vivo เตรียมเปิดตัว V29e 5G สมาร์ตโฟนออร่าพอร์ตเทรตรุ่นใหม่ล่าสุดจาก V Seriesสัมผัสความละมุนอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกัน 27 ตุลาคมนี้!

กรุงเทพฯ 20 ตุลาคม 2566 – vivo fans ชาวไทยเตรียมตื่นเต้นกันอีกครั้ง เมื่อ vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก ประกาศเตรียมเปิดตัว V29e 5G สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากตระกูล V Series ในงาน Aura Light Aura Life (ออร่าไลท์ ออร่าไลฟ์) เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการถ่ายพอร์ตเทรต ส่งมอบประสบการณ์การถ่ายภาพที่สวยละมุน เป็นธรรมชาติยิ่งกว่าที่เคย ภายใต้แนวคิด “ออร่าพอร์ตเทรตพิเศษที่ความรู้สึก” (Aura portrait, shining every feeling more special)

นอกจากนี้ vivo ยังเตรียมความพิเศษให้ vivo fans ทุกท่านได้รับชมในงานเปิดตัวในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ นำทีมโดยนักแสดงหนุ่มสุดหล่อ ซี-พฤกษ์ พานิช ไอทีบลอคเกอร์จาก LDA ใหม่-รพีภร สุรวรรณ และตากล้องมากความสามารถ ปิงปอง-อาณกรภูเบศวร์ เฮงสุวรรณ์ ที่จะมาแชร์ประสบการณ์การใช้งาน รวมไปถึงเทคนิคการถ่ายภาพให้ได้ผลลัพธ์สวย ละมุนด้วย vivo V29e 5G

vivo พร้อมยกระดับสมาร์ตโฟนให้ล้ำไปอีกขั้น โดย vivo V29e 5G จะมาพร้อมกับดีไซน์สวยโดดเด่น เพรียวบาง ไม่เหมือนใคร เสริมด้วยเทคโนโลยีการถ่ายภาพที่ทันสมัย ชูฟีเจอร์เด่นอย่าง Aura Light Portrait 2.0 ให้ผลลัพธ์ภาพพอร์ตเทรตคมชัดอย่างเป็นธรรมชาติ เนรมิตภาพถ่ายที่ไม่ว่าจะถ่ายมุมองศาไหน ก็สามารถทำให้ผู้ใช้งานประทับใจกับคุณภาพได้เสมอ

vivo V29e 5G ยังมาพร้อมกับ 2 เฉดสีใหม่อย่าง “สีฟ้ากลาเซียร์” (Ice Creek Blue) ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่นด้วยฝาหลังลวดลายคริสตัลน้ำแข็ง และ “สีดำฟอเรสท์” (Forest Black) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแก่นแท้ของพลังแห่งธรรมชาติ เรียบหรู ดูแพง ส่งมอบความพิเศษได้ทุกครั้งที่สัมผัส

เตรียมตัวพบกับความตื่นเต้นครั้งใหม่ของ vivo V29e 5G พร้อมกันทั่วประเทศได้ วันที่ 27 ตุลาคม 2566 นี้ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ใน Live Streaming ผ่าน 2 ช่องทางของ vivo official ดังนี้

Facebook: vivo official page

TikTok: vivo Thailand

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดสเปกแบบจัดเต็ม ราคาอย่างเป็นทางการ รวมถึงโปรโมชันต่าง ๆ จากทาง vivo พร้อมกิจกรรมพร้อมเพื่อลุ้นรางวัลอื่น ๆ อีกมากมายตลอดการเปิดตัวได้ที่เว็บไซต์ www.vivo.com/th

#vivoV29e5GAuraLightAuraLife #ออร่าพอร์ตเทรตพิเศษทุกความรู้สึก

อินเทล เปิดตัวเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 14 ในงาน Thailand Game Show 2023

กรุงเทพฯ, 20 ตุลาคม 2566 – วันนี้ อินเทล แกะกล่องโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่พร้อมเผยประสิทธิภาพที่เหนือชั้นของตระกูลเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 14 ในงาน Thailand Game Showให้เหล่าเกมเมอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในไทยได้ชมเป็นครั้งแรก

นำโดย โปรเซสเซอร์รุ่นเรือธง Intel® Core™ i9-14900K ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 14 ประกอบด้วยเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ใหม่แบบปลดล็อค 6 รุ่น จำนวนคอร์สูงสุดถึง 24 คอร์ 32 เธรด และความถี่เทอร์โบที่เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 6 GHz ตามด้วยรุ่นกลาง Intel® Core™ i7-14700K ที่มาพร้อมกับจำนวน Efficient-core ที่เพิ่มขึ้น 4 คอร์ เมื่อเทียบกับเจนเนอเรชั่นก่อนหน้า ทำให้มีจำนวนคอร์ที่เพิ่มขึ้นเป็น  20 คอร์ 28 เธรด และยิ่งไปกว่านั้น ทางอินเทลยังได้มีการนำ ฟีเจอร์ AI Assist เข้ามาใช้ในการโอเวอร์คล็อก CPU ด้วยการใช้ Intel® Extreme Tuning Utility อีกด้วย ซึ่งผู้ใช้สามารถเปิดใช้งานได้อย่างง่ายดายในคลิกเดียว เพียงเท่านี้ก็สามารถสัมผัสประสบการณ์การโอเวอร์คล็อกของโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 14 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ1

เรารู้สึกตื่นเต้นและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 14 รุ่นใหม่ล่าสุดของเราในประเทศไทยวันนี้ โปรเซสเซอร์ของอินเทลได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดในโลกให้แก่ผู้ใช้งาน โดยเราหวังว่าทุกคนจะได้มาร่วมสัมผัสเทคโนโลยีล่าสุดจากอินเทลในงาน Thailand Game Show 2023” คุณฉันทนา สุวรรณวงษ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

