ของ CP และการจัดทำ QR Code ให้กับทุเรียน

ทางด้านการสั่งซื้อทุเรียนผ่านช่องทางออนไลน์ของ CP ก็คือ การสั่งจองทุเรียนพันธ์ุ “กบชายน้ำ” และพันธุ์ “หมอนทอง” ผ่าน Call Center ของ 24catalog สำหรับพันธุ์หมอนทองนั้นราคาจำหน่ายจะอยู่ที่ 699 บาท ส่วนพันธุ์กบชายน้ำนั้นเป็นพันธุ์เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปี การจำหน่ายจะมี 2 แบบคือ

  • จำนวน 1 ลูก ราคา 11,000 บาท น้ำหนักไม่รวมกล่องประมาณ 1.5-2.0 กิโลกรัม
  • จำนวน 2-3 ลูก ราคา 32,000 บาท น้ำหนักไม่รวมกล่องประมาณ 4.5-6.0 กิโลกรัม

ทั้งนี้การสั่งจะเป็นการพรีออร์เดอร์โดยสั่งจองได้ตั้งแต่วันที่ 8-18 พฤษภาคม 2561 และสินค้าจะเริ่มจัดส่งตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2561

อีกด้านหนึ่งเกี่ยวกับการติด QR Code ให้กับทุเรียนนั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดระยองเป็นการร่วมมือกันหลายๆ ฝ่ายทั้งเกษตรจังหวัดฯ พาณิชย์จังหวัดฯ และเกษตรกรในพื้นที่ วัตุประสงค์ของการจัดทำ QR Code เพื่อให้ผู้บริโภคทราบถึงต้นตอแหล่งกำเนิดของทุเรียน รายละเอียดเจ้าของสวนลูกทุเรียน ป้องกันการนำทุเรียนอ่อนออกจำหน่ายและเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้เห็นเกษตรกรไทยนำเอาไอทีมาปรับใช้ในการจัดจำหน่ายผลผลิต หวังว่าต่อไปนอกจากทุเรียนแล้วจะได้

ใช้เวลาของคุณให้คุ้มค่าที่สุดด้วยอัปเดตใหม่จาก Windows 10

ก้าวล้ำไปอีกขั้นกับอัปเดตล่าสุดของวินโดวส์ 10 ระบบปฏิบัติการที่ทันสมัยที่สุด และปลอดภัยที่สุดจากไมโครซอฟท์ ภายใต้ชื่อ “April 2018 Update” ซึ่งต่อยอดจากอัปเดตใหญ่สองครั้งก่อนหน้านี้ ที่มุ่งปลดปล่อยความเป็นนักสร้างสรรค์ในตัวของทุกคนให้ออกมาโลดแล่น ในอัปเดตล่าสุดนี้ ผู้ใช้ทุกคนจะได้พบกับฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้คุณสามารถใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า และปันเวลาให้กับเรื่องสำคัญในชีวิตได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ วันพักผ่อน การทำงาน หรือสิ่งต่างๆ ที่คุณรัก

ฟีเจอร์ “Timeline” ช่วยให้คุณค้นหาของสำคัญได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะอยู่บนดีไวซ์ไหน

การเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากของอุปกรณ์ต่างๆ บวกกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของข้อมูล ทำให้เราใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้น จนอาจเรียกได้ว่าทุกวันนี้ เราใช้เวลาว่างเกือบทั้งหมดอยู่กับสารพัดหน้าจอรอบตัวเรา ซึ่งก็หมายความว่าข้อมูลของเราต้องกระจัดกระจายไปอยู่กับอุปกรณ์หลายๆ เครื่อง ทำให้การค้นหาไฟล์สักชิ้นหนึ่งกลายเป็นเรื่องยากกว่าที่เคย เราทุกคนคงเคยมีประสบการณ์การค้นหาไฟล์งานที่เคยทำไว้ทั้งในอีเมล์และโฟลเดอร์มากมาย แต่ก็ยังหาไม่เจอ หรือแม้แต่รูปถ่ายและวิดีโอที่คุณติดใจจนเซฟเก็บไว้ แต่ไม่รู้ว่าไปเก็บไว้ที่ไหน ฟีเจอร์ Timeline ในวินโดวส์ 10 รุ่นล่าสุดจะสามารถช่วยคืนเวลาที่คุณเสียไปนี้ได้

