vivo เตรียมแจ้งเกิด V40 5G และ V40 Pro 5G

คู่หูพอร์ตเทรตรุ่นล่าสุดจาก V Series เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ 29 สิงหาคมนี้!

กรุงเทพฯ 15 สิงหาคม 2567 – vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก เตรียมพร้อมเปิดประสบการณ์พอร์ตเทรตรูปแบบใหม่ให้เหล่า vivo fans ได้ตื่นตาตื่นใจอีกครั้งกับการเปิดตัว vivo V40 5G และ V40 Pro 5G สมาร์ตโฟน 2 รุ่นล่าสุดจากตระกูล V Series พร้อมยกระดับนวัตกรรมภาพพอร์ตเทรตให้เหนือไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำที่ร่วมพัฒนากับผู้เชี่ยวชาญด้านเลนส์ระดับโลกอย่าง ZEISS ภายใต้แนวคิด ZEISS Portrait So Pro หรือ ‘พอร์ตเทรตเปิด เกิดทุกคน’ เตรียมตัวให้พร้อมแล้วมาแจ้งเกิดกับพอร์ตเทรตระดับโปรไปด้วยกันวันที่ 29 สิงหาคมนี้!

vivo เตรียมเอาใจผู้ที่มีความหลงใหลในการถ่ายภาพ จัดเต็มกับเลนส์กล้องคุณภาพสูงและเทคโนโลยีการถ่ายภาพระดับแนวหน้าที่พัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเลนส์ระดับโลกอย่าง vivo ZEISS Co-engineered ให้ผู้ใช้งาน V Series ได้สัมผัสกันอีกครั้งหลังจากได้กระแสตอบรับล้นหลามจากรุ่น V30 Pro 5G พร้อมอัปเกรดนวัตกรรมและฟีเจอร์ระดับเทพยิ่งขึ้นให้ผู้ใช้งานได้สนุกไปกับการถ่ายภาพที่คมชัดในทุกสภาพแวดล้อม 

นอกจากประสบการณ์พอร์ตเทรตที่ทรงพลังขึ้นแล้ว vivo V40 5G และ V40 Pro 5G ยังเสริมความพิเศษกว่าที่เคยด้วยดีไซน์โมดูลกล้องรูปแบบใหม่ Gemini Ring’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสมมาตรอันงดงามและมีเอกลักษณ์ของกลุ่มดาวราศีเมถุน เพิ่มความสวยงามให้กับโมดูลกล้องหลังด้วยรูปทรงโค้งมนที่ผสมผสานได้อย่างลงตัวกับการออกแบบโดยรวม ดีไซน์ตัวเครื่องยังคงความบางเฉียบและน้ำหนักเบา ตอกย้ำแนวคิดการออกแบบของ vivo ที่มุ่งเน้นการผสานความโฉบเฉี่ยวทันสมัยเข้ากับประสิทธิภาพการทำงานอันยอดเยี่ยม

vivo V40 5G และ V40 Pro 5G เตรียมเปิดตัวให้แฟน ๆ ชาวไทยได้สัมผัสเร็ว ๆ นี้ในตัวเลือกสีใหม่ ‘สีเงินสเตลลาร์ (Stellar Silver)’ ที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับวัสดุกระจก Fluorite AG มอบสัมผัสของตัวเครื่องที่หรูหรา ทันสมัย และมีระดับ นอกจากนี้ vivo ยังนำเสนอเพิ่มอีก 2 เฉดสี 2 สไตล์บน V40 5G ให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกแสดงความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ได้แก่ ‘สีม่วงเนบิวลา (Nebula Purple)’ ที่เปรียบได้กับสีของท้องฟ้าเวลากลางคืนยามปกคลุมด้วยหมอกดาว มอบความรู้สึกลึกลับน่าค้นหา และ ‘สีพีชซันโกลว์ (Sunglow Peach)’ ที่คล้ายกับแสงแรกของดวงอาทิตย์ในยามเช้า มอบพลังบวกผ่านความรู้สึกสงบและอบอุ่น เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความหวังและการเริ่มต้นใหม่

vivo เตรียมเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเป็นเจ้าของ V40 5G และ V40 Pro 5G ก่อนใครได้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2567 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2567 พร้อมรับของสมนาคุณมูลค่ารวมสูงสุดกว่า 12,798 บาท ประกอบด้วย

  • ส่วนลด 500 บาท (เฉพาะผู้ที่ซื้อรุ่น V40 Pro 5G)
  • หูฟัง vivo TWS 3e (มูลค่า 1,799 บาท)
  • และ  V40 Series 5G Premium Gift Box (มูลค่ารวม 10,499 บาท) ภายในประกอบด้วย เคสใส 1 ชิ้น ตัวยึดกับเคสสีพีช 1 ชิ้น สายคล้องข้อมือแบบเชือกสีดำ 1 ชิ้น กระเป๋าใส่เหรียญสีดำ 1 ใบ และ E-VIP รับประกันตัวเครื่องเพิ่มเป็น 2 ปี ประกันหน้าจอแตก 1 ครั้ง ภายใน 2 ปีแรก

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  https://vivo.com/th/

#vivoV40Series5G #พอร์ตเทรตเปิดเกิดทุกคน

Kingston XS1000 ผลิตภัณฑ์ SSD แบบพกพา คว้ารางวัล Red Dot Award ประจำปี 2567

·          ผู้ชนะรางวัล Red Dot Award สาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์

Kingston Technology ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์หน่วยความจำและโซลูชันเทคโนโลยีระดับโลกประกาศว่า SSD แบบพกพา รุ่น XS1000 ได้รับรางวัลชนะเลิศ Red Dot Award ประจำปี 2567 ในสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยรางวัลดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในปี 2538 และเป็นหนึ่งในการแข่งขันด้านการออกแบบที่ยิ่งใหญ่และทรงเกียรติที่สุดในโลก ซึ่งแต่ละปีจะมีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดมากกว่า 20,000 รายการจากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก

Kingston XS1000 ผลิตภัณฑ์ SSD แบบพกพาที่ได้รับรางวัล เป็นโซลูชันสำรองไฟล์ที่สะดวกสบายเพื่อให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่าสามารถเข้าถึงเอกสาร ความทรงจำที่สำคัญ และไฟล์สื่อต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา โดยไดร์ฟมาพร้อมขนาดกะทัดรัดพิเศษ มีน้ำหนักไม่ถึง 29 กรัม และยังได้รับการออกแบบมาให้มีขนาดพอดีบนฝ่ามือ ทำให้เหมาะสำหรับทุกไลฟ์สไตล์การเดินทาง อย่างไรก็ตามแม้จะมีขนาดที่เล็ก แต่ XS1000 ก็มาพร้อมความเร็วในการอ่านสูงถึง 1,050MB/s1  และความจุมากถึง 2TB2  ซึ่งมอบพื้นที่ที่เพียงพอสำหรับการจัดเก็บภาพถ่าย วิดีโอ และไฟล์ข้อมูลจำนวนมาก

Kingston กล่าวว่า “เรารู้สึกภูมิใจที่ได้รับรางวัล Red Dot Design Award เพราะช่วยตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในด้านโซลูชันการสำรองข้อมูลที่ทันสมัยและพกพาสะดวก ซึ่งเราออกแบบ XS1000 โดยคำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก เพื่อมอบความสะดวกในการพกพาที่เหนือชั้น สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญทั้งในเรื่องของความสะดวกสบายและประสิทธิภาพ”

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ kingston.com

สามารถติดตาม Kingston ได้ที่:   

Facebook: https://www.facebook.com/kingstonthailand/  

YouTube: https://www.youtube.com/user/KingstonTechnologyTH  

1 ข้อมูลจากการทดสอบภายในบริษัท ความเร็วอาจแตกต่างกันไปเนื่องจากฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์และการใช้งาน ต้องใช้อุปกรณ์โฮสต์ USB 3.2 Gen 2 ที่เร็วมากเพียงพอ

2 ความจุของแฟลชไดรฟ์บางตัวที่ระบุใช้สำหรับการฟอร์แมตและฟังก์ชั่นอื่น ๆ และไม่สามารถใช้เพื่อจัดเก็บข้อมูลได้ ด้วยเหตุนี้ความจะใช้งานที่แท้จริงในการเก็บข้อมูลอาจต่ำกว่าที่ระบุไว้บนตัวผลิตภัณฑ์ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากคู่มือหน่วยความจำแฟลชของ Kingston

#  #  #

เกี่ยวกับ Kingston Technology 

ตั้งแต่ข้อมูลขนาดใหญ่ ไปจนถึงแล็ปท็อปและพีซี รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ IoT เช่น เทคโนโลยีอัจฉริยะและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบสวมใส่ได้ พร้อมทั้งการออกแบบและการผลิตตามสัญญา Kingston สามารถช่วยส่งมอบโซลูชันที่ใช้เพื่อการทำงาน การใช้ชีวิต หรือเพื่อความสนุกสนานได้ โดยผู้ผลิตพีซีหรือบริษัทคลาวด์โฮสติ้งรายใหญ่ที่สุดในโลก ต่างเชื่อมั่นในการผลิตจาก Kingston และแรงผลักดันของเราสามารถขับเคลื่อนโลกเทคโนโลยีให้เดินหน้าต่อไปได้ในทุกๆ วัน อีกทั้งเรายังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมนำเสนอโซลูชั่นที่แตกต่าง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานอยู่เสมอ เรียนรู้เพิ่มเติมว่า Kingston พร้อมอยู่ข้างคุณ ได้อย่างไร โปรดเยี่ยมชมที่ Kingston.com

Kingston และโลโก้ Kingston เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Kingston Technology Corporation

IronKey เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Kingston Digital, Inc.