เหล่าเกมเมอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ห้ามพลาดโอกาสที่จะได้มาสัมผัสประสิทธิภาพของเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 14 รุ่นใหม่ล่าสุด และเยี่ยมชมบูธของอินเทลซึ่งได้มีการจัดประลองการแข่งขันเกมยอดฮิตต่าง ๆ อาทิ Valorant, Apex Legends และ Forza Motorsport นอกจากนี้ยังได้มีการจัดเตรียมกิจกรรมให้ทุกคนได้ร่วมสนุก ร่วมพูดคุยกับสตรีมเมอร์ชื่อดัง และร่วมเล่นเกมชิงรางวัลมากมาย พบกับบูธของอินเทลได้ในงาน Thailand Game Show 2023 ซึ่งจัดเต็มความสนุกตลอด 3 วัน ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 20 – วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Exhibition Hall 4 ชั้น G

 ทำไมการมีโปรเซสเซอร์ดี ๆ ถึงสำคัญในช่วงที่ผ่านมาซีพียูในด้านการเล่นเกมและการสร้างคอนเทนต์ไม่ได้มีบทบาทสำคัญมากเท่าตอนนี้ เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 14 ซึ่งขับเคลื่อนโดยสถาปัตยกรรมไฮบริดสมรรถนะสูงของอินเทล ช่วยให้ผู้ที่หลงใหลในการประกอบคอมพิวเตอร์พีซีได้สัมผัสประสิทธิภาพในการประมวลผลโดยรวมดีขึ้นโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการใช้งาน2

เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 14 จะช่วยให้ผู้ใช้ได้สัมผัสประสิทธิภาพขั้นสูงสุด โดยรุ่นเรือธงอย่าง Intel® Core™ i9-14900K ซึ่งเป็นเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ที่เร็วแรงที่สุดในโลกด้วยความถี่เทอร์โบที่เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 6 GHz สามารถช่วยให้เกมเมอร์มีความได้เปรียบในการเล่นเกมและสามารถคงสถิติการเล่นเกมให้อยู่ระดับท็อป3 ของวงการได้ ตามด้วยรุ่น i7-14700K ซึ่งมีจำนวนคอร์ที่เพิ่มขึ้นถึง 25% สามารถช่วยให้เหล่าครีเอเตอร์เพลิดเพลินไปกับการสร้างสรรค์และเต็มที่กับการออกแบบด้วยประสิทธิภาพมัลติเธรดได้ และยังสามารถใช้งานร่วมกับมาเธอร์บอร์ดที่ใช้ชิปเซ็ต Intel® ซีรี่ส์ 600 และ 700 ที่มีอยู่เดิมได้ เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 14 จะมอบพลังการประมวลผลและสมรรถนะการใช้งานอย่างที่ผู้หลงใหลในประสิทธิภาพต้องการ4

สัมผัสขุมพลังเดสก์ท็อปที่ดีที่สุดในโลก: ด้วยความเร็วสัญญาณนาฬิกาที่เร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อน โปรเซสเซอร์ชุดใหม่ ตระกูลโปรเซสเซอร์เดสก์ท็อป Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 14 ที่มีรุ่นเรือธงอย่าง Intel® Core™ i9-14900K ความถี่เทอร์โบระดับ 6 GHz พร้อมขับเคลื่อนประสบการณ์การใช้งานเดสก์ท็อปที่ดีที่สุดในโลกสำหรับผู้ใช้งาน5

สถาปัตยกรรมไฮบริดประสิทธิภาพสูง (Performance hybrid architecture) ของอินเทลยังคงตอบสนองความต้องการด้านประสิทธิภาพการประมวลผลในทุกช่วงความต้องการของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น

  • แพลตฟอร์มการเล่นเกมที่ยอดเยี่ยม: โปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 14 ขับเคลื่อนประสบการณ์การเล่นเกมที่ดื่มด่ำอย่างเหนือชั้น ด้วยประสิทธิภาพการเล่นเกมที่เพิ่มขึ้นมากถึง 23% เมื่อเทียบกับโปรเซสเซอร์ระดับแถวหน้าของคู่แข่ง และยังมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ เช่นIntel® Application Optimization (APO) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการแอปพลิเคชัน ควบคู่ไปกับการกำหนดเวลาเธรดในการใช้งาน  Intel® Thread Director 6,7.
  • สมรรถนะการโอเวอร์คล็อกที่ยังครองความเป็นผู้นำ: โปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 14 แบบปลดล็อคยังคงมอบประสบการณ์การโอเวอร์คล็อกที่เหนือชั้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ใช้มือใหม่ โปรเซสเซอร์เดสก์ท็อปแบบปลดล็อครุ่นล่าสุดยังได้รวมฟีเจอร์ Intel® XTU AI Assist ใหม่สำหรับการโอเวอร์คล็อกที่ได้รับคำแนะนำโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และรองรับความเร็ว DDR5 XMP ที่มากกว่า 8,000 เมกะทรานสเฟอร์/วินาที (MT/S)
  • การเชื่อมต่อเครือข่ายที่เหนือกว่า: ตระกูลโปรเซสเซอร์เดสก์ท็อปรุ่นล่าสุดจากอินเทล มาพร้อมกับ Wi-Fi 6/6E และ Bluetooth® 5.3 ในตัว อีกทั้งยังสามารถรองรับเทคโนโลยีไร้สาย อย่าง Wi-Fi 7 และ Bluetooth 5.4 อีกด้วย นอกจากนี้ โปรเซสเซอร์เดสก์ท็อป Intel® Core™ รุ่นที่ 14 ยังรองรับ Thunderbolt™ 4 และ Thunderbolt 5 ที่กำลังจะมาในอนาคต ซึ่งจะรองรับประสิทธิภาพสูงสุดถึง 80Gbps สำหรับแบนด์วิดท์แบบสองทิศทาง (bi-directional bandwidth)8
  • การรองรับของชิปเซ็ตเดสก์ท็อป Intel® ซีรีส์ 600 และ 700: เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 14 ยังคงสามารถใช้งานร่วมกับชิปเซ็ต Intel® ซีรีส์ 600 และ 700 ทำให้ผู้ใช้งานสามารถอัพเกรดระบบเดิมได้อย่างง่ายดายและปลดล็อคประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่นี้ ให้เกมเมอร์เพลิดเพลินกับการเล่นเกม และช่วยให้คอนเทนครีเอเตอร์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การวางจำหน่าย

เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ ‘K’ และ ‘KF’ ของ Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 14 มีวางจำหน่ายในไทยแล้ววันนี้ที่ร้านค้าไอทีชั้นนำทั่วประเทศ ในราคาเริ่มต้นที่ 12,790 บาท โดยโปรเซสเซอร์รุ่นเรือธง Intel® Core™ i9-14900K วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 25,390 บาท*

*ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบกับร้านค้าปลีกอีกครั้ง

Amazon ประกาศศูนย์กระจายสินค้าอัตโนมัติแห่งแรกในสหรัฐฯ เพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกในการจัดส่ง

นี่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามหลายปีในการเปลี่ยนศูนย์กระจายสินค้าในสหรัฐอเมริกา ให้เป็นกระดาษ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะช่วยให้ลูกค้าจำนวนมากสามารถรีไซเคิลที่บ้านได้

ศูนย์ปฏิบัติตาม Amazon อัตโนมัติขั้นสูงของเราในเมือง Euclid รัฐโอไฮโอเป็นศูนย์แรกในสหรัฐอเมริกาที่เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์พลาสติกในการจัดส่งด้วยโซลูชันบรรจุภัณฑ์กระดาษที่สามารถรีไซเคิลข้างทางได้ เช่นเดียวกับผู้ค้าปลีกส่วนใหญ่ Amazon มักจะใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกและกระดาษผสมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความทนทาน น้ำหนัก และขนาด อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว การรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกกำหนดให้ลูกค้ามุ่งหน้าไปยังสถานที่ส่ง ดังนั้น วิศวกรบรรจุภัณฑ์ของเราจึงทำการวิจัยและทดลองมานานหลายปีเพื่อให้แน่ใจว่าเราจะพบโซลูชันที่เหมาะสมในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าด้วยกระดาษ

ด้วยการสร้างเครื่องจักรที่มีอยู่ใหม่เพื่อใช้กระดาษแทนพลาสติก การสร้างบรรจุภัณฑ์กระดาษที่ทนทานและยืดหยุ่น ปรับปรุงเทคโนโลยีที่ออกแบบให้เหมาะสม และการเปลี่ยนจากหมอนลมพลาสติกไปเป็นฟิลเลอร์กระดาษ ทีมงานทำให้ศูนย์ปฏิบัติตาม Euclid เปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษโดยสมบูรณ์ งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามหลายปีในการเปลี่ยนศูนย์ปฏิบัติตามคำสั่งของสหรัฐฯ ให้เป็นกระดาษ และโซลูชันกระดาษใหม่เหล่านี้จะอำนวยความสะดวกในการให้ลูกค้าจำนวนมากรีไซเคิลที่บ้านได้

Pat Lindner รองประธานฝ่าย Mechatronics และ Sustainable Packaging ของ Amazon กล่าวว่า “นี่เป็นหลักชัยสำคัญสำหรับศูนย์ปฏิบัติตามคำสั่งซื้อของเราในสหรัฐฯ และผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับทีมงานที่พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเลิกใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก” “นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ในขณะที่เรายังคงค้นหาวิธีเพิ่มเติมในการกำจัดและลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับลูกค้าของเรา”

ต่อไปนี้เป็นภาพรวมของโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมที่วิศวกรบรรจุภัณฑ์ของเราสร้างขึ้นเพื่อกำจัดบรรจุภัณฑ์สำหรับการจัดส่งที่เป็นพลาสติกที่ศูนย์ปฏิบัติตาม Euclid

การเปลี่ยนหมอนลมพลาสติกเป็นฟิลเลอร์กระดาษ

ลูกค้าต้องการให้จัดส่งคำสั่งซื้อในบรรจุภัณฑ์ที่มีขนาดถูกต้องและรีไซเคิลได้ง่าย เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์จะได้รับในสภาพที่ดีเยี่ยม และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด ในกรณีที่คำสั่งซื้อจำเป็นต้องมีบรรจุภัณฑ์เพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เรามีการใช้หมอนลมพลาสติกในอดีต แม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติในการจัดส่งแบบขายปลีก แต่หมอนประเภทนี้ต้องอาศัยการทำงานเพิ่มเติมเพื่อให้ลูกค้านำหมอนเหล่านั้นไปนำไปส่งที่โรงงานรีไซเคิลในท้องถิ่น การเปลี่ยนมาใช้ฟิลเลอร์กระดาษที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล 100% ลูกค้าสามารถรีไซเคิลได้ในถังขยะรีไซเคิลริมถนน

การออกแบบเครื่องจักรใหม่เพื่อผลิตถุงกระดาษ

เราไม่เพียงแต่ต้องการใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลริมถนนเท่านั้น เรายังต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อลดผลกระทบของเรา ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Amazon ได้ลดขนาดบรรจุภัณฑ์ลงอย่างมากโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่องเพื่อระบุผลิตภัณฑ์ที่สามารถจัดส่งได้อย่างปลอดภัยในบรรจุภัณฑ์ที่เบาและเล็กลง บรรจุภัณฑ์ประเภทนี้มีน้ำหนักเบากว่ากล่องลูกฟูกแข็งที่มีขนาดใกล้เคียงกันถึง 90%

