การ Capture หน้าจอใน Windows7

การ เก็บภาพหน้าจอใน windows7 สามารถทำได้ง่ายๆ เพราะโปรแกรม Snipping Tools มีมาพร้อมอยู่แล้วใน windows7 ลองเข้าโปรแกรม Snipping tools ตามขั้นตอนต่อไปนี้

Click Start หรือ Logo Microsoft กลมๆ ตรงปุ่ม ด้านล่าง
กดเลือกที่ All Program
หาหัวข้อ Accessories
Click ที่โปรแกรม Snipping Tools
แล้วเลือกบริเวณของภาพที่ต้องเก็บภาพโดยกด Mouse Click ซ้ายค้างไว้จะสิ้นสุดพื้นที่ที่ต้อง
ถ้าไม่พอใจสามารถเก็บภาพใหม่ได้เพียงกด New
เมื่อได้ภาพที่ต้องการแล้ว กดปุ่ม Save รูปแผ่น disk แล้วตั้งชื่อ file

การเซตเสียง Ringtone และ การเปลี่ยน Wallpaper ใน iPhone

การเซต เปลี่ยนเสียง Ringtone ใน iPhone

เข้าที่ Settings
เลือก Sound
แล้วจะมีเพลงให้เลือก และสามารถเพิ่มลดเสียง ได้
การเซตความสว่างของหน้าจอและการเปลี่ยน Wallpaper ใน iPhone

เข้าที่ Settings
Brightness & Wallpaper
จะมีหน้าจอให้เซตความสว่างของหน้าจอ
หรือจะมีให้เลือก Wallpaper

taxi postsum คำนวณค่าแท็กซี่ก่อนใช้บริการ

ถ้าเป็นการขึ้นแท็กซี่ในเส้นทางประจำที่ขึ้นเป็นปกติ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ตัดสินใจที่จะขึ้นหรือไม่ขึ้นได้ไม่ยาก เหตุผลที่จะเลือกขึ้นหรือไม่ขึ้นคงมีเพียงจะเอาความสะดวกหรือไม่

แต่ในกรณีเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย และโดยเฉพาะมีระยะทางที่ค่อนข้างไกล บางทีก็สองจิตสองใจว่าจะยอมเสียเวลานั่งรถไฟฟ้าต่อรถเมล์ดีกว่าไหม จะขึ้นแท็กซี่เลยก็กลัวว่าค่าใช้จ่ายจะบานปลาย อาจจะต้องจ่าย 4-5 ร้อยบาทหรือเกินกว่านั้น

เอาเป็นว่าใครที่อยากรู้ว่าจะต้องจ่ายค่าแท็กซี่ประมาณเท่าไรในเส้นทางที่จะไป สามารถตรวจสอบก่อนได้ที่เว็บนี้เลย taxi.postsum.com

การใช้งานไม่ยุ่งยาก ถ้าพอจะรู้ระยะทางคร่าวๆ อยู่แล้วว่าประมาณกี่กิโลเมตรก็ยิ่งง่าย กรอกตัวเลขระยะทางได้เลย แล้วก็ประเมินเวลาการเดินทางคร่าวๆ ลองคำนวณดูว่าช่วงเวลาที่จะไปรถติดไหม น่าใช้เวลาสักเท่าไร จากนั้นก็คลิกปุ่ม “คำนวณราคา” ก็จะได้ค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ออกมาแล้ว

แต่ค่าใช้จ่ายที่ออกมา เฉาพะค่าแท็กซี่นะ ยังไม่รวมค่าทางด่วน

ถ้ายังไม่รู้ระยะทาง ก็สามารถคลิกกำหนดจุดหมายต้นทาง-ปลายทางในแผนที่ด้านบนได้เลย ตัวแผนที่จะใช้งานไม่ค่อยสะดวกเท่าไร แนะนำให้เช็กระยะทางใน Google Maps จะสะดวกกว่าแล้วเอาตัวเลขระยะทางมากรอกในระบบคำนวณราคา

จากที่ลองใช้เปรียบเทียบกับการคำนวณราคาด้วยตัวเอง ถือว่าตรงกัน ใกล้เคียงกันเลย ซึ่งในการคำนวณด้วยตัวเองก็สามารถตรวจสอบอัตราค่าโดยสารตามระยะทางได้เลยจาก Google

