ข่าวประชาสัมพันธ์ กสทช. ร่วมกับภาครัฐ เปิดตัว “กะทิ” สายรัดข้อมืออัจริยะสำหรับวัยเก๋า ภายใต้โครงการวิจัยแนวทางเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคม และการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มผู้สูงอายุ” มุ่งยกระดับสวัสดิการผู้สูงอายุ พร้อมผลักดันสู่นโยบายระดับประเทศ

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ประกาศเปิดตัว “โครงการวิจัยแนวทางเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มผู้สูงอายุ” พร้อมวางแผนเพื่อหาแนวทางการทำความร่วมมือ Thailand Smart Living Lab ต่อไป เพื่อส่งเสริมให้เกิดสวัสดิการผู้สูงอายุ ยุค 5G Digital Health Innovation และเตรียมตัวก้าวสู่ Thailand Personal Health AI”

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่าปัจจุบันสังคมไทยเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยสถิติผู้สูงอายุมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดช่องว่างและข้อจำกัดบางประการของการปรับตัวระหว่าง “ผู้สูงอายุ” กับ “เทคโนโลยียุคใหม่” ที่ทำให้ไม่มีความรู้ความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้ ส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในด้านต่าง ๆ ยังไม่ได้รับการเชื่อมต่อข้อมูลและใช้งานจากเทคโนโลยีดิจิทัลเท่าที่ควร ดังนั้น การเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มผู้สูงอายุ จึงนับว่าเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ตลอดจนส่งเสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีดิจิทัลในการยกระดับคุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม

        “ทาง กสทช. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้ส่งเสริมและสนับสนุนเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) เพื่อดำเนินโครงการวิจัยแนวทางเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคม และการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยผลลัพธ์ของโครงการจะได้เป็นแนวทางการเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มผู้สูงอายุ และได้แบบสถานการณ์จำลองหรือระบบนำร่องของบริการสวัสดิการทางสังคมบนพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมกับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งกองทุน กทปส. มีความคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าระบบนำร่อง หรือ Prototype ที่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนโครงการดังกล่าว จะถูกนำไปใช้ประโยชน์และขยายผลการใช้งานไปทั่วประเทศ

        ด้าน รศ.ดร. รินา ภัทรมานนท์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวถึง โครงการวิจัยแนวทางเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคม และการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่ดำเนินการโดยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เกิดขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์ที่ต้องการพัฒนาการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มผู้สูงอายุ จึงได้มีการศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมในกลุ่มผู้สูงอายุ ภาระหน้าที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสวัสดิการทางสังคมกับผู้สูงอายุ รวมถึงวิเคราะห์สวัสดิการทางสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อจัดทำแนวทางการเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยการพัฒนาสถานการณ์จำลองหรือระบบนำร่องของบริการสวัสดิการทางสังคมบนพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมกับสังคมผู้สูงอายุ

          ด้านอาจารย์ จตุรภรณ์ โชคภูเขียว จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า “จากการศึกษาที่ผ่านมาของโครงการนี้ ทำให้ได้ข้อเสนอแนวทางเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงการสร้างระบบนำร่องสารสนเทศอุปกรณ์ Medical IoT ที่พัฒนาขึ้นจากสถานการณ์จำลองของบริการดิจิทัลบนพื้นฐานเทคโนโลยี Internet of Things หรือ 5G  โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานไม่น้อยกว่า 5 หน่วยงาน และผู้สูงอายุได้ทดลองใช้ระบบนำร่องดังกล่าวถึง 2,000 ราย  อีกทั้งโครงการต้นแบบสามารถนำไปบรรจุเป็นแผนปฏิบัติราชการของจังหวัดพื้นที่เป้าหมายได้ ได้แก่ จังหวัดลำปาง จังหวัดขอนแก่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดสงขลา และผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจในโครงการไม่น้อยกว่า 80%”

ปัจจุบัน โครงการที่ กทปส. สนับสนุนได้ดำเนินการมานั้น สามารถสร้าง Prototype เพื่อนำร่องไปใช้ประโยชน์ได้ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กทปส. กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.), สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช),  ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาล โดยหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมกันหารือเรื่อง“การวางแผนการดำเนินงานร่วมกันแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมให้เกิดสวัสดิการผู้สูงอายุ ยุค 5G Digital Health Innovation เพื่อเตรียมตัวก้าวสู่ Thailand Personal Health AI” เพื่อช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้โครงการเดินหน้าในระยะถัดไป