แฟนๆ ผู้ใช้งานมือถือมีเฮได้อัพ MIUI Version Android14

ทาง Website https://new.c.mi.com ได้โพสอย่างเป็นทางการว่าเปิดให้ผู้ใช้งาน สามารถอัพเดต MIUI Version ที่เป็น Android 14 ได้ เพื่อเพิ่มประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานโดยรุ่นที่สามารถอัพได้เบื้องต้น
Xiaomi 13 (Global ROM)
Xiaomi 13 Pro (Global ROM)
Xiaomi 12T (Global ROM)
ข้อแนะนำ บางแอปที่ใช้งานอยู่ อย่างแอปธนาคารอาจได้รับผลกระทบ โปรแกรมระมัดระวังการใช้งาน ถ้าอัพแล้วเครื่องไม่สามารถเปิดได้ให้ติดต่อศูนย์บริการของ Xiaomi

ก่อนดำเนินการโปรดอ่าน ข้อกำหนดจาก
https://new.c.mi.com/global/post/610781

Microsoft Office Professional 2021 for Windows: Lifetime License for Windows only ลดเหลือแค่ 33$

บริษัทที่ต้องการซื้อลิขสิทธิ์แท้ของ Microsoft Office แต่เป็นรุ่นเก่าหน่อยสามารถใช้ได้ยาวๆ เพราะเป็นแบบ Lifetime License ด้วย
ทางเวป Stack Social ทำโปรลดราคาเหลือแค่ 33$ เท่านั้น ประมาณ 1,220 บาท
Click ไปตาม Link นี้เลย https://stacksocial.com/sales/microsoft-office-pro-plus-2021-for-windows-lifetime-license?aid=a-vesp5cm1

ทีมงานทำการเตรียมติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อเครื่อง

ลูกค้าของบริษัทฯที่ให้ทางทีมงานดูแลระบบคอมพิวเตอร์ บางครั้งมีการสั่งซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์กับทาง #Thaiload ด้วยทางทีมงานก็จะทำการติดตั้งโปรแกรมที่จำเป็น และทำการ Update ระบบต่างๆให้เรียบร้อยก่อนทำการจัดส่งที่ออฟฟิตลูกค้าและนำไปติดตั้ง พร้อมทำการสำรองข้อมูลจากคอมเตอร์เครื่องเก่า ไปยังเครื่องใหม่ และติดตั้งระบบเครือข่ายเข้ากับระบบหลัก พร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

KingstonเปิดตัวSSD รุ่นใหม่ KC3000 PCIe 4.0 NVMe และหน่วยความจำ ValueRAM DDR5

Kingston Technology ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์หน่วยความจำและโซลูชันเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศเปิดตัวโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ KC3000 PCIe 4.0 NVMe M.2 SSD สำหรับการใช้งานบนเดสก์ทอปและแล็ปท็อป พีซี พร้อม Kingston ValueRAM (KVR) DDR5 เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้ตามที่ต้องการ

ด้วยชุดควบคุม Gen 4×4 NVMe ใหม่ล่าสุด ทำให้ KC3000 สามารถมอบความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูลที่มากถึง 7,0000/7,000MB/s1 และมาพร้อมความจุสูงสุดถึง 4096GBเพื่อการจัดเก็บข้อมูลได้ตามความต้องการ ซึ่งสามารถรองรับงานที่ต้องใช้ทรัพยากรสูง และให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเมื่อใช้งานซอฟต์แวร์ประยุกต์ต่างๆ เช่น การเรนเดอร์ข้อมูล 3 มิติ และการสร้างคอนเทนต์ระดับ 4K+ ผ่านการอัพเกรดระบบจัดเก็บข้อมูล โดย KC3000 ใช้เทคโนโลยี 3D TLC NAND ความหนาแน่นสูง ซึ่งอยู่ในมาตรฐานอุตสาหกรรมฟอร์มแฟคเตอร์  M.2 2280 เพื่อการจัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้น และช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับประโยชน์จากความเร็ว PCIe 4.0 อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ KC3000 ยังผสานประสิทธิภาพเข้ากับความทนทาน ด้วยการเสริมแผ่นกระจายความร้อนกราฟีนอะลูมิเนียมแนวต่ำ เพื่อให้การกระจายความร้อนมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ไดรฟ์มีความเย็นระหว่างการใช้งานที่หนักหน่วง

Kingston กล่าวว่า “จากการเพิ่มขึ้นของแอปพลิเคชันที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ส่งผลให้ผู้บริโภคมองหาโซลูชันที่มีประสิทธิภาพและความจุสูง โดยการใช้เทคโนโลยี PCIe 4.0 เจนเนอเรชั่นล่าสุดกับ KC3000 ทำให้เราสามารถส่งมอบอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่รวดเร็วและมีเสถียรภาพ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของผู้ใช้งานในเวลานี้ได้ และเรายังรู้สึกยินดีที่ได้แนะนำหน่วยความจำ ValueRAM DDR5 เพื่อขยายข้อเสนอสำหรับผลิตภัณฑ์ Kingston DDR5 ให้มากขึ้น ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงในราคาที่เอื้อมถึง”

สำหรับโมดูลหน่วยความจำ ValueRAM DDR5 ของ Kingston ได้ถูกออกแบบและทดสอบภายใต้มาตรฐานอุตสาหกรรม JEDEC โดยมีระบบจัดการพลังงานในโมดูลหน่วยความจำติดตั้งสำเร็จในแผงวงจร (PMIC)ซึ่งสามารถช่วยควบคุมพลังงานที่ต้องการจากส่วนประกอบต่างๆ ของโมดูลหน่วยความจำ และช่วยให้กระจายพลังงานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมปรับปรุงความสมบูรณ์ของสัญญาณ รวมทั้งลดเสียงรบกวน ดังนั้น Kingston ValueRAM DDR5 ที่มีความน่าเชื่อถือและอยู่ในราคาที่เอื้อมถึงได้ จึงเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับการอัพเกรดประสิทธิภาพ DDR5 อย่างไม่ต้องสงสัย 