Kingston FURY และโลโก้ Kingston FURY เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Kingston Technology Corporation.

สงวนลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้าทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง

Innergie แบรนด์จาก Delta Electronics – เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หัวชาร์จเร็ว C4 Duoและ C-Converter ตัวแปลงอะแดปเตอร์โน้ตบุ๊กเป็นอะแดปเตอร์ Type-C

เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่พร้อมกับการเปิดให้บริการชาร์จได้ที่ห้องรับรองพิเศษของสายการบินไทย

Innergie แบรนด์จาก Delta Electronics ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ C4 Duo – หัวชาร์จ USB-C (Type-C) พอร์ตคู่ 45 วัตต์ หนึ่งในรุ่นเรือธง One For All ซีรี่ย์ ด้วยดีไซน์กะทัดรัดสีขาวอันเป็นเอกลักษณ์ของซี่รี่ย์นี้ C4 Duo รุ่นล่าสุด ที่มาพร้อมกับรูปทรงเพียวบาง 59 cc. 2 พอร์ต โดยแต่ละพอร์ตจ่ายไฟสูงสุด 45 วัตต์ มันมีกลไกการจัดสรรพลังงานแบบไดนามิกส์ ได้ถึงสามระดับ ซึ่งมีความฉลาดในการแจกแจงพลังงานเพื่อตอบสนองความต้องการของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หูฟัง เครื่องเล่นเกมคอนโซล โน้ตบุ๊ก และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคต่างๆ มี 5 ระบบป้องกัน InnerShield™ ที่ประกอบอยู่ภายในอย่างพิเศษ ซึ่งรับรองการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลในหลายประเทศ และมีการรับประกันระดับโลกเป็นระยะเวลา 3 ปี

ด้วยการสนับสนุนสำหรับโปรโตคอลการชาร์จเร็ว PD3.0 (PPS) และ QC4.0 โดยอัตโนมัติ C4 Duo ของ Innergie ตรวจจับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและปรับการส่งออกพลังงานให้เหมาะสม หากใช้งานร่วมกับหัวชาร์จ C4 Duo มือถือไอโฟนสามารถชาร์จได้สูงสุดถึง 27 วัตต์ ในขณะที่มือถือซัมซุงสามารถเปิดใช้งานโหมด “การชาร์จด่วนพิเศษ” (Super Fast Charging) ที่ 25 วัตต์ *ได้ทดสอบแล้วว่า iPhone 15 Pro Max สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-50% ภายใน 30 นาที ในขณะที่ MacBook Air M2 สามารถทำได้ในเวลาเดียวกันใน 33 นาที นอกจากมือถือและโน้ตบุ๊กแล้ว หัวชาร์จยังรองรับเครื่องเล่นเกมพกพาได้ เช่น Nintendo Switch และ Steam ตอบสนองความต้องการในการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน, เพื่อธุรกิจ และเพื่อความบันเทิงด้วยหัวชาร์จเพียงตัวเดียว ช่วยให้ผู้ใช้สามารถลดความยุ่งยากในชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องพกหัวชาร์จหลายอันและยอมรับแนวคิดของ “หัวชาร์จหนึ่งเดียวสำหรับทุกสิ่ง”

C4 Duo ได้นำเสนอ “หัวปลั๊กไทย” แบบใหม่ล่าสุดที่ได้มาตรฐาน มอก. โดยสามารถใช้งานคู่กับ “ชุดปลั๊กเดินทาง” ของ Innergie ที่ประกอบไปด้วยปลั๊กประเภท US, EU, UK, AU สามารถชาร์จเร็วในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก! หัวชาร์จ C4 Duo พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ผ่านทางร้านค้าตัวแทนจำหน่ายชั้นนำ และ รวมถึงเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Innergie ร้านค้าทางการใน Shopee และ Lazada

นอกจากหัวชาร์จเร็ว C4 Duo แล้ว Innergie ยังได้เสนอ ‘C-Converter’ – ตัวแปลงอะแดปเตอร์โน้ตบุ๊กเป็นอะแดปเตอร์ USB-C กำลังไฟสูงสุด 100 วัตต์ ซึ่งสามารถอัพเกรดอะแดปเตอร์โน๊ตบุ๊คให้เป็นอินเทอร์เฟซ USB-C และสามารถชาร์จเร็ว USB-C ได้อย่างรวดเร็วได้ทันที รองรับกำลังไฟสูงสุดถึง 100 วัตต์ เหมาะสำหรับอุปกรณ์ USB-C ต่างๆ


Innergie x การบินไทย – บริการชาร์จเร็วสำหรับนักเดินทาง

หัวชาร์จเร็ว ‘One For All’ ของ Innergie ตอนนี้มีให้บริการแล้วที่ห้องรับรองพิเศษ Royal Lounge ของสายการบินไทยเพื่อให้บริการการชาร์จฟรีและมีคุณภาพสูงให้แก่นักเดินทาง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สมุทรปราการ) คุณสามารถพบ Innergie ได้ที่ห้องรับรองพิเศษ Royal Orchid Lounge ของการบินไทยได้เลย ด้วยการชาร์จเร็วหลากหลายรุ่น พร้อมสายชาร์จและชุดปลั๊กเดินทางรอบโลกของเรา เราเชื่อว่า Innergie คือเพื่อนคู่หูสำหรับทุกการเดินทางที่ดีที่สุดของคุณด้วยความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพ

ผลิตภัณฑ์ของ Innergie ผลิตโดยใช้พลังงานหมุนเวียน 100% และใช้วัสดุ PCR (พลาสติกรีไซเคิลหลังการใช้งาน) ในตัวผลิตภัณฑ์ Innergie และยังใช้กล่องบรรจุภัณฑ์แบบปลอดพลาสติก 100% ด้วยกระดาษที่ได้รับการรับรอง FSC MIX™ ที่มีแหล่งที่มาจากป่าที่รักษาไว้และควบคุมการใช้งานอย่างเหมาะสมมาใช้งาน มีการประหยัดพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ประมาณ 2.5 ตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับถ้วยกระดาษแบบใช้แล้วทิ้ง 150,000 ใบต่อปี แสดงถึงความมุ่งมั่นของ Innergie ในการนำเสนอโซลูชันการชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในตลาดผลิตภัณฑ์พลังงานของผู้บริโภค

*ผลลัพธ์มาจากการทดสอบภายในของ Innergie ความเร็วในการชาร์จจริงอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของอุปกรณ์ สถานการณ์การชาร์จ และปัจจัยอื่นๆ”

vivo V30e 5G มุ่งมั่นส่งต่อแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยจับมือ ‘เจ-ชนาธิป’ เผยช็อตเบื้องหลังความสำเร็จบนเส้นทางฟุตบอล

vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนกีฬาฟุตบอลพร้อมจุดประกายไฟฝันให้กับเยาวชนไทย ล่าสุด ปล่อยวิดีโอโปรโมตสมาร์ตโฟน V30e 5G สุดพิเศษร่วมกับนักเตะหนุ่มดีกรีช้างศึก ‘เจ ชนาธิป’ เผยช็อตเบื้องหลังความสำเร็จบนเส้นทางลูกหนัง เดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่เพื่อก้าวสู่ความฝันในแบบฉบับของตัวเอง

vivo เปิดตัววิดีโอโปรโมตพิเศษสำหรับสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด V30e 5G นำเสนอเรื่องราวการเดินทางสู่ความสำเร็จอันเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นของ เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์ นักเตะแนวรุกดาวรุ่งทีมชาติไทย เผยให้เห็นถึงความทุ่มเท อุปสรรค และความท้าทายที่ต้องเผชิญบนเส้นทางสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพระดับโลก สะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนไทยในการเดินหน้าทำตามความฝัน และพาวงการฟุตบอลไทยก้าวสู่ระดับสากล นอกจากนี้ ‘เจ-ชนาธิป’ ยังได้ร่วมถ่ายทอดประสิทธิภาพด้านการถ่ายภาพของ vivo V30e 5G ที่สามารถเก็บรายละเอียดทุกภาพได้อย่างคมชัด ให้ผู้ใช้งานไม่พลาดที่จะบันทึกทุกช็อตเด็ดและความทรงจำอันล้ำค่าตลอดเส้นทาง