          เริ่มที่ ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวว่า “เป้าหมายสูงสุดของ บพค. ก็คือการที่เห็นคนไทยมีสุขภาพที่ดีเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยด้วยเป้าหมายที่ทางร่างกายและจิตใจสุขภาพแข็งแรงเป็นผู้สูงวัยที่เปลี่ยนแปลงอนาคตของประเทศได้ และภายในสามปีนี้เราจะได้เห็นประโยชน์ที่เกี่ยวกับ สุขภาพของคนไทยหรือคอมมูนิตี้ ที่เป็น Personal AI อย่างแน่นอน”

         ในขณะที่ พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็มีความยินดีที่จะสนับสนุนโครงการวิจัยเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับผู้สูงอายุ โดยเชื่อว่าจะสามารถเป็นส่วนที่เข้ามาช่วยเสริมระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้าน นายประสิทธิ์ ทองแท่งไทย รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น มองว่าการที่จะให้ผู้สูงอายุในพื้นที่ได้รับข้อมูลข่าวสาร ต้องมีหน่วยบริการที่ใกล้พี่น้องประชาชนที่สุดโดยเฉพาะ รพสต. ที่ต้องให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุเกี่ยวกับอุปกรณ์IoTต่าง ๆ เพราะโรคหลายหลายโรคจะต้องมีการเก็บข้อมูลและใช้ความเร่งด่วนในการรักษาอย่างทันท่วงที

          นอกจากนี้ นพ.สุรัคเมธ มหาศิริมงคล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวถึงการให้ความสำคัญในเรื่องการทำข้อมูลให้เป็นข้อมูลรายบุคคลด้วยการใช้ระบบดิจิทัล เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถทราบสิทธิ์ของตัวเองในการเข้าถึงสวัสดิการที่มีอยู่แล้วของแต่ละบุคคลรวมถึงมีการจัดเก็บข้อมูลสุขภาพ เพื่อให้การเข้าถึงทางการแพทย์มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่ง ดร.มนต์ศักดิ์  โซ่เจริญธรรม ที่ปรึกษาอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญฐานข้อมูลดิจิทัลภาครัฐ ก็สนับสนุนแนวคิดเรื่องการเก็บข้อมูล Data ส่วนบุคคลของทุกคน และให้มีมาตรการมารองรับและดูแลข้อมูลส่วนบุคคล อีกทั้ง นางพรนิภา มาสิลีรังสี รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ เห็นด้วยว่าการนำนวัตกรรม Personal AIเข้ามาช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุนั้น สอดคล้องกับภารกิจของกรมกิจการผู้สูงอายุ คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในทุกระดับ ในทุกมิติ

สำหรับPrototype ที่ประสบความสำเร็จจากโครงการโครงการวิจัยแนวทางเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคม และการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีดิจิทัลในกลุ่มผู้สูงอายุ ก็คือ Box set ที่ประกอบไปด้วย สายรัดข้อมืออัจฉ ริยะ “กะทิ” ที่เป็น Health Monitoring ที่ช่วยสามารถติดตามข้อมูลสุขภาพของผู้สูงอายุ โดยสามารถวัดความเข้มข้นของออกซิเจน อัตราการเต้นของหัวใจ สเต็ปก้าวเดิน ซึ่งในอนาคตจะสามารถต่อยอดในเรื่องของ Calling feature และ SOS feature จะส่งพร้อมตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันหากเกิดอุบัติเหตุกับผู้สวมใส่ได้ด้วย นอกนี้รวมถึงยังมีเครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดความเค็มและเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือด

สำหรับ ความร่วมมือ Thailand Smart Living Lab ในครั้งนี้นับว่าเป็นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการบูรณาการความร่วมมือของ กระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัด รวมถึงผู้บริหารส่วนท้องถิ่นที่ได้เข้ามาช่วยกันสนับสนุนผลักดันให้เกิดสวัสดิการผู้สูงอายุยุค 5G ผ่านการทำ Digital Health Innovation เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในสุขภาพ และสามารถใช้ชีวิตสังคมในระยะยาวได้อย่างมีความสุข ตลอดจนทางภาครัฐยังได้มีข้อมูลสุขภาพของผู้สูงอายุทั้งประเทศไทย เพื่อเตรียมตัวก้าวสู่การทำ Thailand Personal Health AI กับกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) รวมทั้งหน่วยงานภาคีเครือข่าย ในลำดับต่อไป โดยมุ่งหวังให้คนไทยมีสุขภาพที่แข็งแรงยิ่งขึ้น