โดย Kingston DDR5 ValueRAM มีวางจำหน่ายในชุดแถวเดียวความจุ 16GB และชุด 2 แถวที่ความเร็ว4800MHz พร้อมรับประกันตลอดอายุการใช้งาน และบริการทางเทคนิคฟรี ทั้งนี้สำหรับ KC3000 มีวางจำหน่ายที่ความจุ 512GB, 1024GB, 2048GB และ 4096GBและรับประกันแบบจำกัดเงื่อนไข 5 ปีพร้อมบริการทางเทคนิคฟรี 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชม kingston.com

KC3000 PCIe 4.0 NVMe M.2 SSD
หมายเลขชิ้นส่วนความจุ
SKC3000S/512G512GB KC3000
SKC3000S/1024G1024GB KC3000
SKC3000D/2048G2048GB KC3000
SKC3000D/4096G4096GB KC3000

คุณสมบัติและรายละเอียดทางเทคนิคของ KC3000 PCIe 4.0 NVMe M.2 SSD

  • เทคโนโลยี PCIe 4.0 NVMe: ควบคุมการทำงานของแอปพลิเคชันที่ใช้ทรัพยากรสูงกับความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูลที่มากถึง 7,000/7,000MB/s1
  • จัดเก็บข้อมูลได้มากกว่า: อัพเกรดและจัดการอุปกรณ์บันทึกข้อมูลด้วยความจุมากถึง 4096GB2
  • ความยืดหยุ่นที่มากกว่าฟอร์มแฟคเตอร์ M.2 ขนาดกะทัดรัดสามารถติดตั้งกับเครื่องขนาดเล็ก (SFF) ได้ง่าย รวมทั้ง PC เดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊ก
  • ชุดกระจายความร้อนกราฟีนอะลูมิเนียมแนวต่ำระบบกระจายความร้อนที่โดดเด่นช่วยให้ไดรฟ์ไม่เกิดความร้อนและทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ฟอร์มแฟคเตอร์M.2 2280
  • อินเทอร์เฟซPCIe 4.0 NVMe
  • ความจุ2: 512GB, 1024GB, 2048GB, 4096GB
  • ชุดควบคุมPhison E18
  • NAND: 3D TLC
  • อ่าน/เขียนตามลำดับ1:        
    • 512GB – 7,000/3,900MB/s
    • 1024GB – 7,000/6,000MB/s
    • 2048GB – 7,000/7,000MB/s
    • 4096GB – 7,000/7,000MB/s
  • อ่าน/เขียน 4K แบบสุ่ม1:
    • 512GB – up to 450,000/900,000 IOPS
    • 1024GB – up to 900,000/1,000,000 IOPS
    • 2048GB – up to 1,000,000/1,000,000 IOPS
    • 4096GB – up to 1,000,000/1,000,000 IOPS
  • จำนวนไบต์ทั้งหมดสำหรับเขียนข้อมูล (TBW)3:
    • 512GB – 400TBW
    • 1024GB – 800TBW
    • 2048GB – 1.6PBW
    • 4096GB – 3.2PBW
  • อัตราสิ้นเปลืองพลังงาน:
    • 512GB – 5mW Idle / 0.34mW Avg / 2.7W (MAX) Read / 4.1W (MAX) Write
    • 1024GB – 5mW Idle / 0.33mW Avg / 2.8W (MAX) Read / 6.3W (MAX) Write
    • 2048GB – 5mW Idle / 0.36mW Avg / 2.8W (MAX) Read / 9.9W (MAX) Write
    • 4096GB – 5mW Idle / 0.36mW Avg / 2.7W (MAX) Read / 10.2W (MAX) Write
  • อุณหภูมิการจัดเก็บ-40°C~85°C
  • อุณหภูมิการทำงาน: 0°C~70°C
  • ขนาด:
    • 512GB-1024GB – 80mm x 22mm x 2.21mm
    • 2048GB-4096GB – 80mm x 22mm x 3.5mm
  • น้ำหนัก:
    • 512GB-1024GB – 7g
    • 2048GB-4096GB – 9.7g
  • แรงสั่นสะเทือนขณะทำงาน: สูงสุด 2.17G (7-800Hz)
  • แรงสั่นสะเทือนขณะไม่ทำงาน: สูงสุด 20G (20-1000Hz)
  • MTBF: 1,800,000 hours
  • การรับประกัน/บริการ4รับประกันแบบจำกัดเงื่อนไข 5 ปีพร้อมบริการทางเทคนิคฟรี

ผลิตภัณฑ์ SSD รุ่นนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับใช้ในเครื่องเดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊ก ไม่เหมาะกับเซิร์ฟเวอร์

1พิจารณาจาก “ประสิทธิภาพตั้งแต่แกะกล่อง” โดยใช้เมนบอร์ด PCIe 4.0 ความเร็วอาจแตกต่างกันไปเนื่องจากฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์และการใช้งาน

ความจุที่แจ้งบางส่วนสำหรับไดร์ฟแฟลชใช้อ้างอิงสำหรับการฟอร์แมตหรือฟังก์ชั่นอื่นๆ ไม่ใช่ความจุสำหรับใช้จัดเก็บข้อมูล ด้วยเหตุนี้ความจุที่แท้จริงในการเก็บข้อมูลอาจต่ำกว่าที่ระบุไว้บนตัวผลิตภัณฑ์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากคู่มือหน่วยความจำแฟลชของ Kingston ที่ kingston.com/flashguide.

3 จำนวนไบต์ที่เขียนทั้งหมด (TBW) ได้มาจากเกณฑ์ของ JEDEC Client Workload (JESD219A)

4การรับประกันแบบจำกัดเงื่อนไขครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือ “เปอร์เซ็นต์การใช้งานจริง (Percentage Used)” ของ SSD ตรวจสอบได้จาก Kingston SSD Manager (kingston.com/ssdmanager) สำหรับ NVMe SSD ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้จะแสดงค่า Percentage Used เป็น 0 ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่ครบอายุการรับประกันจะแสดง Percentage Used มากกว่าหรือเท่ากับหนึ่งร้อย (100) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก kingston.com/wa.