สามารถรับชมวิดีโอได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=rA2xDAeOmw0

เผยช็อตเบื้องหลัง ‘เจ ชนาธิป' ⚽️!

vivo V30e 5G เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ภายใต้แนวคิด “Shine Like One Shot” หรือช็อตเดียวก็ปัง พร้อมส่งมอบประสบการณ์พอร์ตเทรตระดับโปรด้วยกล้องหลักความละเอียดสูง 50 ล้านพิกเซล และเซนเซอร์ Sony IMX882 เพื่อภาพถ่ายพอร์ตเทรตคมชัดทุกรายละเอียดแม้ในที่แสงน้อย นำเสนอบนดีไซน์เรียบหรูที่สะท้อนแรงบันดาลจากนาฬิการะดับไฮเอนด์ วางจำหน่ายใน 2 เฉดสีสุดพรีเมียม ได้แก่ สีน้ำตาล Coco Brown และ สีขาว Cloud White

ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อ vivo V30e 5G ได้แล้ววันนี้ ในราคาเพียง 11,999 บาท สำหรับรุ่นความจุ 8GB + 256GB พร้อมรับของสมนาคุณ ดังนี้

  • E-VIP มูลค่า 5,999 บาท (สิทธิพิเศษรับประกันตัวเครื่องเพิ่มเป็น 2 ปี และรับประกันหน้าจอแตก 1 ครั้ง ภายใน 2 ปีแรก)

vivo fans สามารถรับชมวิดีโอสุดพิเศษจาก vivo และ ‘เจ-ชนาธิป’ พร้อมสัมผัสเรื่องราวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก vivo Thailand และ YouTube vivo Thailand รวมถึงสัมผัสประสบการณ์พอร์ตเทรตระดับมืออาชีพในราคาที่จับต้องได้กับ vivo V30e 5G ได้ที่ vivo Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศได้แล้ววันนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://vivo.com/th/

#vivoV30e5G #ช็อตเดียวก็ปัง

รู้จักเทคโนโลยี DM-i Super Hybrid เทคโนโลยีอัจฉริยะเอกสิทธิ์เฉพาะจาก BYDที่ทำให้ “รถปลั๊กอินไฮบริด” มอบประสบการณ์ขับขี่ได้เสมือนรถ EV

ระยะหลังมานี้ผู้เล่นในตลาดยานยนต์ประเทศไทยนำเสนอรถยนต์หลากหลายประเภทเพื่อสร้างทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคกันมากขึ้น และหนึ่งในยนตรกรรมที่ยังคงได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อยก็คือรถยนต์ประเภท PHEV (Plug-in Hybrid) หรือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยการผสานขุมพลังที่สร้างจากไฟฟ้าร่วมกับน้ำมันเชื้อเพลิงนั่นเอง โดย BYD ก็เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่ได้เผยโฉมรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่จะเข้าสู่ตลาดยานยนต์ไทยไปในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ที่ผ่านมา นำร่องโดย BYD SEALION 6 DM-i เอสยูวีขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด 1.5 ลิตร ที่ใช้แพลตฟอร์ม DM-i เทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะจาก BYD ที่ทำให้รถยนต์ PHEV มอบประสบการณ์ขับขี่ได้เสมือนรถยนต์ไฟฟ้า

แต่ DM-i คืออะไร และมีความแตกต่างจากเทคโนโลยีไฮบริดอื่นๆ อย่างไร วันนี้เราจะพามาเจาะลึกถึงเทคโนโลยีสุดล้ำนี้ไปพร้อมกัน

DM–i Super Hybrid เทคโนโลยีขับเคลื่อนยานยนต์ที่ใช้ขุมพลังงานไฟฟ้าจากมอเตอร์เป็นหลัก

เทคโนโลยี DM-i Super Hybrid เป็นเทคโนโลยีระบบพลังงานและชุดควบคุมการทำงานของรถยนต์ประเภท PHEV เอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ BYD โดยอักษรย่อ “DM” หมายถึง “Dual Mode” หรือระบบการทำงานที่ประสานขุมพลัง 2 รูปแบบ คือมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ ส่วนอักษร “i” ย่อมาจากคำว่า “Intelligent” หรือเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ผสานการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างลงตัว

สิ่งที่ทำให้เทคโนโลยี DM-i Super Hybrid โดดเด่นเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆ คือ เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาภายใต้การขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก (Electricity-based) โดยหลักการคือจะใช้ขุมกำลังขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถรองรับการสร้างพลังงานด้วยการชาร์จไฟทั้งในรูปแบบกระแสตรง DC และ การแสสลับ AC จากภายนอก ซึ่งหากยังไม่เพียงพอในการใช้งานในชีวิตประจำวัน การสร้างพลังงานจากเครื่องยนต์ก็จะเป็นส่วนเสริมในการสร้างพลังงานหลักเพื่อการขับเคลื่อนให้กับ “มอเตอร์ไฟฟ้า” และเมื่อต้องการสร้างพลังงานสูงสุดเพื่อการขับเคลื่อนอย่างเต็มประสิทธิภาพ “เครื่องยนต์” จะสร้างพลังงานเสริมการขับขี่ เช่น การเร่งความเร็วกะทันหัน การแซง การขึ้นเนินสูง การขับขี่ทางไกลที่ใช้ความเร็วคงที่  เป็นต้น

ดังนั้นส่วนสำคัญของเทคโนโลยี DM-i Super Hybrid คือ แพลตฟอร์มที่ให้ความสำคัญกับการใช้เชื้อเพลิงพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และมากกว่านั้นก็ยังพัฒนาเพื่อให้รถยนต์มีการปล่อยมลภาวะให้น้อยที่สุด กล่าวคือ ทุกๆ มลภาวะที่ปล่อยออกมาจะต้องมีอย่างจำกัดและถูกปล่อยออกมาเพื่อการใช้งานมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเปรียบเสมือนการขับเคลื่อนที่เสมือนรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุด ซึ่งการขับเคลื่อนจะมีการส่งกำลังนิ่งเรียบและมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและต่อเนื่องตลอดเส้นทาง

ขับขี่นุ่มนวล ห้องโดยสารไร้เสียงรบกวน เสมือนยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100%

เทคโนโลยี DM-i Super Hybrid ถือเป็นการพัฒนาภายใต้สถาปัตยกรรม DM พลังงานขับเคลื่อนเทคโนโลยีรูปแบบ Plug-In Hybrid เจนเนอเรชันที่ 4 ซึ่งทีมพัฒนาของ BYD เองนั้นสะสมประสบการณ์ในการวิจัยและพัฒนาต่อยอดตั้งแต่เจนเนอเรชันที่ 1 ถึง เจนเนอเรชันที่ 4 มาร่วม 15 ปี ซึ่งการพัฒนาเพื่อขีดจำกัดของประสิทธิภาพการขับเคลื่อนและเพื่อสอดคล้องกับการใช้รถพลังงานสะอาด เทคโนโลยี DM-i Super Hybrid ที่ปัจจุบันถูกใช้ใน BYD SEALION 6 DM-i หรือแม้กระทั่งรุ่นอื่นๆ ที่พัฒนาภายใต้สถาปัตยกรรม DM-i Super Hybrid นั้นจะขับเคลื่อนสภาวะขับเคลื่อน Hybrid รูปแบบต่างๆ ตามสถานการณ์ ดังนี้