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการวิจัยครั้งนี้ จะเป็นก้าวสําคัญในการขับเคลื่อนการเข้าถึงสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุในประเทศ และจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ช่วยลดภาระพึ่งพิงสวัสดิการจากภาครัฐ ในการดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย ค่ารักษาพยาบาลของผู้สูงอายุได้ในอนาคต ผมขอสนับสนุนให้ประสบความสำเร็จจนสามารถเกิดการผลักดันต่อให้เป็นนโยบายสวัสดิการทางสังคมและสุขภาพด้วยเทคโนโลยี 5G ต่อไปในอนาคต” นายไตรรัตน์ กล่าวเพิ่มเติม

พบกัน 6 ธันวานี้! iQOO 12 5G สมาร์ตโฟนตัวท็อปสำหรับสายเกมมิ่งขุมพลัง Snapdragon® 8 Gen 3

iQOO 12 5G สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดจาก iQOO ออกแบบมาเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของสมาร์ตโฟน ไม่ว่าจะเป็นด้านความพรีเมียมของดีไซน์ ความรวดเร็ว หรือประสิทธิภาพในการประมวลผล ด้วยการผสานความทรงพลังของชิปเซ็ตเรือธงรุ่นล่าสุดจาก Qualcomm อย่าง Snapdragon® 8 Gen 3 เข้ากับ Supercomputing Chip Q1 ที่ iQOO ปรับแต่งขึ้นเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการแสดงผลโดยเฉพาะ ทำให้ iQOO 12 5G เป็นสมาร์ตโฟนที่สามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้งานและการเล่นเกมบนสมาร์ตโฟนที่เหนือกว่า เร็ว แรง ลื่นไหลไม่มีสะดุด ให้กับผู้ใช้งานได้ทุกสถานการณ์

iQOO 12 5G จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้ พร้อมทัพความพิเศษและกิจกรรมที่ iQOO ขนมาจัดเต็มให้ iQOOer ชาวไทยได้รับชมและร่วมสนุกภายในงานเปิดตัวรูปแบบออนไลน์ นำโดยไอทีบล็อกเกอร์ อินฟลูเอนเซอร์สายเกมมิ่งชื่อดังและแขกรับเชิญพิเศษที่จะมาร่วมเผยความทรงพลังที่ซ่อนอยู่ใน iQOO 12 5G เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ชาว iQOOer ไทยมารอลุ้นกันว่าจะเป็นใครกันบ้างพร้อมทั้งเตรียมตัวสัมผัสประสบการณ์ความเร็ว แรง เหนือระดับพร้อมกันในวันที่ 6 ธันวาคม 2566 นี้ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ผ่าน Live Streaming บนช่องทางเฟซบุ๊ก iQOO Thailand เท่านั้น!

เกี่ยวกับ iQOO: 

iQOO แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำที่นำเสนออุปกรณ์พกพาอันล้ำสมัย ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ด้วยความมุ่งมั่นในการนำเสนอสมาร์ตโฟนประสิทธิภาพสูง มีสไตล์ ในราคาจับต้องได้ ทำให้ iQOO ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย iQOO ตั้งใจมอบประสบการณ์การใช้งานสมาร์ตโฟนที่ราบรื่นไร้รอยต่อให้ผู้ใช้งาน โดยมุ่งนำเสนอฟีเจอร์และเทคโนโลยีล่าสุด เพื่อช่วยยกระดับการใช้งานในชีวิตประจำวัน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ iQOO และผลิตภัณฑ์ของบริษัท สามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการหรือติดตามทางโซเชียลมีเดียเฟซบุ๊ก iQOO Thailand และเว็บไซต์ https://www.iqoo.com/th 

ปฏิวัติวงการยานยนต์! CHANGAN สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่เขย่าตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวแบรนด์ภายใต้แนวคิด ‘TOUCH THE FUTURE’

Changan Automobile ก้าวเข้าสู่วงการยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยิ่งใหญ่ จัดงานแถลงข่าว ‘Touch the Future’ – the 2023 Changan Southeast Asia press conference ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยภายในงานยังมีการเผยโฉม Deepal L07 และ Deepal S07 รถยนต์ไฟฟ้าสองรุ่นแรกที่ CHANGAN เตรียมส่งเข้ามาเขย่าวงการยานยนต์ไฟฟ้าไทย งานแถลงข่าวในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ CHANGAN สำหรับเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ยานยนต์ไทย รวมถึงเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ CHANGAN ที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระดับสากล สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ‘Build a World-Class Auto Brand’