ค่ามิเตอร์เริ่มต้น 35 บาท จากนั้นคิดตามระยะทางคือ…


ระยะทางเกินกว่า 1 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 10 กิโลเมตรละ 5.50 บาท
ระยะทางเกินกว่า 10 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 20 กิโลเมตรละ 6.50 บาท
ระยะทางเกินกว่า 20 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 40 กิโลเมตรละ 7.50 บาท

ทำไมต้องมี Dolby Vision ในสมาร์ทโฟน

ปัจจุบัน เราใช้เวลากับสมาร์ทโฟนเพื่อความบันเทิงมากขึ้น การดูหนังเรื่องโปรดหรือซีรี่ส์สุดฮิตผ่านสมาร์ทโฟนดีๆ ที่ให้คุณภาพของภาพไม่แพ้ในโรงภาพยนตร์ถือเป็นประสบการณ์ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ให้อรรถรสมากขึ้นและด้วยเทคโนโลยี Dolby Vision ที่มีใน LG G6 สมาร์ทโฟนพรีเมียม ก็ยิ่งช่วยมอบ ความบันเทิงได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
คำถามคือ ‘Dolby Vision’ คืออะไร ทำไมจึงต้องมีอยู่ในสมาร์ทโฟน หากจะอธิบายง่ายๆ Dolby Vision ก็คือเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อคุณภาพที่ดีที่สุดสำหรับการดูหนังในปัจจุบันนี้ ช่วยให้ภาพสดใส ดูมีชีวิตชีวา ทำให้เราดูหนังอย่างมีอรรถรสมากขึ้น เพราะ Dolby Vision สามารถแสดงเฉดสีให้สมจริงแบบคนถ่ายเห็นอย่างไร เราก็จะเห็นอย่างนั้นและยังแสดงผลของภาพทั้งความเข้ม ลึก และสว่างมากกว่าปกติแก้ปัญหาการผิดเพี้ยนของภาพ ถ่ายทอดภาพให้เราได้เห็นตามต้นฉบับที่ผู้ถ่ายทำต้องการนำเสนอ


ในตอนนี้ผู้ผลิตหนังระดับ Major จาก Hollywood และวีดีโอสตรีมมิ่งเจ้าดังอย่าง Netflix เองก็หันมาเลือกใช้การถ่ายทำด้วยเทคโนโลยี Dolby Vision กันมากขึ้นทำให้เรามีตัวเลือกหนังให้รับชมมากมาย หากคุณมักรับชมหนังเรื่องโปรดผ่านสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเดินทาง ท่องเที่ยว หรือยามพักผ่อน การมีสมาร์ทโฟนที่รองรับ Dolby Vision ก็จะช่วยให้ช่วงเวลาความบันเทิงของคุณเพลิดเพลินได้อารมณ์มากยิ่งขึ้น

ล่าสุดเทคโนโลยี Dolby Vision ก็ได้ถูกนำเข้ามาสู่สมาร์ทโฟนเป็นครั้งแรกใน LG G6 สมาร์ทโฟนพรีเมียม ที่มาพร้อมหน้าจอ 5.7 นิ้ว ซึ่งแอลจี ประเทศไทยเพิ่งเปิดตัวคืนสังเวียนตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมียมในไทยไปเมื่อเร็วๆ นี้ และยังเป็นสมาร์ทโฟนพรีเมียมแบรนด์เดียวในขณะนี้ที่นำเสนอเทคโนโลยี Dolby Vision และ HDR 10 โดยสามารถใช้งานโหมด Dolby Vision ได้ถึง 4 โหมดคือ โหมด Bright นำเสนอวีดีโอคุณภาพดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่สว่างขึ้น, โหมด Vivid เพิ่มความสว่างและสีเพื่อภาพที่คมชัดขึ้น, โหมด Cinematic ให้ภาพที่ใกล้เคียงโรงภาพยนตร์มากที่สุดและโหมด Standard รักษาสมดุลระหว่างการประหยัดพลังงานและคุณภาพวีดีโอ
ข้อมูลจาก LG / LG G6