คุณสมบัติและรายละเอียดทางเทคนิคของ Kingston DDR5 ValueRAM

  • ความจุ:
    • แถวเดี่ยว – 16GB
    • ชุดสองแถว – 32GB
  • ความถี่: 4800MHz
  • ค่าหน่วงเวลา: CL40
  • แรงดันไฟฟ้า: 1.1V
  • อุณหภูมิการทำงาน0°C-85°C
  • อุณหภูมิการจัดเก็บ: –55°C-100°C

สามารถติดตาม Kingston ได้ที่: 

Facebook: https://www.facebook.com/kingstonthailand/

YouTube: https://www.youtube.com/user/KingstonTechnologyTH

หัวเว่ยเผยแฟชั่นเซ็ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ถ่ายทอด HUAWEI MateBook 14s ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ผ่านคนเจนใหม่อย่างลงตัว

ปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไปแล้วว่าในโลกของเราวันนี้ เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องของคนไอทีเท่านั้น แต่ยังสอดแทรกผสานอยู่ในไลฟ์สไตล์ของเราทุกคน กล่าวได้ว่าแบรนด์ไอทีขยับเข้าหาความมีชีวิตชีวาแบบไลฟ์สไตล์ ส่วนไลฟ์สไตล์ของเราก็ขยับเข้าหาความอัจฉริยะของเทคโนโลยี โดยเฉพาะชีวิตของคนยุคดิจิทัลที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาอยู่เสมอ และขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ อุปกรณ์ที่จะสามารถรองรับไลฟ์สไตล์การทำงานเช่นนี้ได้ก็ต้องครบครันทั้งในแง่ของประสิทธิภาพอันชาญฉลาดและสุนทรียะแห่งดีไซน์

เพื่อตอบรับเทรนด์ดังกล่าวนี้ ล่าสุดหนึ่งในผู้นำวงการไอทีอย่างหัวเว่ยได้จับมือกับVogue Thailand นิตยสารแฟชั่นระดับโลก เผยภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อโปรโมตแล็ปท็อประดับเรือธง HUAWEI MateBook 14s ที่เล็งเจาะกลุ่มผู้ใช้แล็ปท็อปไฮเอนด์ด้วยดีไซน์เรียบหรู เป็นอุปกรณ์ไอทีที่สามารถเบลนด์อินไปกับภาพถ่ายไฮแฟชั่นได้อย่างลงตัว โดยที่แต่ละองค์ประกอบต่างก็เติมเต็มกันและกัน ตัวผลิตภัณฑ์สร้างความโดดเด่นนำสมัยให้กับภาพ ส่วนเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของภาพจาก Vogue Thailand ก็ตอกย้ำสุนทรียะแห่งความมีสไตล์ของแล็ปท็อป กลายเป็นแฟชั่นเซ็ตที่สะกดทุกสายตา

แฟชั่นเซ็ตของ Vogue Thailand ถูกถ่ายทอดผ่านคอนเซ็ปต์ NEW WAY TO WORKบอกเล่าวิถีการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ของคู่กายที่บ่งบอกอัตลักษณ์และไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว เน้นย้ำความทันสมัย ความสดใหม่ และความดูดีที่ถ่ายทอดออกมาผ่าน Mood & Tone ของภาพ โดยสะท้อนเรื่องราวว่า HUAWEI MateBook 14s นั้นสามารถใช้งานตอบโจทย์หลากหลายสายอาชีพได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะคนบันเทิงอย่างสายการแสดงที่ต้องอ่านบทและจัดการงานอื่นๆ ไปพร้อมกัน หน้าจอ 2.5K HUAWEI FullView Display ทำให้ใช้งานพื้นที่จออ่านบทได้เต็มตามากขึ้น ชิปเซ็ตที่เร็วและแรงอย่าง 11th Gen Intel® Core™ H-Series ก็รองรับการทำงานหลายโปรแกรมพร้อมๆ กันได้ดี หรือจะเป็นการใช้สีสันที่สวยสะดุดตาอย่างสีเขียวSpruce Green[1] หรือการออกแบบด้วยดีไซน์เฉพาะตัวและน้ำหนักเบา ซึ่งตอบโจทย์คนทำงานสายแฟชั่นที่ต้องพกพาแล็ปท็อปติดตัวไปทุกที่

นอกจากนี้ ภาพแฟชั่นเซ็ตของ Vogue Thailand ยังเล่าเรื่องราวของคนทำงานสายคอนเทนต์ที่ต้องมองหน้าจอติดต่อกันเป็นเวลานาน การเลือกใช้แล็ปท็อปที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโลกจาก TÜV Rheinland ว่าช่วยปกป้องดวงตาด้วยการลดแสงสีฟ้าและการกะพริบของหน้าจอ ก็ถือว่าตอบได้ตรงโจทย์ หรือแม้แต่คนทำงานเพลงที่ต้องอัดเสียงเครื่องดนตรีเยอะๆ และต้องเช็ครายละเอียดเพลงให้ออกมาดีที่สุด การได้แล็ปท็อปที่มีเทคโนโลยีด้านเสียงโดยเฉพาะอย่าง HUAWEI Sound ที่ใส่มาใน HUAWEI MateBook 14s พร้อมลำโพง 4 ตัวและไมโครโฟนอีก 4 ตัวก็คือว่าเป็นผู้ช่วยมอบพลังด้านเสียงได้เป็นอย่างดี ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ HUAWEI MateBook 14s นับเป็นแล็ปท็อปที่มีฟังก์ชันการใช้งานครอบคลุม 360°  ครบจบในเครื่องเดียว ยกระดับความสมาร์ทให้ชีวิตง่ายขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเพื่อการงานหรือความบันเทิง