  1. EV Mode: โหมดการขับเคลื่อนโดยใช้ไฟฟ้า โดยเป็นการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ซึ่งมีการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แรงดันสูง เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและไร้เสียงรบกวนเสมือนกับการขับยานยนต์ไฟฟ้า 100%
  2. Series Mode: หรือโหมด HEV แบบอนุกรม เป็นโหมดการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่กำลังการขับเคลื่อนของมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกสร้างพลังงานจากเครื่องยนต์ที่มีการเดินเครื่องที่เรียบเนียนจึงทำให้การสร้างพลังงานไร้รอยต่อและสร้างสรรค์การขับเคลื่อนให้มีความนุ่มนวล และด้วยการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักจึงทำให้การขับเคลื่อนนั้นเสมือนยนตกรรมไฟฟ้ามากที่สุด
  3. Parallel Mode: หรือโหมด HEV แบบขนาน ซึ่งเป็นโหมดการขับเคลื่อนที่มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ประสานการทำงานกันแบบเต็มกำลัง จึงส่งมอบประสิทธิภาพในด้านพละกำลังการขับขี่ที่ดีที่สุด มักจะถูกใช้ในช่วงที่ใช้กำลังขับเคลื่อนสูง เช่น การเร่งแซง การขึ้นเขา เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเสมือนกับการขับขี่ยนตกรรมไฟฟ้ามากที่สุด ทุกๆ การชะลอความเร็วและการเบรกนั้น ระบบ Regenerative Braking เก็บพลังงานจลน์ที่เกิดขึ้นสร้างพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ เพื่อเพิ่มระยะทางการเดินทางด้วยไฟฟ้าให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงปรับปรุงอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงให้ดีมากยิ่งขึ้นรวมถึงอัตราการปล่อยมลภาวะให้ลดน้อยลง และ เพื่อให้รถยนต์นั้นใกล้คำว่ารถยนตกรรมไฟฟ้ามากที่สุด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสถึงยนตรกรรมที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่จะช่วยให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารรวมถึงผู้คนสาธารณะได้รับทั้งเรื่องของความปลอดภัยในการใช้ถนนสาธารณะ และ มลภาวะสภาพแวดล้อมสาธารณะที่สะอาดมากยิ่งขึ้น

จุดเด่นของเทคโนโลยี DM-i Super Hybrid

ไฮไลต์ของเทคโนโลยี DM-i คือเป็นแพลตฟอร์มที่รวมเอานวัตกรรมเทคโนโลยีอัจฉริยะไว้ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาเทคโนโลยีโดยใช้เครื่องยนต์ประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูงซึ่งออกแบบเฉพาะสำหรับรถยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริด เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงพร้อมด้วยเทคโนโลยี Blade Battery เสริมด้วยระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่อัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ไฮบริดโดยเฉพาะ ฟังก์ชันการถ่ายโอนพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมายที่มอบความสะดวกให้ผู้ขับขี่ใช้งานได้อย่างมั่นใจ เช่น ระบบ VtoL ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เทคโนโลยี DM-i Super Hybrid มีข้อได้เปรียบกว่าเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดอื่นๆ ในตลาดอยู่หลายประการ อาทิ

  • ประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเครื่องยนต์ที่มากกว่า
  • ประสิทธิภาพการทำงานของระบบส่งกำลังไฮบริดที่มากกว่าเนื่องด้วยการพัฒนาเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังสำหรับเทคโนโลยี Plug-In Hybrid โดยเฉพาะ
  • เทคโนโลยี Blade Battery ซึ่งปลอดภัยกว่า ทั้งยังมีความจุที่มากและเพียงพอ เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • เทคโนโลยี DM-i ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพทั้งด้านพละกำลัง ความนิ่งเรียบของการส่งถ่ายกำลังของขับเคลื่อน และการใช้อัตราสิ้นเปลืองของพลังงานและเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การทำงานของ NVH (ระดับเสียง ความสั่นสะเทือน และความกระด้างของรถยนต์) ที่มีประสิทธิภาพ

พลังงานระบบไฮบริดที่ยังคงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ เสมือนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%

เทคโนโลยี DM-i ได้รับการพัฒนาให้ขับเคลื่อนด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก และด้วยขนาดของแบตเตอรี่ที่ออกแบบมาให้เพียงพอและเหมาะสมต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งหากเลือกขับรถด้วย EV Mode หรือโหมดการขับเคลื่อนโดยใช้ไฟฟ้า ในขณะที่แบตเตอรี่มีพลังงานคงเหลือปกติ ก็จะทำให้ขับขี่ได้โดยไม่สร้างมลพิษทางอากาศเลยแม้แต่น้อย เสมือนใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เพราะ EV Mode จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นระบบขับเคลื่อนหลักโดยสมบูรณ์ และไม่มีการใช้ขุมพลังจากเครื่องยนต์เลย

หรือหากขับขี่ขณะที่แบตเตอรี่มีพลังงานคงเหลือต่ำ (Low SOC หรือแบตเตอรี่น้อยกว่า 25%) ระบบก็จะยังคงใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก โดยใช้วิธีสร้างพลังงานจากเครื่องยนต์และส่งต่อมาที่มอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งช่วยทั้งในเรื่องของการลดปริมาณการปล่อยมลพิษได้อย่างชัดเจน และยังเป็นการใช้พลังงานเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะเมื่อระบบมีพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนแล้ว เครื่องยนต์ก็จะหยุดทำงานแล้วเปลี่ยนกลับมาขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ได้พลังงานมาจากแบตเตอรี่คงเหลือแทน นอกจากนี้ แบตเตอรี่ยังได้รับการออกแบบให้มีขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน ทำให้รถยนต์ไม่ต้องแบกภาระน้ำหนักรวมของตัวรถที่มากเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในการสร้างพลังงานขับเคลื่อนมากขึ้น

ทุกความชาญฉลาดของเทคโนโลยี DM-i Super Hybrid ที่กล่าวมาข้างต้น พร้อมให้สัมผัสประสบการณ์สุดล้ำเสมือนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแล้วในรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเผยโฉมในประเทศไทยอย่าง BYD SEALION 6 DM-i พร้อมเปิดจองสิทธิ์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ BYD SEALION 6 DM-i ในประเทศไทยได้ที่ Facebook BYD RÊVER Thailand

รู้จักกับ เทคโนโลยี “BYD Blade Battery” ที่เป็นเสมือนหัวใจของรถยนต์พลังงานใหม่ของ BYD ที่ทั้งโดดเด่นและเหนือกว่าในทุกด้าน

“แบตเตอรี่” คือ หัวใจหลักของรถยนต์พลังงานใหม่ซึ่งเป็นขุมพลังในการขับเคลื่อนหลัก เป็นปัจจัยบ่งชี้ทั้งในแง่ของความปลอดภัย ระยะทางการขับขี่ รวมไปถึงคุณภาพและความคงทนที่จะส่งผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ BYD จึงให้ความสำคัญในด้านการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมแบตเตอรี่ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะด้วยตนเองเป็นอย่างมาก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้ผลิตภัณฑ์รถยนต์พลังงานใหม่ของ BYD จะได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่ดีและปลอดภัยตลอดการเดินทาง จนไปถึงคุณภาพของนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ จึงได้เกิดเป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า “BYD Blade Battery” เทคโนโลยีแบตเตอรี่เอกสิทธิ์เฉพาะของ BYD ที่ช่วยลดข้อจำกัดของแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานใหม่แบบเดิมๆ และเสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ กับการก้าวข้ามขีดจำกัดของนวัตกรรมแบตเตอรี่ของรถยนต์พลังงานใหม่

แต่ความลับและคุณสมบัติแบบใดที่ทำให้ BYD Blade Battery นั้นแตกต่างซึ่งส่งผลให้ BYD โดดเด่นกว่าในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ได้ บทความนี้จะพาไปรู้จักนวัตกรรม “BYD Blade Battery“ นี้ไปพร้อมกัน

“ความปลอดภัย” ที่เหนือกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนทั่วไป

BYD Blade Battery เป็นแบตเตอรี่ประเภท LFP (Lithium Iron Phosphate) ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่าแบตเตอรี่ทั่วไปในท้องตลาด ทั้งนี้ชื่อของ Blade Battery นั้นได้มาจากการออกแบบเซลล์ของแบตเตอรี่ให้มีลักษณะคล้ายใบมีด จัดวางเรียงกันในรูปแบบที่ประสิทธิภาพในการระบายความร้อนได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ทนต่อความร้อนสูง ไม่ไวต่อการติดไฟ เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป

นอกจากนี้ BYD Blade Battery ยังผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดด้วยวิธีเจาะทะลุ (Nail Penetration Test) ซึ่งก็คือการใช้ตะปูเจาะทะลุกลางเซลล์แบตเตอรี่เพื่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรส่งผลให้ความร้อนสะสมเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผลการทดสอบปรากฏว่า BYD Blade Batteryไม่เกิดการลุกไหม้ และอุณหภูมิพื้นผิวของเซลล์แบตเตอรี่อยู่ที่ประมาณ 30-60 องศาเซลเซียสเท่านั้น จึงมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยแม้แบตเตอรี่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง นอกเหนือจากนั้นการพัฒนา BYD Blade Battery ยังคงมีความแข็งแกร่งและคงทน ซึ่งจากการทดสอบนั้นจะสามารถรับแรงกดได้ถึง 445 กิโลนิวตัน (kN) หรือเทียบเท่ารถบรรทุกที่หนัก 45 ตัน ดังนั้นนอกจาก BYD Blade Battery เป็นเทคโนโลยีที่ให้พลังงานขับเคลื่อนรถยนต์พลังงานใหม่แล้ว ยังมีความปลอดภัยที่ถือว่าเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของเทคโนโลยีแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานใหม่ได้อย่างลงตัว