Timeline ในวินโดวส์ 10 ทำให้คุณสามารถย้อนเวลาได้ถึง 30 วัน เพื่อกลับไปค้นหาสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานที่คุณเพิ่งทำในวันนี้ สัปดาห์ก่อน หรือหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และเพื่อเป็นการลดความสับสนวุ่นวายให้ชีวิตง่ายขึ้น คุณยังสามารถหยิบงานที่ทำค้างไว้ในเบราว์เซอร์ Microsoft Edge หรือแอป Office 365 บนอุปกรณ์ iOS หรือแอนดรอยด์มาทำต่อบนพีซีของคุณได้ทันที เพียงลงชื่อเข้าใช้บัญชีไมโครซอฟท์ของคุณเท่านั้น ลองนึกภาพว่าคุณกำลังใช้โทรศัพท์เลือกโต๊ะเครื่องแป้งในห้องน้ำสำหรับการแต่งบ้านใหม่ขณะอยู่ข้างนอก แล้วมาคลิกสั่งซื้อของให้เรียบร้อยบนเครื่องพีซีที่บ้าน หรือทำงานบนเอกสารระหว่างเดินทางอยู่บนรถเมล์ ก่อนที่จะกลับมาทำต่อได้แบบไม่มีสะดุดจากคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานของคุณ 

“Focus Assist” เสริมสมาธิให้คุณทำงานโดยไม่มีสิ่งใดมารบกวน

ทุกวันนี้ พวกเราส่วนใหญ่ใช้เวลา 3-6 ชั่วโมงในแต่ละวันอยู่กับหน้าจออุปกรณ์ต่างๆ โดยที่ส่วนมากใช้ไปกับการเล่นโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีแต่สิ่งที่คอยทำให้เสียสมาธิอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะใช้หน้าจอหรืออุปกรณ์ไหนอยู่ ข้อมูลมากมายมหาศาลจากช่องทางเหล่านี้ทำให้สมาธิของคุณถูกรบกวนอยู่ตลอด จนไม่สามารถมุ่งเป้าไปทำในสิ่งที่สำคัญได้ ปัญหาเรื่องสมาธินี้เป็นประเด็นที่เราต้องแก้ไขกันอย่างจริงจังเสียที เพราะในเวลาทำงานนั้น โดยเฉลี่ยแล้ว แต่ละคนจะสามารถใช้เวลาได้เพียง 3 นาทีในการทำงานสักชิ้นได้อย่างไม่ถูกรบกวน หรือไม่มีการสลับไปทำงานอื่น (ไม่นับกรณีของการประชุม) แต่กลับจำเป็นต้องใช้เวลามากถึง 23 นาทีเพื่อรวบรวมสมาธิให้กลับมาแน่วแน่อีกครั้งหลังถูกรบกวน ดังนั้น ประสิทธิภาพการทำงานและความคิดสร้างสรรค์จึงถูกลดทอนลง

วินโดวส์ 10 เวอร์ชัน April 2018 Update มาพร้อมกับ Focus Assist ที่ช่วยให้คุณจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าได้เต็มที่ เพียงเปิดใช้งานเมี่อคุณต้องการทำงานให้เสร็จโดยไร้สิ่งรบกวน ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดียหรือการแจ้งเตือนอื่นๆ นอกจากนี้ คุณยังสามารถตั้งค่าให้ Focus Assist เปิดใช้งานโดยอัตโนมัติในเวลาที่กำหนด โดยเมื่อหมดเวลาหรือสั่งปิดการทำงานลง คุณจะได้รับแจ้งสรุปว่ามีการแจ้งเตือน อีเมล์ หรืออัปเดตอะไรบ้างที่เข้ามาในระหว่างที่คุณเพ่งสมาธิไปกับการทำงานอยู่ และหากคุณกำลังรอโทรศัพท์หรืออีเมล์จากใครสักคน คุณก็สามารถกำหนดให้วินโดวส์แจ้งเตือนการติดต่อจากบุคคลนั้นตามปกติได้ แม้ขณะเปิดใช้งาน Focus Assist