HUAWEI MateBook 14s มาพร้อมหน้าจอทัชสกรีน HUAWEI FullView Display2.5K อัปเกรดความลื่นไหลของภาพด้วย ด้วยระบบสัมผัส Multi-touch 10 จุด อัตรารีเฟรชหน้าจอถึง 90Hz ผสานกับประสิทธิภาพจากขุมพลังแพลตฟอร์ม 11th Gen Intel® H-Series และเป็นแล็ปท็อปตัวแรกของหัวเว่ยที่ได้รับ Intel® Evo™ Platform Certification รับรองมาตรฐานการออกแบบเทคโนโลยีมาอย่างลงตัว มอบความทรงพลัง กราฟฟิกละเอียด สามารถเชื่อมต่อและถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วไร้สะดุด พร้อมเทคโนโลยีเสียงใหม่ HUAWEI Sound โดยเพิ่งเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2564 ในราคาเริ่มต้นที่ 40,990 บาท พิเศษสำหรับโปรโมชันพรีออเดอร์ รับฟรี! หูฟังไร้สายระดับโปรฯ HUAWEI FreeBuds Pro มูลค่า 5,499 บาท และMicrosoft 365 ฟรี 1 ปี มูลค่ารวม 7,289 บาท เมื่อสั่งซื้อสินค้าตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม2564 ถึง 12 พฤศจิกายน 2564 ทางเว็บไซต์ HUAWEI Store ร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบนแฟลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เช่น ShopeeLazada และ JD Central รวมถึงหน้าร้าน HUAWEI Experience Store และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ และมาพร้อมบริการรับประกันบำรุงรักษาตัวเครื่องฟรี ภายใน 2 ปีนับจากวันที่ซื้อสินค้า พร้อมให้บริการรับส่งซ่อมเครื่องถึงบ้าน รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

หัวเว่ยเรียกร้องให้อุตสาหกรรมICTทำงานร่วมกันสู่การพัฒนาก้าวใหม่ของ5G

การประชุมระดับโลก Global Mobile Broadband Forum (MBBF 2021) ประจำปีของหัวเว่ย ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 ได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยคุณเคน หู ประธานกรรมการบริหาร แบบหมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ยได้ร่วมกล่าวถึงสถานการณ์การพัฒนาเทคโนโลยี 5G ในปัจจุบันรวมถึงโอกาสใหม่ๆ จากนี้ไปว่า “ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีของการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้งานในเชิงพาณิชย์ เทคโนโลยีนี้ได้ยกระดับประสบการณ์การใช้งานโทรศัพท์มือถือของผู้บริโภคขึ้นมาก และยังได้มอบพลังใหม่ๆ ให้กับหลากหลายภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกอีกด้วย ความก้าวหน้านี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่เราคาดการณ์เอาไว้ โดยเฉพาะในด้านจำนวนผู้ใช้งาน ความครอบคลุมของสัญญาณ และจำนวนเสาส่งสัญญาณ 5G ในตลาด”

คุณเคน หู กล่าวถึงการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ในงาน MBBF 2021

คุณเคน หู ยังได้กล่าวถึงโอกาสใหม่ๆ ที่มาใน 3 รูปแบบซึ่งจะขับเคลื่อนการเติบโตของ 5G ในก้าวต่อไป ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีการบริการของ XR การเติบโตของตลาดอุตสาหกรรม (B2B) และความคืบหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ภาพรวมของการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ทั่วโลกในปัจจุบัน

ปัจจุบันมีเครือข่าย 5G เชิงพาณิชย์จำนวน 176 เครือข่ายทั่วโลก ให้บริการแก่ลูกค้ามากกว่า 500 ล้านคน ความเร็วในการดาวน์โหลดเพื่อการใช้งานของผู้บริโภคโดยเฉลี่ยจะเร็วกว่า 4G ประมาณ 10 เท่าตัว ทำให้ผู้ใช้งานเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น VR หรือการสตรีมคอนเทนต์แบบ 360 องศาได้ ในด้านอุตสาหกรรมนั้น ปัจจุบันมีโครงการที่กำลังศึกษาเพื่อที่จะนำแอปพลิเคชัน 5G ไปใช้ในตลาด B2B หรือ 5GtoB10,000 โครงการทั่วโลก นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยี 5G ในภาคอุตสาหกรรม เช่น ภาคการผลิต เหมืองแร่ หรือท่าเรือต่างๆ ได้ผ่านขั้นตอนการทดลองไปแล้ว และกำลังเพิ่มอัตราการใช้งานเทคโนโลยีรูปแบบนี้ในวงกว้าง

แม้ว่าเทคโนโลยีกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง คุณเคน หู กล่าวว่ายังคงมีบางด้านที่ต้องพัฒนา “ในปัจจุบัน กว่าครึ่งของโครงการ 5GtoB นั้นอยู่ในประเทศจีน เรามีกรณีศึกษามากมายแล้ว แต่เรายังจำเป็นต้องเดินหน้าสร้างธุรกิจในรูปแบบที่ยั่งยืนมากขึ้น”

เขาได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่จะส่งผลต่ออุตสาหกรรม ICT ในระยะยาว รวมถึงการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอันเป็นผลจากโรคระบาดโควิด-19 การที่ AI จะกลายมาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกองค์กร และทุกคนบนโลกกำลังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศกันมากขึ้น เทรนด์เหล่านี้ได้มอบโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่มาพร้อมกับความท้าทายด้วย อย่างไรก็ตาม เรายังมีแนวทางที่จะเตรียมความพร้อมเพื่อการรับมือได้

แนวทางแรกคือ อุตสาหกรรมจำเป็นต้องแน่ใจว่าเครือข่าย อุปกรณ์ต่างๆ และคอนเทนต์ที่มีนั้น พร้อมรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Extended Reality (XR)การมอบประสบการณ์การใช้งาน XR จากคลาวด์แบบไม่สะดุดได้นั้น เครือข่ายจะต้องมอบความเร็วในการดาวน์โหลดที่สูงกว่า 4.6 กิกะบิตต่อวินาที และมีค่าความหน่วงน้อยกว่า 10  มิลลิวินาที ในปีที่ผ่านมา หัวเว่ยได้ประกาศเป้าหมายสำหรับ 5.5G แล้วและเชื่อว่าทุกฝ่ายจะช่วยหาทางรับมือกับความท้าทายเรื่องนี้