การเก็บพลังงานได้สูงกว่าและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยการพัฒนา BYD Blade Battery ที่มีรูปแบบการออกแบบการจัดวางอย่างมีประสิทธิภาพทำให้ในพื้นที่ที่จำกัดสามารถที่จะรองรับความจุของเซลล์แบตเตอรี่ได้มากกว่า จึงทำให้ความจุของแบตเตอรี่สามารถมีความจุที่มากกว่าในพื้นที่ที่จำกัดหากเทียบกับแบตเตอรี่ของรถยนต์พลังงานใหม่อื่นๆ ในท้องตลาด ส่งผลให้รถยนต์พลังงานใหม่ของ BYD สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าในระยะทางที่ไกลกว่า และหากยังไม่เพียงพอต่อการใช้งานระยะเวลาในการชาร์จไฟจาก SOC 10%-80% ที่เร็วที่สุดด้วยระยะเวลาเพียงแค่ 33 นาทีตลอดจนสามารถรับส่งกำลังได้อย่างมีเสถียรภาพ รถยนต์พลังงานใหม่ที่ติดตั้งด้วย BYD Blade Battery จึงมีประสิทธิภาพสูงในการเร่งและการใช้ความเร็วสูง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ทั้งสนุกและปลอดภัยไร้กังวลตลอดเส้นทาง

โดดเด่นด้วยการต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยี Cell to Body ด้วย BYD Blade Battery

นอกเหนือจากการใช้ BYD Blade Battery ด้วยเทคโนโลยี Cell to Pack (CTP) เป็นพื้นฐานแล้วนั้น ยังคงมีความยีดหยุ่นในการต่อยอดการพัฒนาการใช้งานเป็นเทคโนโลยี Cell to Body (CTB) ได้อีกด้วย ซึ่งเทคโนโลยีนี้เองจะช่วยในเรื่องของการใช้พื้นที่และการจัดการน้ำหนักรถ นอกเหนือจากนั้นยังเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างรถยนต์ให้มีความแข็งแกร่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง รวมถึงให้รถมีความสมดุลซึ่งจะช่วยเสริมในด้านของประสิทธิภาพในการควบคุมรถยนต์ให้มีความมั่นคงและมั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

อายุการใช้งานยาวนาน ประหยัดค่าบำรุงรักษา

BYD Blade Battery เอกสิทธิ์เฉพาะของ BYD นั้นโดดเด่นเรื่องความทนทาน ทำให้อายุการใช้งานนั้นยาวนานเป็นพิเศษ โดยลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ BYD ทุกรุ่นจะได้รับสิทธิ์ RÊVER Care ที่การันตีการรับประกันแบตเตอรี่นานสูงสุดถึง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร[1] โดยที่แบตเตอรี่ยังคงใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้เองจึงช่วยลดต้นทุนในระยะยาวสำหรับการดูแลรักษาระบบขุมพลังของรถยนต์ไฟฟ้า มอบความอุ่นใจให้กับผู้ขับขี่ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและความคุ้มค่าตลอดการใช้งาน

หากใครสนใจสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ทั้งปลอดภัย ทรงประสิทธิภาพ และอุ่นใจได้ทุกเส้นทาง สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า BYD ที่มีจำหน่ายและพร้อมส่งมอบในประเทศไทยได้ที่เว็บไซต์เรเว่ ออโตโมทีฟ หรือสนใจทดลองขับสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการ BYD ใกล้บ้านท่านทั่วประเทศ

###

เกี่ยวกับ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยในเดือนกรกฎาคม 2565 บริษัทฯ ได้นำรถยนต์ไฟฟ้า BYD รุ่นแรก “BYD ATTO 3” เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างล้นหลามด้วยยอดจำหน่ายและส่งมอบมากกว่า 30,000 คัน ในปีแรกที่เข้าสู่ตลาด ในเดือนกรกฎาคม 2566 ได้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า รุ่นที่ 2 “BYD DOLPHIN” และล่าสุดเสริมสร้างผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าซีดาน รุ่นที่ 3 “BYD SEAL” ในเดือนกันยายน ทำให้สามารถสร้างปรากฏการณ์เป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจดทะเบียนมากที่สุดในปี 2566 บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะนำยานยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ (NEV: New Energy Vehicle) เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เข้าสู่วงการขับขี่ในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น และมอบทางเลือกที่ความประหยัดในภาวะที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

vivo ส่ง vivo Y28 เสริมทัพสมาร์ตโฟน Y Series ฟีเจอร์อัดแน่น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ในราคาสุดคุ้ม

 vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก เปิดตัว vivo Y28 สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากตระกูล Y Series อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยมาพร้อม 2 สีใหม่ ได้แก่ สีพีช (Gleaming Orange) และ สีเขียว (Agate Green) เติมความสดใสต้อนรับซัมเมอร์ มอบสัมผัสประสบการณ์แห่งความบันเทิงและการใช้งานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ในราคาที่เอื้อมถึงง่าย เริ่มต้นเพียง 6,299 บาท พร้อมให้ vivo fans ชาวไทยมาร่วมจับจองเป็นเจ้าของพร้อมกันได้แล้ววันนี้!

vivo Y28พร้อมยกระดับประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่า ให้ผู้ใช้ได้ดื่มด่ำไปกับความสุนทรีย์ในยุคใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานทั้งความเท่และเก๋ได้อย่างลงตัว กรอบสีเมทัลลิกสุดแวววาวที่ถูกออกแบบมาอย่างบางพอดีและน้ำหนักเบา โมดูลกล้องลวดลายเหลี่ยมเพชรแบบ 3D เผยให้เห็นมิติของความหรูหราสง่างาม เพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันด้วยเทคโนโลยีชาร์จไว 44W FlashCharge ที่มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาดความจุ 6000mAh รับชมวิดีโอ YouTube ต่อเนื่องนาน 24.1 ชั่วโมง เล่นเกม PUBG อย่างจุใจได้ยาวนาน 7.2 ชั่วโมง มอบอายุการใช้งานแบตเตอรี่นาน 4 ปี เต็มอิ่มกับพื้นที่เก็บข้อมูลด้วย RAM 8GB รองรับฟีเจอร์ขยายแรมเพิ่มอีก 8GB

ยิ่งไปกว่านั้น Y28 ยังมาพร้อมจอถนอมสายตาขนาด 6.68 นิ้ว การันตีด้วยการรับรองแสงสีฟ้าต่ำจาก TÜV Rheinland โหมดความสว่างสู้แสงแดดสูงถึง 1000nits รีเฟรชเรท 90Hz เก็บทุกรายละเอียด เนี้ยบทุกการเคลื่อนไหว สนุกกับการใช้งานและเพลิดเพลินไปกับความบันเทิงอย่างต่อเนื่องด้วยระบบเสียงด้วยลำโพงสเตอริโอคู่ เพิ่มพลังเสียงได้สูงสุด 300% ให้สมดุลทั้งความไพเราะและความคมชัด ไร้ซึ่งการติดขัดตลอดการใช้งาน ไม่ว่าจะฟังเพลงหรือดูภาพยนตร์ เอาใจสายถ่ายคอนเทนต์ด้วยกล้องหน้าความละเอียด 8MP กล้องหลักพอร์ตเทรตคมชัดระดับ HD ถึง 50MP เก็บทุกช่วงเวลาที่ดีที่สุดด้วยไฟแบบไดนามิกที่สามารถตั้งค่าให้กระพริบเพื่อนับถอยหลังขณะเซลฟี่ หรือระหว่างการฟังเพลง มีแจ้งเตือน หรือมีสายโทรเข้า

Y28 มาพร้อมกับ 2 เฉดสี ได้แก่ สีพีช (Gleaming Orange) สุดแวววาวและน่าหลงใหลดังพระอาทิตย์สีทองที่ส่องประกาย มอบความสดใสสะท้านแดดเมืองไทย สะท้อนเอกลักษณ์อย่างไม่เหมือนใครด้วยการเคลือบผิวแบบสองชั้น และ สีเขียว (Agate Green) มอบความสุขุมนุ่มลึกชวนค้นหา เย้ายวนให้สัมผัสด้วยเสน่ห์แห่งธรรมชาติ พร้อมเคลือบผิวสองชั้นให้ดูโปร่งแสงและอบอุ่น ละมุนทุกมิติยามใช้งาน โดยเปิดให้ vivo fans ชาวไทยร่วมจับจองเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้กับรุ่นความจุ 8GB+128GB ในราคา 6,299 บาท และรุ่นความจุ 8GB+256GB ในราคา 6,999 บาท