Changan Automobile ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำที่มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษ ยืนหยัดในฐานะผู้เล่นสำคัญบนเวทียานยนต์ระดับโลกด้วยความโดดเด่นด้านความเปิดกว้าง ความครอบคลุม และความทุ่มเทเพื่อก้าวไปสู่โลกยุคโลกาภิวัฒน์ โดยมี 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ Mission of Shangri-La Dubhe Plan และ Vast Ocean Plan เป็นหัวใจสำคัญ โดยกลยุทธ์เหล่านี้เน้นย้ำถึงความทุ่มเทของ CHANGAN ในการคิดค้นนวัตกรรมและการขยายธุรกิจสู่ระดับสากล ดังที่เห็นได้จากตัวเลขการลงทุนของบริษัทเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี การเฟ้นหาบุคลากรทางเทคนิคที่มีคุณภาพ การพัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดจนการส่งเสริมเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน

CHANGAN ตระหนักถึงศักยภาพของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าไทย และมุ่งมั่นที่จะสร้างประเทศไทยเป็นหมุดหมายแรกของแผน Vast Ocean Plan พร้อมเป้าหมายระยะยาวที่จะขยายอิทธิพลไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดรถยนต์พวงมาลัยขวาทั่วโลก วิสัยทัศน์ของ CHANGAN ครอบคลุมตั้งแต่การส่งมอบประสบการณ์ยานยนต์อัจฉริยะ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเต็มเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ตลอดจนการบริการอันยอดเยี่ยมให้กับผู้ใช้งานไปพร้อม ๆ กับการเดินหน้าสร้างสรรค์นิยามใหม่แก่ภูมิทัศน์ยานยนต์โลก

นาย จู ฮว๋าหรง ประธานบริษัท Changan Automobile กล่าวในงานแถลงข่าวว่า “CHANGAN ตระหนักถึงความรวดเร็วของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเราที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ CHANGAN จึงมีความตั้งใจที่จะนำเสนอเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและบริการคุณภาพสูงของเราสู่ตลาดยานยนต์ไทย โดยดำเนินการเป็นก้าวแรกของแผน Vast Ocean Plan และคาดการณ์ว่าจะสามารถแผ่ขยายไปยังตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงตลาดรถยนต์พวงมาลัยขวาทั่วโลกในอนาคต นอกจากนี้ CHANGAN ยังมุ่งหวังที่จะเป็นสะพานในการเชื่อมต่อระหว่างประเทศจีนและประเทศไทย ผ่านการยกระดับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างรากฐานนวัตกรรมสำหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน เราคาดหวังว่าจะสามารถสัมผัสโลกอนาคตและสร้างวันพรุ่งนี้ที่ดียิ่งขึ้นได้ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรจากประเทศไทยในครั้งนี้”

เพื่อสร้างความตื่นเต้นยิ่งขึ้นให้กับการบุกตลาดยานยนต์ไฟฟ้าไทยในครั้งนี้ Changan Automobile ได้เผยโฉมยานยนต์ไฟฟ้า 100% สองรุ่นแรก Deepal L07 และ Deepal S07 ภายในงาน พร้อมนำเสนอการออกแบบและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยให้ผู้ร่วมงานได้รับชมก่อนการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการในงาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40 ที่จะถึงนี้ โดยรถยนต์สองรุ่นแรกที่ CHANGAN จะนำเข้ามาเปิดตัวในประเทศไทยเป็นรถยนต์ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้า EPA1 ที่ CHANGAN ออกแบบเพื่อแบรนด์ Deepal โดยเฉพาะ รับประกันประสิทธิภาพเหนือชั้นทั้งด้านความปลอดภัย ประสบการณ์การใช้งาน และระบบอัจฉริยะ เตรียมพร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและเหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เพราะ CHANGAN เข้าใจทั้งความต้องการและปัญหา และมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง

“ที่ CHANGAN Design ปรัชญาการออกแบบของเรามุ่งเน้นให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานเป็นหลักและคำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ รวมทั้งให้ความสำคัญกับความเข้าใจของผู้ใช้งานและเชื่อมโยงเข้ากับความต้องการที่แท้จริง แล้วจึงยกระดับเทคโนโลยีและเครื่องมืออัจฉริยะเพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น โดย Deepal มุ่งมั่นที่จะผสมผสานระหว่างความเป็นมนุษย์ ธรรมชาติ และเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว แสดงให้เห็นถึงปรัชญาด้านการออกแบบอันน่าหลงใหลที่ CHANGAN ใช้ชื่อว่า Symbiotic Aesthetics” นาย เคลาส์ ซิซิโอรา รองประธานบริหาร Changan Automobile กล่าว