นอกจากนี้ เรายังช่วยให้คุณตั้งสมาธิไปกับเนื้อหาในเว็บไซต์ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นกับเบราว์เซอร์ Microsoft Edge ที่ให้คุณเลือกปิดหรือเปิดเสียงจากบางแท็บได้ตามใจชอบ เพียงคลิกที่ไอคอนรูปลำโพงของแท็บนั้นๆ ขณะที่หนังสือแบบอีบุ๊ค ไฟล์ PDF และการเปิดเว็บไซต์แบบ Reading Mode ก็สามารถเปิดอ่านได้แบบเต็มจอเพื่อกำจัดสิ่งรบกวนให้พ้นตา ส่วนการช้อปออนไลน์ก็ง่ายกว่าเดิม เมื่อคุณสามารถจัดเก็บทั้งที่อยู่ รายละเอียดการชำระเงิน และข้อมูลอื่นๆ ได้อย่างปลอดภัย เพื่อให้ Edge ช่วยกรอกลงในแบบฟอร์มการชำระค่าสินค้าได้แบบอัตโนมัติ ขณะที่การสั่งพิมพ์หน้าเว็บลงกระดาษก็สามารถทำได้เรียบร้อย สะอาดตายิ่งขึ้น ด้วยตัวเลือกในการพิมพ์แบบใหม่ที่ตัดส่วนเกินออก สำหรับใครที่เจออุปสรรคในการอ่านเนื้อหาบนหน้าเว็บ สามารถใช้ปุ่มเครื่องมือ Grammar Tools ใหม่ เพื่อเปิดตัวช่วยในการอ่าน เช่นการแยกคำทั้งหมดในหน้าเว็บให้แตกออกเป็นพยางค์ พร้อมระบุชนิดของคำที่แตกต่างกันไป เช่นคำนาม กริยา และคุณศัพท์

ใช้เสียงสั่งงานอย่างเป็นธรรมชาติ

การใช้เสียงของเราสั่งงานอุปกรณ์โดยตรงโดยไม่ต้องพิมพ์ ถือเป็นการเปิดประสบการณ์การใช้งานในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติ โดยเราเชื่อว่าการใช้เสียงสั่งงานจะเข้ามาพลิกรูปแบบการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างมาก โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่สถานะความเป็นลูกเล่นแปลกใหม่หรือเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

April 2018 Update สำหรับวินโดวส์ 10 รองรับการสั่งงานด้วยเสียงไปอีกขั้นด้วยฟีเจอร์ Dictation ที่ทำให้การจดโน้ตหรือเขียนงานทำได้ง่ายขึ้นด้วยเสียงพูดของคุณเท่านั้น โดยเพียงคลิกเลือกช่องที่ต้องการพิมพ์ข้อความลงไป ไม่ว่าจะในวินโดวส์เองหรือในแอปพลิเคชันใดก็ตาม ตามด้วยกดปุ่ม   + H แล้วพูดออกมาได้เลย ฟีเจอร์ Dictation ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ในวินโดวส์ 10 นี้ สามารถจับความคิดของคุณได้รวดเร็วและแม่นยำ ให้คุณได้บันทึกและถ่ายทอดทุกไอเดียที่คุณกับเพื่อนร่วมงานเพิ่งจะคิดออก หรือแม้แต่เตรียมสุนทรพจน์สำหรับงานแต่งงานของเพื่อนสนิทได้อย่างสะดวกสบาย

แน่นอนว่าวินโดวส์ 10 เวอร์ชันอัปเดต April 2018 นี้ ยังมีฟีเจอร์ใหม่อีกมากมายให้คุณได้ใช้ประโยชน์ ทั้งเครื่องมือบริหารจัดการเครื่องพีซีที่ใช้งานได้ง่ายขึ้นสำหรับลูกค้าองค์กร ลูกเล่นใหม่สำหรับการสร้างผลงานชิ้นเอกจากภาพถ่าย โมเดลสามมิติ และเทคโนโลยี Windows Mixed Reality การรักษาความปลอดภัยในโลกออนไลน์รูปแบบใหม่ และการปรับแต่งที่ช่วยเสริมประสบการณ์การเล่นเกมพีซีให้เพลิดเพลินยิ่งขึ้น

อัปเดต April 2018 สำหรับวินโดวส์ 10 เปิดให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดและติดตั้งได้ฟรี นับตั้งแต่วันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องเริ่มคิดว่าคุณจะนำเวลาอันมีค่าที่วินโดวส์ช่วยประหยัดให้ ไปใช้ทำอะไรได้บ้าง