ไม่เพียงเท่านี้ vivo ยังได้เตรียมนำเสนออีกหนึ่งตัวเลือกสุดคุ้มค่าจาก vivo Y18 สมาร์ตโฟนรุ่นเล็กสเปกแน่นในราคาสุดคุ้มค่า ด้วยการเตรียมเปิดตัว Y18 รุ่นความจุ 4GB+128GB ในราคา 4,499 บาท มาร่วมเสริมทัพเร็ว ๆ นี้ หลังเปิดตัวรุ่นความจุ 8GB+128GB ในราคา 5,499 บาท เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

Y18 มาพร้อมดีไซน์มินิมอลสุดชิค น้ำหนักเบาราวขนนก แบตเตอรี่ขนาดความจุ 5000mAh สุดอึดทนให้ผู้ใช้งานสนุกได้ไม่สะดุดตลอดทั้งวัน จอถนอมสายตาขนาด 6.56 นิ้ว โหมดความสว่างสูงสุด 840nits รีเฟรชเรท 90Hz และกล้องหลักพอร์ตเทรตคมชัดทุกช็อตถึง 50MP เปิดให้เลือกสรรทั้งหมด 2 เฉดสี ได้แก่ สีฟ้า (Wave Aqua) สุดสดใส ชวนจินตนาการถึงริ้วคลื่นริมชายหาดด้วยลวดลายบนฝาหลัง และ สีน้ำตาล (Mocha Brown) สุดคลาสสิก ด้วยสีโทนส้มอมน้ำตาลแสนอบอุ่น ผสานทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ได้อย่างลงตัว ซึ่งทั้ง 2 เฉดสีถูกเสริมด้วยนวัตกรรมการประกบคู่เข้ากับผิวสัมผัสแบบด้าน ให้ความรู้สึกเรียบเนียน นำเทรนด์แฟชั่นทุกการใช้งาน

ร่วมสัมผัสความบันเทิงเหนือระดับในราคาที่จับต้องได้กับ vivo Y28 และ Y18 ผ่าน vivo Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://vivo.com/th/

#vivoY28 #vivoY18 #ThatsY

เรเว่ ออโตโมทีฟ ขยายคลังอะไหล่แห่งใหม่ ใหญ่กว่าเดิม 4.5 เท่า จัดเก็บชิ้นส่วนกว่า 1,000,000 ชิ้น ครอบคลุมยานพาหนะไฟฟ้า BYD ทุกรุ่นในไทย รองรับกลุ่มผู้ใช้รถ BYD และศูนย์บริการทั่วประเทศ

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ เปิดตัว RÊVER BYD Spare Parts Warehouse คลังอะไหล่รถยนต์ไฟฟ้า BYD แห่งใหม่ มุ่งรองรับบริการหลังการขายให้มีอะไหล่สำรองที่ครบครันและระบบการจัดการที่รวดเร็ว ด้วยพื้นที่ 18,000 ตารางเมตร ใหญ่กว่าเดิมถึง 4.5 เท่า จัดเก็บอะไหล่มากกว่า 1 ล้านชิ้น ครอบคลุมอะไหล่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BYD ทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย ทั้งยานพาหนะส่วนบุคคลและเพื่อการพาณิชย์ พร้อมระบบการจัดการอะไหล่แบบใหม่ และการเบิกจ่ายที่รวดเร็ว พร้อมส่งมอบอะไหล่ให้ถึงศูนย์บริการภายในวันถัดไป[1] รองรับศูนย์บริการครอบคลุมทั่วประเทศภายในปีนี้ นอกจากนี้ ยังยกระดับความปลอดภัยของคลังอะไหล่ โดยจัดให้มีการคัดกรองเฉพาะบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “คลังอะไหล่แห่งใหม่ของเรเว่ตั้งอยู่บนพื้นที่มากถึง 18,000 ตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าคลังอะไหล่เดิมที่ใช้อยู่ถึง 4.5 เท่า รองรับการจัดเก็บชิ้นส่วนอะไหล่ทุกชิ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BYD ทุกรุ่นที่จัดจำหน่ายแล้วในไทย ทั้งยานพาหนะส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นรุ่น BYD ATTO 3, BYD Dolphin และ BYD Seal ยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์ BYD T3, BYD E6 พร้อมด้วยรถบรรทุกและรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนรถยนต์ของ BYD รุ่นอื่นที่จะเข้ามาในอนาคต โดยที่คลังอะไหล่แห่งใหม่นี้ เราได้ออกแบบการจัดเก็บในแนวสูงและเพิ่มพื้นที่บนชั้นวาง จึงทำให้สามารถจัดเก็บอะไหล่สำรองจำนวนมากกว่า 1 ล้านชิ้น พร้อมทั้งพัฒนาระบบการจัดการอะไหล่รูปแบบใหม่ เพิ่มการดำเนินงานให้มีความคล่องตัวยิ่งกว่าที่เคย สร้างความมั่นใจถึงความพร้อมในการส่งมอบอะไหล่ได้ทันท่วงที เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า BYD หลังจากที่ประสบความสำเร็จก้าวเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยสามารถรองรับได้ทั้งกลุ่มลูกค้าในปัจุบันและอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ‘NEW ENERGY FOR ALL’ ที่มุ่งยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทย เพราะลูกค้าคือคนสำคัญของเรา และเป็นส่วนสำคัญที่จะร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ NEV Nation ไปด้วยกัน”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “หนึ่งในหัวใจสำคัญของเรเว่คือการสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับลูกค้า BYD รวมถึงส่งมอบประสบการณ์หลังการขายที่ดีตลอดระยะเวลาการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของเรา คลังอะไหล่แห่งใหม่นี้จะเป็นศูนย์กลางการเบิกจ่ายและกระจายสินค้าอะไหล่ให้กับศูนย์บริการทั่วประเทศที่มีมากกว่า 100 แห่ง ซึ่งจะช่วยยกระดับบริการหลังการขายให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายของเราที่ต้องการขยายศูนย์บริการให้ ครอบคลุมทุกภูมิภาคภายในปี พ.ศ. 2567 นี้ ด้วยอะไหล่สำรองที่ครบครันและจัดเก็บได้ในจำนวนที่มากกว่าเดิม พร้อมระบบการจัดการอะไหล่แบบใหม่ที่แม่นยำและรวดเร็ว โดยการใช้เครื่อง Handheld สแกนบาร์โค้ดตั้งแต่ขั้นตอนการรับเข้าสินค้า นำสินค้าเข้าจุดจัดเก็บ และนำสินค้าออกจากระบบ รวมถึงนำเครื่อง Handheld มาใช้ในระบบนำอะไหล่ออกจากที่เก็บ เพื่อสแกนบาร์โค้ดก่อนบรรจุลงกล่อง เพื่อให้มีข้อมูลสินค้าที่อยู่ในกล่องอย่างครบถ้วน ซึ่งระบบใหม่นี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้พร้อมส่งถึงผู้จำหน่ายเร็วกว่าเดิม รวมถึงกระบวนการเบิกจ่ายอะไหล่ เพื่อกระจายไปยังศูนย์บริการต่างๆ ทั่วประเทศในวันถัดไป[2] การันตีการส่งมอบอะไหล่อย่างทันท่วงที ทำให้ลูกค้าสามารถนำรถกลับไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว”

คลังอะไหล่ RÊVER BYD Spare Parts Warehouse แห่งใหม่นี้ตั้งอยู่บนพื้นที่บางนา-ตราด มีการแบ่งพื้นที่จัดเก็บอย่างชัดเจนเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ โดยแบ่งพื้นที่คลังอะไหล่ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่

ส่วนที่ 1 Inbound area พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร รองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ 25 ตู้คอนเทนเทอร์

ส่วนที่ 2 Storage area พื้นที่ 12,000 ตารางเมตร แบ่งการจัดเก็บออกเเป็น 4 โซน สามารถจัดเก็บอะไหล่ได้มากกว่า 1 ล้านชิ้น โดยแบ่งตามขนาดและประเภทของอะไหล่ ประกอบด้วย

โซนที่ 1 On Floor สำหรับจัดเก็บสินค้าอะไหล่ขนาดใหญ่

โซนที่ 2 Selective Rack สำหรับจัดเก็บอะไหล่ขนาดกลางที่สามารถนำขึ้นชั้นวางได้ โดยสามารถจัดเก็บสินค้าอะไหล่ขนาดกลางได้มากกว่า 1,500 พาเลท