ในด้านอุปกรณ์นั้น การลดอุปสรรคในการเข้าถึงอุปกรณ์เฮดเซ็ตเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของเทคโนโลยีเวอร์ชวลเรียลลิตี (VR) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักของ Extended Reality อันเป็นส่วนผสมของทั้ง AR, VR และ MR  ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องพัฒนาทั้งด้านอุปกรณ์และคอนเทนต์ ผู้คนต้องการอุปกรณ์ที่เล็กลงและเบาขึ้น รวมถึงเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น และเพื่อเติมเต็มอีโคซิสเต็มของคอนเทนต์ คุณเคน หูได้เรียกร้องให้ภาคอุตสาหกรรมร่วมมอบแพลตฟอร์มคลาวด์ และเครื่องมือต่างๆ ในการช่วยให้การสร้างคอนเทนต์ง่ายขึ้น เพราะรู้กันดีอยู่แล้วว่าการสร้างคอนเทนต์ที่เหมาะสม

แนวทางที่สองคือ ผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมจำเป็นต้องยกระดับโครงข่ายของตนเองและพัฒนาศักยภาพใหม่ๆ เพื่อเตรียมพร้อมให้บริการแบบ 5GtoB โครงข่ายที่มีเสถียรภาพเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการใช้เทคโนโลยี 5G ในภาคอุตสาหกรรม ผู้ให้บริการจึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ของโครงข่ายอย่างสม่ำเสมอ อาทิ การส่งสัญญาณจากสถานีภาคพื้นไปยังดาวเทียม (uplink) การวางตำแหน่ง (positioning) และเซ็นเซอร์ (sensing) ทั้งนี้ การใช้ในเชิงอุตสาหกรรมนั้นซับซ้อนยิ่งกว่าการใช้งานของผู้บริโภค โดยเฉพาะด้านปฏิบัติการและการบำรุงรักษา(Operation & Maintenance – O&M) ซึ่งนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง และเพื่อช่วยเหลือในเรื่องนี้ หัวเว่ยจึงพัฒนาโครงข่ายแบบอัตโนมัติ (Autonomous Network) ที่ผสานความอัจฉริยะในทุกมิติของเทคโนโลยี 5G นับตั้งแต่การวางแผนและการก่อสร้าง ไปจนถึงการบำรุงรักษาและการปรับใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล กลุ่มผู้ให้บริการจำเป็นต้องมีบทบาทหลายด้านที่แตกต่างกัน นอกจากบริการด้านการเชื่อมต่อแล้ว ผู้ให้บริการยังสามารถเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ประสานระบบและอื่นๆ รวมถึงช่วยพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ที่สำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการใช้งานเทคโนโลยี 5G ให้ครอบคลุมในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การพัฒนามาตรฐานทางโทรคมนาคมที่ระบุอุตสาหกรรมแบบเฉพาะเจาะจงนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ในประเทศจีน กลุ่มผู้ให้บริการพร้อมกับพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรมเริ่มพัฒนามาตรฐานที่จะใช้กับเทคโนโลยี 5G ในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ การทำเหมืองถ่านหิน การผลิตเหล็ก และพลังงานไฟฟ้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างช่วยผลักดันให้เกิดการนำไปใช้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นภายในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว

“นอกเหนือจากเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่งที่ไม่สามารถจับต้องได้และอาจจะไม่ได้เกิดผลกำไรในทันที แต่จะเป็นกุญแจสู่ศักยภาพด้านการแข่งขันในระยะยาวในตลาดบริการแบบ 5GtoB” คุณเคน หูกล่าวสรุป

แนวทางที่สาม ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเตรียมพร้อมในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม จากการประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ภายในปี พ.ศ. 2573 เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั่วโลกอย่างน้อย 15เปอร์เซ็นต์ โดยคุณเคน หู กล่าวว่า “ในทางหนึ่ง เรามีโอกาสที่ดีที่จะสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์ในทุกอุตสาหกรรม พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล แต่ในขณะเดียวกัน เรายังต้องตระหนักถึงความจริงที่ว่าอุตสาหกรรมของเรามีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) เพิ่มมากขึ้น และเราต้องเริ่มแก้ไขปัญหาดังกล่าว ปัจจุบัน หัวเว่ยได้ใช้ทรัพยากรและอัลกอริธึมใหม่ ๆ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราใช้พลังงานน้อยลง และกำลังปรับปรุงพื้นที่ต่างๆ รวมถึงปรับการจัดการพลังงานในศูนย์ข้อมูลของหัวเว่ยให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น”

“ตลอดสองปีที่ผ่านมา เราเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของโควิด-19 เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าเมื่อโลกเริ่มฟื้นตัวกลับมา เราจำเป็นต้องตระหนักถึงโอกาสต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้าและเตรียมตัวให้พร้อมกับโอกาสเหล่านั้น  เราจึงต้องเตรียมทั้งเทคโนโลยี ธุรกิจ และศักยภาพ ของเราให้พร้อม” คุณเคน หูสรุป

การประชุม Global Mobile Broadband Forum 2021 นั้นจัดขึ้นโดยหัวเว่ยและพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงองค์กรกำกับดูแลมาตรฐานการสื่อสาร (Global System for Mobile Associations – GSMA) และคณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ (SAMENA – South Asia, Middle East, North Africa) โดยงานประชุมครั้งนี้นับเป็นการรวมตัวของกลุ่มผู้ให้บริการโครงข่าย ผู้นำภายในอุตสาหกรรมแนวดิ่ง และพาร์ทเนอร์ด้านอีโคซิสเต็มจากทั่วโลกเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องแนวทางการนำศักยภาพเทคโนโลยี 5G มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมโครงข่ายไร้สายให้ก้าวไปข้างหน้า

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.huawei.com/en/events/mbbf2021