Visual Composer เครื่องมือสร้างสรรค์งานเว็บไซต์ใน WordPress

เคยเขียนถึงบทบาทและความสำคัญของเว็บไซต์ไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากตอนนี้อะไรๆ ก็เข้าไปอยู่ใน Facebook เสียหมด จะขายของก็ขายผ่าน Facebook Page จนเว็บไซต์สำเร็จรูปดูจะเงียบเหงาไป จะสร้างกลุ่มหรือคลับก็ใช้ Facebook Group จนเว็บบอร์ดหลายๆ แห่งเริ่มจะเงียบหายไป

แต่ในครั้งนั้นก็ได้อธิบายไว้ว่า เว็บไซต์ยังคงมีความสำคัญอยู่โดยเฉพาะกับการองค์กรหรือธุรกิจที่จำเป็นต้องการสร้างหรือใส่ข้อมูลที่สำคัญ และเมื่อพูดถึงเว็บไซต์ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยตอนนี้ใครๆ ก็หันมาใช้ WordPress แทบทั้งสิ้น แม้กระทั่งองค์กรใหญ่ แรกเริ่มก็จะใช้พื้นฐานจาก WordPress ก่อนที่จะปรับแต่งรูปแบบและโครงสร้างให้เป็นไปตามที่ต้องการ

ทีนี้เมื่อพูดถึง WordPress ในระดับเบื้องต้นถึงการใช้งานในองค์กรระดับกลาง ที่อาจจะไม่ได้มีทีมไอทีหรือโปรแกรมเมอร์ในการปรับแต่งอะไรได้ตามต้องการทั้งหมด ยังคงใช้งานบนพื้นฐานของ Theme ที่เลือก มีเครื่องมือตัวหนึ่งที่อยากแนะนำให้ลองใช้กัน

เครื่องมือตัวนี้ถือว่าเป็นปลั๊กอินตัวหนึ่งใน WordPress มีชื่อว่า Visual Composer มีให้ใช้ทั้งเวอร์ชันฟรี และเสียเงิน และเวอร์ชันที่แถมมาให้กับธีม ถ้าอ่านบทความนี้เสร็จหรือมีโอกาสได้ลองใช้ ถ้าถูกใจแนะนำให้ใช้ตัวพรีเมียมไปเลยซึ่งเลือกใช้ได้ 2 วิธีคือ

– ซื้อปลั๊กอินต่างหาก (ส่วนจะนำไปใช้ได้กี่โดเมนให้ศึกษารายละเอียดจากผู้พัฒนา)

– เลือกธีมที่มีฟีเจอร์ Visual Composer มาให้ แต่ต้องอ่านเงื่อนไขดีๆ ว่า Visual Composer ที่แถมมาให้นั้นเป็นตัวพรีเมียมหรือว่าใช้งานได้ในระดับไหน สุดท้ายแล้วต้องเสียเงินซื้อเวอร์ชันเต็มเองหรือเปล่า

Visual Composer น่าสนใจอย่างไร

ความน่าสนใจของเครื่องมือตัวนี้คือการช่วยให้เราสามารถจัดการสิ่งต่างๆ ใน WordPress ได้สะดวกมากขึ้น อีกนัยหนึ่งก็คือ ช่วยให้เราจัดการกับ WordPress ได้อย่างใจมากขึ้น

เช่น ในการ Post บทความ จากเครื่องมือพื้นฐานของ WordPress ที่จะเป็นหน้าต่าง Editor เรียบๆ ที่สามารถพิมพ์ข้อความ ใส่ภาพ และอื่นๆ ได้ในหน้าต่างเดียว แต่เมื่อใช้ Visual Composer ในการสร้างบทความจะมีเครื่องมือให้เราสร้างเทมเพลตม บล็อก หรือการใส่ข้อมูลได้ยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้เราสามารถรูปแบบของการแสดงบทความได้หลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น

หรือในการสร้าง Side Bar หรือ Footer ก็เช่นกัน การใส่ Widget การจัดการกับสิ่งต่างๆ จะทำให้เรามีความคล่องตัวมากขึ้น

อีกจุดหนึ่งคือ การสร้างหน้า Home Page แม้ว่า

อีกระดับของการเข้าสู่ระบบแห่งอนาคต smart living และ “Internet of Things” โดย Porsche Digital