โซนที่ 3 Medium Rack สำหรับจัดเก็บอะไหล่ขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยสามารถจัดเก็บสินค้าอะไหล่ได้มากกว่า 2,500 รายการ

โซนที่ 4 Battery Room เป็นพื้นที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสำหรับ Blade Battery โดยเฉพาะ โดยควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 25 องศา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอะไหล่ทุกชิ้นยังคงประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเบิกจ่ายไปใช้งานจริง และสามารถจัดเก็บแบตเตอรี่ได้มากถึง 240 ลูก

ส่วนที่ 3 Packing Area พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร ใช้สำหรับบรรจุหีบห่อและตรวจสอบสินค้าอะไหล่ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการจัดส่ง

ส่วนที่ 4 Outbound Area พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร เป็นพื้นที่สำหรับนำจ่ายสินค้าให้กับทีมขนส่ง

แบ่งออกเป็น 6 เส้นทาง ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก อำนวยความสะดวกจัดส่งสินค้าอะไหล่ถึงศูนย์บริการทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว

ด้วยขนาดพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นถึง 4.5 เท่า การยกระดับศักยภาพการจัดเก็บและบริหารคลังอะไหล่ การรักษาความปลอดภัย ประกอบกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาระบบการจัดการอะไหล่ขึ้นใหม่ เรเว่จึงมั่นใจว่าคลังอะไหล่แห่งนี้จะสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับทั้งผู้จำหน่ายและลูกค้า BYD ในประเทศไทย เกิดความคล่องตัวในกระบวนการส่งมอบอะไหล่ไปถึงตัวแทนผู้จัดจำหน่ายในแต่ละพื้นที่มากกว่า 100 แห่งได้เร็วกว่าที่เคย รองรับการเติบโตของยอดผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลและเชิงพาณิชย์ของ BYD และการขยายศูนย์บริการครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของสังคมผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ต่อไปในอนาคต

###

เกี่ยวกับ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยในเดือนกรกฎาคม 2565 บริษัทฯ ได้นำรถยนต์ไฟฟ้า BYD รุ่นแรก “BYD ATTO 3” เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างล้นหลามด้วยยอดจำหน่ายและส่งมอบมากกว่า 30,000 คัน ในปีแรกที่เข้าสู่ตลาด ในเดือนกรกฎาคม 2566 ได้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า รุ่นที่ 2 “BYD DOLPHIN” และล่าสุดเสริมสร้างผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าซีดาน รุ่นที่ 3 “BYD SEAL” ในเดือนกันยายน ทำให้สามารถสร้างปรากฏการณ์เป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจดทะเบียนมากที่สุด มีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้ามากถึง 40 % ในปี 2566 บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะนำยานยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ (NEV: New Energy Vehicle) เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เข้าสู่วงการขับขี่ในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น และมอบทางเลือกที่ความประหยัดในภาวะที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสื่อมวลชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด

พุทธชาด แสนสะสม โทรศัพท์ 099 542 6246 อีเมล [email protected]

กัญญพัชร พริ้งประเสริฐ โทรศัพท์ 065 939 9133 อีเมล [email protected]

ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ Carl Byoir & Associates

อีเมล: [email protected]

เปิดตัวแล้ววันนี้! iQOO Z9 5G และ Z9x 5G สมาร์ตโฟนขุมพลังไร้ขีดจำกัดที่มาครอบคลุมทุกโจทย์ความต้องการของเหล่า Gen Z เริ่มต้น 7,999 บาท

iQOO (ไอคูล) แบรนด์สมาร์ตโฟนตัวท็อป ประกาศเปิดตัว iQOO Z9 5G และ Z9x 5G สมาร์ตโฟน 2 รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานเจเนอเรชันใหม่ หรือกลุ่ม Gen Z ด้วยสมาร์ตโฟนตัวแรง ประสิทธิภาพเทียบเท่าระดับรุ่นเรือธง ภายใต้แนวคิด “ขุมพลังไร้ขีดจำกัด” หรือ “Unstoppable Power” มอบความสามารถทรงพลัง พร้อมความอึดอัปเกรดใหม่ที่มาในรูปแบบของแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และขุมพลังระดับเทพบนรุ่น Z9 5G อย่าง Snapdragon® 7 Gen 3 Mobile Platform ให้ชาว iQOOer ได้เพลิดเพลินไปกับสมาร์ตโฟนของคนรุ่นใหม่ มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การใช้งานอันเร็ว แรง ไร้ขีดจำกัดพร้อมกันได้แล้ววันนี้!

มอบประสิทธิภาพระดับเรือธง และพลังความลื่นไหลอันเหนือชั้น
iQOO Z9 5G มาพร้อมกับชิปเซตประมวลผล Snapdragon® 7 Gen 3 ที่ใช้สถาปัตยกรรมเดียวกันกับขุมพลังระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมอย่าง Snapdragon® 8 Gen 3 ขนาด 4nm ผลิตบนเทคโนโลยี TSMC สำหรับ CPU แบบ 1+3+4 อัปเกรดใหม่ ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการใช้งานและจัดการพลังงานได้ดีกว่าที่เคย ล้ำไปอีกขั้นกับระบบระบายความร้อน (Vapor Chamber) ขนาดใหญ่พิเศษ 6,043 ตารางมิลลิเมตร ที่ใหญ่ขึ้นถึง 200% จากรุ่นก่อนหน้า ช่วยตรวจจับอุณหภูมิตัวเครื่องได้อย่างแม่นยำ และระบายความร้อนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้ Z9 5G ยังมาพร้อมกับระบบสั่นแบบ 4 มิติ และลำโพงสเตอริโอคู่พลังเสียง 300% ที่มีอัลกอริธึมสำหรับขยายเอฟเฟกต์เสียงรอบทิศทาง ออกแบบพิเศษสำหรับเกม ‘Genshin Impact’ เพิ่มมิติการตอบสนองด้วยการสั่นอันน่าประทับใจหลากหลายรูปแบบและสอดคล้องกับสกิลตัวละครทั้ง 68 ตัวตลอดการเล่นเกม เพื่อประสบการณ์การเล่นที่สมจริงและหาไม่ได้จากที่ไหนสำหรับสายเกมมิ่ง

เสริมความแกร่งในรุ่น Z9x 5G สำหรับชิปเซตประมวลผล Snapdragon® 6 Gen 1 สร้างบนสถาปัตยกรรมขนาด 4nm โดยมี CPU ระดับพรีเมียมทั้งหมด 8 คอร์ ได้แก่ คอร์ขนาดใหญ่ Cortex-A78 2.2 GHz จำนวน 4 คอร์ และคอร์ขนาดเล็ก Cortex-A55 1.8. GHz อีก 4 คอร์ ซึ่งเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว มอบคุณสมบัติในการใช้พลังงานที่ต่ำ แต่คงไว้ด้วยสมรรถนะอันทรงพลัง ช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานเป็นพิเศษ พร้อมคลายความกังวลเรื่องเครื่องร้อนแม้ใช้งานเป็นเวลานาน เมื่อมีระบบระบายความร้อน 3D แบบ 5 ชั้น ที่มาพร้อมโครงสร้างอันหลากหลาย ครอบคลุมทั้งตัวเครื่อง

แบตเตอรี่ขนาดใหญ่แบบบางพิเศษ พร้อมอายุการใช้งานที่ยาวนาน

ทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมแบตเตอรี่ BlueVolt ขนาดบางพิเศษ มอบความจุ 6000mAh ซึ่งนับเป็นความจุสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ตโฟนของ iQOO รองรับเทคโนโลยีการชาร์จไวถึง 80W FlashCharge สำหรับรุ่น Z9 5G และ 44W FlashCharge สำหรับรุ่น Z9x 5G โดดเด่นเรื่องความอัดแน่นของพลังงานด้วยเทคโนโลยีการสร้างแกรไฟต์แบบขั้วลบ เพิ่มความจุของพลังงานมากขึ้นถึง 6% เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่แกรไฟต์แบบดั้งเดิมของรุ่นก่อนหน้า มาพร้อมเทคโนโลยี Extended RAM 4.0 ช่วยขยาย RAM ได้สูงสุดถึง 12GB+12GB สามารถเปิดใช้งาน Background Application ได้พร้อมกันมากกว่า 40 แอปพลิเคชัน ให้เหล่าเกมเมอร์สามารถดาวน์โหลดและสลับแอปพลิเคชันได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด ตลอดการใช้งาน

ดีไซน์สวยทรงพลัง ก้าวข้ามขีดจำกัดทั้งภายในและภายนอก

รุ่น Z9 5G และ Z9x 5G โดดเด่นด้วยหน้าจอแสดงผล 1.5K AMOLED อัตรารีเฟรชสูง 144Hz และที่ 120Hz สำหรับรุ่น Z9x 5G มอบความสว่างสูงสุด 4500 นิต การันตีเรื่องภาพสวย คมชัด แม้แสดงผลในกลางแจ้ง หรือในที่ ๆ มีแสงสว่างมาก ขอบตัวเครื่องบางเฉียบ 7.98 มิลลิเมตร น้ำหนักเบา สวยเด่นด้วยดีไซน์กล้องหลังบนโมดูลแบบ Porthole อันเป็นเอกลักษณ์เช่นเดียวกับรุ่นเรือธง iQOO 12 5G พร้อมการรับรองมาตรฐาน SGS Eye Care Display Protection เพื่อการถนอมสายตา และมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54 ให้ผู้ใช้พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดในชีวิตประจำวันไปด้วยกันกับสมาร์ตโฟนของ iQOO

รายละเอียดการวางจำหน่าย

โดยรุ่นZ9 5G วางจำหน่ายใน 2 เฉดสีใหม่ ได้แก่ สีเขียวบรีซ กรีน (Breeze Green) อันได้รับแรงบันดาลใจจากสายลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้าและทุ่งข้าวสาลี ชวนให้นึกถึงฤดูใบไม้ผลิแรกที่งดงาม และ สีดำแฟนทอม แบล็ค (Phantom Black) สะท้อนถึงความลึกลับ น่าค้นหา และเปล่งประกายราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน จัดจำหน่ายในขนาด 2 รุ่นความจุ ได้แก่ 12GB+256GB ในราคา 12,499 บาท และ 8GB+256GB ในราคา 11,499 บาท

และในรุ่น Z9x 5G สำหรับ 2 สีตัวเลือก ได้แก่ สีเขียวนอร์ทเทิร์น กรีน (Northern Green) เปรียบดั่งประกายแสงสีของปรากฏการณ์แสงเหนือ ดูงดงาม เกินคำบรรยาย และ สีดำมิสติก แบล็ค (Mystic Black) อันสื่อถึงความมืดมิดยามราตรีของพื้นที่บริเวณละติจูดสูง ประกอบไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ และเส้นแสงที่ทับซ้อนกันอย่างสวยงาม ในขนาด 3 รุ่นความจุ ได้แก่ 12GB+256GB ในราคา 9,999 บาท, 8GB+256GB ในราคา 8,999 บาท และสำหรับรุ่นความจุ8GB+126GB ในราคา 7,999 บาท

พิเศษเฉพาะสำหรับผู้ที่สั่งซื้อ iQOO Z9 5G ตั้งแต่วันนี้ – 20 พฤษภาคม 2567 จะได้รับหูฟัง iQOO TWS 1e มูลค่า 1,299 บาท โดยทั้ง 2 รุ่น จะได้รับสิทธิพิเศษ E-VIP Card รับประกันตัวเครื่อง 2 ปี และประกันหน้าจอแตก 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีแรก

มาร่วมจับจองเป็นเจ้าของ iQOO Z9 5G และ Z9x 5G ได้แล้ววันนี้ ที่ vivo Brand Shop และทางช่องทางออนไลน์ Shopee, Lazada และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก iQOO Thailand และเว็ปไซต์ https://www.iqoo.com/th

#iQOOZ95G #iQOOZ9x5G #ขุมพลังไร้ขีดจำกัด

###

เกี่ยวกับ iQOO:

iQOO แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำที่นำเสนออุปกรณ์พกพาอันล้ำสมัย ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ด้วยความมุ่งมั่นในการนำเสนอสมาร์ตโฟนประสิทธิภาพสูง มีสไตล์ ในราคาจับต้องได้ ทำให้ iQOO ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย iQOO ตั้งใจมอบประสบการณ์การใช้งานสมาร์ตโฟนที่ราบรื่นไร้รอยต่อให้ผู้ใช้งาน โดยมุ่งนำเสนอฟีเจอร์และเทคโนโลยีล่าสุด เพื่อช่วยยกระดับการใช้งานในชีวิตประจำวัน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ iQOO และผลิตภัณฑ์ของบริษัท สามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการหรือติดตามทางโซเชียลมีเดียเฟซบุ๊ก iQOO Thailand และเว็บไซต์ https://www.iqoo.com/th

Spotify ส่งมอบประสบการณ์การฟังเพลงสุดพิเศษให้กับแฟน ๆ ต่อยอดความฟินจากรายการ Thailand Music Countdown presented by PEPSI

· การร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง True CJ กับ Spotify จะช่วยยกระดับการฟังเพลงของคนไทยและเพิ่มโอกาสการค้นพบศิลปินไทยมากยิ่งขึ้น

Spotify ร่วมมือกับ True CJ เพื่อต่อยอดประสบการณ์การรับชมรายการ Thailand Music Countdown presented by PEPSI ให้พิเศษยิ่งขึ้นผ่านแพลตฟอร์มด้านเสียงระดับโลกอย่าง Spotify แฟน ๆ สามารถย้อนกลับไปฟังบทเพลงจากศิลปินที่มาแสดงในรายการ และสำรวจฟีเจอร์ต่าง ๆ บนแอปที่จะช่วยให้แฟน ๆ ได้ค้นพบกับบทเพลงที่พวกเขาไม่เคยฟัง หรือศิลปินหน้าใหม่ ๆ รวมไปถึงการเปิดเผยตัวตนผ่านบทเพลงต่าง ๆ

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา การออกอากาศครั้งแรกของรายการที่คนไทยตั้งตารอรับชมการแสดงสุดปังจาก MILLI x HI ที่มาแสดงเพลงใหม่ที่มีจังหวะสนุกสนานอย่าง “HEY HEY” D GERRARD ที่มาแสดงเพลงฮิตอย่าง “รถไฟบนฟ้า (Galaxy Express)” ศิลปินเจ้าของเพลงฮิตติดชาร์ต fellow fellow ได้มาร้องเมดเล่ย์เพลงฮิตของพวกเขาอย่าง “ดาวหางฮัลเลย์” และ “หน้าที่ของน้ำตา” และเกิร์ลกรุ๊ปสุดฮอต Gen1es ก็ได้มาแสดงซิงเกิลแรกของพวกเธอ “Lucky Bell” อีกด้วย ซึ่งแฟน ๆ สามารถเพลิดเพลินไปกับเพลงเหล่านี้บนแอป Spotify และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับตอนใหม่ในสัปดาห์หน้าว่าจะมีศิลปินคนไหนมาโชว์ในรายการบ้าง

แฟน ๆ จากประเทศไทยและทั่วโลกต่างติดตามเพลย์ลิสต์ T-Pop Now ซึ่งเป็นเพลย์ลิสต์หลักของ Spotify ที่รวบรวมเพลง T-Pop ที่ทำให้โลกตะลึง และเพื่อฉายแสงให้กับศิลปินที่พวกเขาชื่นชอบ บน Spotify ได้อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงการแบ่งปันเพลงบนโซเชียลมีเดีย คลิปของศิลปิน และแม้กระทั่งเพลย์ลิสต์ที่ผู้ใช้งานสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเอง

Kossy Ng, Spotify’s Southeast Asia, Head of Music กล่าวว่า “นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับวงการเพลงและวัฒนธรรมไทย เนื่องจากเราเล็งเห็นความนิยมของการฟังเพลง T-Pop บน Spotify ที่เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตั้งแต่ปี 2018 ความสามารถของเราในการเข้าถึงผู้ฟังทั่วโลกยังส่งผลให้ศิลปินไทยได้ถูกค้นพบและรับฟังจากนอกประเทศ ผลักดันให้เกิดการค้นพบเพลง T-pop แบบไร้พรมแดน ทั้งยังเป็นพื้นที่ให้ศิลปินมากความสามารถได้สร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับแฟน ๆ ผ่านฟีเจอร์ของเรา และเรารู้สึกตื่นเต้นกับก้าวต่อไปของการเป็นพันธมิตรกับ True CJ”

เซอร์ไพร์สพิเศษจาก Spotify ที่จะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ที่มีความหมายระหว่างศิลปินและแฟนเพลงที่กำลังจะเปิดตัว “T-Pop Now by Spotify” จะเป็นเวทีสำหรับทั้งศิลปินทีป๊อปรุ่นใหม่และรุ่นเก๋าได้มาโชว์ฝีมือ

ติดตาม @spotifyth บน Facebook, Instagram, X และ TikTok เพื่ออัพเดตข้อมูลล่าสุด และเตรียมพร้อมสำหรับตอนต่อไปบนหน้าจอทีวีของคุณกับ Spotify ในรายการ Thailand Music Countdown Presented by PEPSI ติดตามชมได้ทุกวันอาทิตย์ เวลา 17.30-18.20 น. ทางช่อง 3