ปอร์เช่ล้ำหน้าไปอีกระดับด้วยโครงการที่จะพลิกโฉมหน้าโลกดิจิทัล จากการดำเนินงานผ่านองค์กรลูกข่าย Porsche Digital บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตชั้นนำของโลกสัญชาติเยอรมันแห่งนี้ ได้ริเริ่มปฏิบัติการดึงเอาเทคโนโลยีที่พักอาศัยและสำนักงานล้ำยุค home-iX เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฐานบัญชาการใหญ่ในสตุ๊ทการ์ท

ทั้งนี้เจ้าของโมเดลธุรกิจแบบ B2B สตาร์ทอัพ รายดังกล่าวคือผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบ smart living solutions ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2016 โดยอดีตพนักงานของปอร์เช่ประกอบด้วย Mehmet Arziman และ Heiko Scholtes หนึ่งในจุดหมายสำคัญขององค์กรธุรกิจแห่งนี้คือระบบบริหารจัดการอัจฉริยะ car-to-smart home solutions ซึ่งเหมาะสำหรับหน่วยงานด้านการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์

ปัจจุบันนี้ Porsche Digital ดำรงสถานภาพเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรองของธุรกิจ home-iX บรรดาทีมงานผู้ก่อนตั้งบริษัทได้รับการสนับสนุนกิจการในรูปแบบของพื้นที่สำนักงานสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ ข้อมูลส่งเสริมและการเป็นที่ปรึกษาด้านการวางแผนกลยุทธ โดย Porsche Digital ได้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมกับธุรกิจสตาร์ทอัพ เพื่อดำเนินงานในฐานะโครงการต้นแบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รายละเอียดของโครงการดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับทิศทางในการพัฒนาระบบบริหารจัดการอัจฉริยะทั้งส่วนของที่พักอาศัยและสำนักงาน ยานพาหนะ อุปกรณ์ติดต่อสื่อสารและระบบช่วยเหลือบริการทางดิจิทัลซึ่งสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายถึงกันได้

ในส่วนของ Thilo Koslowski ผู้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Porsche Digital ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญในการเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนของ home-iX ไว้ว่า “ในความเป็นจริงแล้ว เรายังคงก้าวเดินไปอย่างแน่วแน่ ตามกลยุทธ์ด้าน
เทคโนโลยีดิจิทัล เรากำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาของเรารวมทั้งการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ที่จะช่วยส่งเสริมคุณค่า
เพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตของผลกำไรและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันขององค์กร”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Porsche Digital ได้ให้คำจำกัดความของระบบ smart living ไว้ว่า “มันคือหนึ่งในหลักชัยสำคัญบนเส้นทางของการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล” คำว่า “smart living” และ “smart home” หมายรวมถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ ในที่พักอาศัยและอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศจนกระทั่งยานพาหนะ ล้วนแล้วแต่มีปฏิสัมพันธ์และรวมศูนย์กับผู้ใช้กิจวัตรประจำวันจะได้รับการบริหารจัดการโดยอัตโนมัติด้วยเครือข่าวอัจฉริยะประสิทธิภาพสูง สะดวกสบาย เต็มไปด้วยความน่าเชื่อถือและเปี่ยมอรรถประโยชน์อย่างแท้จริง ทั้งในระหว่างการใช้เวลาในบ้านหรือการโดยสารเดินทางบนพาหนะ

บุกตลาดวงการ smart home ในฐานะคนกลาง

Home-iX กำลังวิจัยพัฒนารูปแบบพื้นฐานของระบบ “Smart Living as a Service” และศูนย์จัดจำหน่ายบริการ smart living ในโมเดลธุรกิจแบบ B2B ทั้งนี้บริษัทได้วางโครงสร้างของตนเองไว้ในฐานะขององค์กรสตาร์ทอัพที่ดำเนินงานอย่างเป็นกลาง นำเสนอกรรมวิธีในการแก้ไขปัญหาโดยร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่าวต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แทนที่จะเป็นการแข่งขันกับบรรดาองค์กรเหล

QR Payment รับง่ายจ่ายสะดวกด้วย QR Code

เป็นกระแสที่กำลังมาแรงมากๆ สำหรับเรื่องของ QR Payment หรือการจ่ายเงินด้วย QR Code ที่เป็นกระแสแรงขนาดนี้ไม่ใช่เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคนในประเทศ พูดแบบนั้นได้เลยจริงๆ เกี่ยวข้องกับทุกคนจริงๆ เพราะต่อไปในที่สุดแล้วเราจะเข้าสู่ยุคของสังคมไร้เงินสดอย่างแท้จริง

ทำความรู้จัก QR Payment

อย่างที่บอกไปว่า QR Payment คือการจ่ายเงิน ไม่ใช่สิ ไม่ใช่แค่จ่าย ทั้งรับและจ่ายนั่นหมายถึงคนขายหรือร้านค้าและลูกค้าสามารถรับเงินและจ่ายเงินให้กันได้ด้วย QR Code

กระบวนการทำงานหรือจ่ายเงินด้วย QR Code ก็คือการใช้สมาร์ทโฟนสแกน QR Code ของร้านค้าที่รองรับการจ่ายเงินด้วยวิธีนี้ โดยที่ร้านค้าจะทำ QR Code ของสินค้าเอาไว้

การทำ QR Code ของร้านค้าจะเป็นแบบ Static ที่ให้ลูกค้าระบุจำนวนเงินค่าสินค้าเอง หรือแบบ Dynamic ที่ร้านค้าทำรายการสินค้าพร้อมกำหนดราคาไว้แล้ว ก็แล้วแต่ร้านค้าว่าจะสร้าง QR Code เป็นแบบใดซึ่งก็ต้องดูความเหมาะสมกับสินค้าของตนเองด้วย

เมื่อลูกค้าสแกน QR Code แล้ว ระบบจะเชื่อมโยงกับ Mobile Banking ของธนาคารที่ใช้งานอยู่เพื่อทำการโอนเงินให้กับร้านค้า > ลูกค้าตรวจสอบรายการสินค้าที่ซื้อและยอดเงิน แล้วยืนยัน จากนั้นก็รับสลิปหรือในเสร็จจากระบบ

ตามรูปแบบการรับและจ่ายเงินดังกล่าวนี้ ต่อไปเราไม่ต้องพกกระเป๋าสตางค์ติดตัวเลยก็ได้ เพราะการจ่ายเงินด้วยวิธีนี้จะไม่ได้ใช้แต่ในร้านหรูๆ หรือร้านค้าตามห้างเท่านั้น

ก็อย่างที่บอกไปว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทุกคนในประเทศ หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าริมทาง ร้านอาหารตามสั่งริมถนน แผงลอยหาบเร่ แท็กซี่ หรือแม้แต่มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็จะต้องมี QR Code เอาไว้ให้ลูกค้าจ่ายเงินด้วยวิธีนี้ ต่อไปลืมกระเป๋าสตางค์ได้ แต่ลืมมือถือไม่ได้นะ

ในเรื่องของความปลอดภัย ในเมื่อเป็นนวัตกรรมทางการเงินระดับประเทศแบบนี้ จึงอยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ที่จะเปิดให้ลูกค้ารับและจ่ายเงินด้วย QR Code ได้ต้องผ่านการทดสอบระบบจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน ตอนนี้ธนาคารต่างๆ ก็ทยอยเข้าสู่การทดสอบระบบ ซึ่ง ณ ตอนนี้ธนาคารที่ผ่านการทดสอบและเริ่มให้บริการแล้วก็คือ ธนาคารกสิกรไทยกับธนาคารไทยพาณิชย์ ตามที่เราเห็นแคมเปญโฆษณาประชาสัมพันธ์อยู่ในขณะนี้

ตอนนี้ถือว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น การจ่ายด้วย QR Code จึงยังจำกัดพื้นที่อยู่ย่านใจกลางเมืองของกรุงเทพ เช่น สยามสแควร์ จตุจักร และประตูน้ำ แต่ก็มีร้านค้านับ 10,000 ร้านแล้วนะ ใครอยากสนุกกับการจ่ายเงินการช็อปแบบคูลๆ ก็ลองไปในย่านดังกล่าวแล้วใช้บริการได้

ความปลอดภัยน่ะไม่ต้องกลัว กลัวก็ก็แต่ใจตัวเองจะช็อปเพลินจนเงินหมดบัญชีนี่น่ะสิ!

Gimbal Stabilizer จะซื้อทั้งทีต้องพิจารณาอะไรบ้าง

บทความ : กิตติ ภูวนิธิธนา

กลายเป็นของที่ต้องมีของคนที่ชอถ่ายวิดีโอไปแล้วในตอนนี้สำหรับไม้กันสั่นหรือ Gimbal Stabilizer ซึ่งตอนนี้มีให้เลือกมากมายหลากหลายรุ่นและราคาก็ถูกลงเรื่อยๆ จากราคาระดับหมื่นอัพ ในตอนนั้นราคาหมื่นกว่าบาทก็ว่าถูกแล้วกับอุปกรณ์ประเภทนี้ ตอนนี้ราคา 4-5 พันบาทก็มีให้เลือกหลายรุ่น ระดับ1-2 พันยังมีเลย

ขอบแบบนี้จะถูกจะแพงก็เรื่องหนึ่ง ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของคุณภาพที่ต้องพิสูจน์กันจากการใช้งานและเรื่องของรูปแบบความพึงพอใจ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการใช้งาน เกี่ยวกับอุปกรณ์เหล่านี้พวก Gadget ทั้งหลายนี้เจ็บตัวกันมานักต่อนักแล้วไม่ว่าจะเป็นไม้กันสั่น Action Camera หรือว่าพวกไมค์ทั้งหลาย ซื้อผิดไม่ตอบโจทย์การทำงานกลายเป็นที่ทับกระดาษเอาง่ายๆ เสียตังค์ฟรีกันมาไม่น้อยแล้ว

ดังนั้นวันนี้ขอมาแนะนำกันสักหน่อยเพื่อเป็นแนวทางในการเลือกซื้อ เนื่องจากพอมีประสบการณ์อยู่บ้าง เจ็บตัวมานิดๆ เหมือนกัน และใช้งานจริงมาสักพักหนึ่งแล้ว จึงขอเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาแชร์กัน คิดว่าคงมีประโยชน์บ้างไม่น้อยก็มาก

จะซื้อ Gimbal Stabilizer มีอะไรบ้างที่ต้องพิจารณา…

– เป็นแบบไหน 2 แกนหรือ 3 แกน ถือว่าเป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ต้องพิจารณา เป็นฟังก์ชันที่มีผลทั้งเรื่องของการใช้และราคา ถ้าเป็นแบบ 2 แกนราคาก็ถูกหน่อย 3 แกนทำงานได้ครบทุกองศาราคาก็จะแพงขึ้น เดี๋ยวนี้เห็นมีรุ่น X-CAM เป็นแบบ 2 แกนราคาพันกว่าบาทแค่นั้นเอง พับเก็บพกพาใส่กระเป๋ากางเกงได้เลย

เอาเข้าจริงแบบ 2 แกนก็คล่องตัวดีนะ อาศัยแค่ว่ากันสั่นได้ก็พอ ให้ถืออยู่ในมือแล้วภาพไม่สั่น ส่วนการหันหรือแพนกล้องใช้แบบแมนวลเอาก็ได้ สะดวกและได้ดังใจดีด้วย เพราะการควบคุมด้วยมอเตอร์อาจจะสมูธก็จริงแต่บางจังหวะก็ไม่ทันใจและไม่เป็นไปตามจังหวะที่เราต้องการเสียทีเดียว

– ความจุแบตเตอรี่ รองรับการถ่ายต่อเนื่องได้นานแค่ไหน และมีช่องชาร์จไฟให้เสียบชาร์จกับ Power Bank ระหว่างใช้งานได้ไหม

– จุดเชื่อมต่อ รองรับการติดตั้งอแดปเตอร์เพื่อติดตั้งอุปกรณ์เสริมหรือไม่ สามารถติดตั้งอะแดปเตอร์แบบไหนได้บ้าง ได้กี่จุด เชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมอะไรได้บ้าง หลักๆ ก็จะเป็นการเชื่อมต่อกับไมค์นอก (เรื่องไมค์มีประเด็นที่อยากแนะนำด้วย อ่านต่อหัวข้อถัดไป)

– การใช้งานกับขาตั้งกล้อง ถ้าคิดว่าอาจจะต้องมีการถ่ายที่จะต้องใช้ขาตั้งกล้องด้วย เช่นการใช้งานของผม ตอนที่พูดเปิดคลิปอาจจะตั้งกล้องก่อน พูดเปิดสักหน่อยแล้วไปหยิบกิมบอลเดินถ่ายสิ่งที่ต้องการพร้อมกับเล่าเรื่องไปด้วย ซึ่ง Gimbal บางรุ่นใต้ด้ามจับจะมีรูมาตรฐานที่สามารถยึดกับเพลทของขาตั้งกล้องได้เลย บางรุ่นต้องซื้อ Base หรือ Dock ของกิมบอลรุ่นนั้นมาใช้ ซึ่งใช้ได้เป็นแท่นสำหรับตั้งตัวกิมบอลเองและที่ใต้ Base จะมีรูไว้ให้ยึดกับเพลตของขาตั้งกล้อง (ผมใช้รุ่นนี้แหละพะรุงพะรังไปหน่อย)

– แอปพลิเคชัน ถ้าเป็นไปได้ก็ลองศึกษาก่อนซื้อ อาจจะดูตามรีวิวต่างๆ ว่าการใช้งานแอปพลิเคชั่นของกิมบอลรุ่นนั้นเป็นยังไงบ้าง ใช้ง่าย ใช้ดีไหม รองรับอะไรบ้าง รองรับกล้องเพื่อการถ่ายภาพและวีดีโอ (อันนี้เป็นฟังก์ชั่นพื้นฐาน) รองรับการไลฟ์ไหม หลักๆ ก็รองรับ Facebook Live ไหม บางรุ่นอาจรองรับการไลฟ์ผ่านโซเชียลอื่นๆ ด้วย และสามารถตัดต่อได้ด้วย ก็ลองศึกษาดู ถ้าจะให้ดีถ้าซื้อกับหน้าร้าน อาจไปลองเล่นตัวโชว์ดูก่อน

– เรื่องการใช้ไมค์ กิมบอลที่ผมเข้าใจนะส่วนใหญ่จะเห็นว่าจะโชว์ในเรื่องของการถ่ายภาพเคลื่อนไหวในสถานการณ์ต่างๆ วิ่งเดิน ลุก นั่ง โดยที่ภาพไม่สั่น โดยภาพเหล่านั้นอาจนำไปใช้เป็นฟุตเทจหรืออะไรก็ตามที่ไม่ได้เน้นบันทึกเสียง แต่ก็มีนะอย่าง DJI OSMO PLUS ที่มีกล้องในตัว มีช่องเสียบไมค์นอกมาให้ด้วย แต่ DJI OSMO MOBILE หรือรุ่นอื่นๆ อีกหลายรุ่น จะไม่ได้เน้นหรือพูดถึงเรื่องนี้

แต่การใช้งานของหลายๆ คน อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งล่ะ ต้องการถ่ายวิดีโอที่บันทึกเสียงไปด้วย ไม่ใช่แค่เอาภาพเคลื่อนไหวไปตัดต่อแล้วลงเสียงทีหลัง ลำพังใช้ไมค์ในตัวของสมาร์ทโฟนก็ได้เสียงไม่ดีนัก ถ้าเป็นการถ่ายในอาคารที่ไม่ค่อยมีเสียงรบกสนก็แล้วไป แต่ถ่ายเอาท์ดอร์นี่ลำบาก ทีนี้การต่อไมค์นอกเวลาที่ใช้สมาร์ทโฟนกับกิมบอลจะมีปัญหาสำคัญคือ ช่องเสียงไมค์ของสมาร์ทโฟนมักจะถูกปิดหรือบังด้วยแกนของกิมบอล

ดังนั้นถ้าใครจะซื้อกิมบอลแล้วคิดว่าจะต้องใช้ไมค์นอกด้วย เอาสมาร์ทโฟนที่จะใช้ถ่ายไปลองติดตั้งกับกิมบอลเลย แล้วดูว่าช่องเสียบไมค์อยู่ในจุดที่ถูกบังจากแกนของกิมบอลไหม หรือว่าเสียบไมค์ได้สะดวกไหม

นี่ก็เป็นเรื่องการเลือกซื้อกิมบอลที่นำมาแนะนำกันครับ