Changan Automobile รวบรวมแรงบันดาลใจในการดีไซน์จากเทรนด์การออกแบบที่เป็นที่นิยม ตลอดจนเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถด้านการออกแบบกว่า 600 ชีวิตจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อสร้างทีมออกแบบชั้นนำในระดับนานาชาติ พร้อมจัดตั้งศูนย์การออกแบบถึง 4 แห่ง ได้แก่ เมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน ประเทศอิตาลี ประเทศญี่ปุ่น และ สหราชอาณาจักร

Deepal L07 ฟาสต์แบ็คไฟฟ้าคันแรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ CHANGAN ได้รับรางวัล Red Dot Award 2023 Product Design Award (ชื่อที่ได้รับรางวัล: SL03) โดดเด่นด้วยการออกแบบภายนอกและภายในที่พิถีพิถันจากการรังสรรค์ของทีมดีไซน์ระดับโลก พร้อมกันนี้ CHANGAN ยังนำเสนอ Deepal S07 รถยนต์ SUV ไฟฟ้า 5 ที่นั่งที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ผ่านการผสมผสานเทคโนโลยีการขับขี่ที่ล้ำสมัยเข้ากับการออกแบบที่เรียบหรู

นอกจากการเปิดตัวรถยนต์จากแบรนด์ Deepal แล้ว ภายในงานยังมีนิทรรศการยานยนต์จากแบรนด์ NEV อัจฉริยะอีกสองแบรนด์ ได้แก่ AVATR – ‘เพื่อนร่วมทางอัจฉริยะที่เข้าใจผู้ขับขี่’ ขนทัพยานยนต์ระดับเรือธง ‘AVATR 11’ และ ‘AVATR 12’ มานำเสนอความสามารถด้านการขับขี่อัจฉริยะและการโต้ตอบกับผู้ใช้งานที่เหนือกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม และ NEVO แบรนด์คลาสสิกใหม่สำหรับตลาดรถยนต์แมสในอนาคต พัฒนาขึ้นตามความก้าวหน้าของโลกดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะโดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับชีวิตผู้ใช้งาน นำเสนอรถยนต์ถึงสามรุ่น ได้แก่ A05 A07 และ Q05

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำวัฒนธรรมยานยนต์และส่งเสริมคุณภาพชีวิตมนุษย์ Changan Automobile ทุ่มเทให้กับการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก โดยมีเป้าหมายที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูงให้กับผู้บริโภคชาวไทย พร้อมทั้งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น

CHANGAN เตรียมพร้อมก้าวไปอีกขั้นสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนภูมิทัศน์ยานยนต์ไทย ด้วยการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการของรถยนต์ไฟฟ้า Deepal L07 และ Deepal S07 ผู้ที่สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญดังกล่าวของ CHANGAN ได้ที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40 ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2566

Deepal L07 และ Deepal S07 เปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองล่วงหน้าแล้ววันนี้พร้อมข้อเสนอพิเศษ สำหรับผู้จองสิทธิ์ตั้งแต่วันที่27 พ.ย. 2566 เวลา 15:15 น. ถึง 29 พ.ย. 2566 เวลา 11:59 น. รับส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษสูงสุด 0.5%* พร้อมประกันภัยชั้น 1 ฟรี 2 ปี* ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.changan.co.th/th/

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่ระบุไว้สำหรับการจองส่วงหน้าในวันที่ 27 พ.ย. 2566

** เงื่อนไขเป็นไปตานที่บริษัทกำหนด

#TouchtheFuture #CHANGAN #CHANGANTHAILAND #Evcar #DeepalS07 #DeepalL07

วางจำหน่ายแล้ว! vivo Y27s สมาร์ตโฟนน้องเล็กสเปกจัดเต็มในราคาจับต้องได้ เพียง 6,999 บาท

vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก เสริมความปังสุดคุ้มอย่างต่อเนื่องท้ายปีด้วย vivo Y27s สมาร์ตโฟนน้องเล็กแต่สเปกจัดเต็มอีกหนึ่งรุ่นจากตระกูล Y Series เผยดีไซน์ทันสมัย เพรียวบาง พร้อมสีสันที่เปล่งประกายสะดุดตาได้แก่ สีเขียวการ์เดนกรีน (Garden Green) และสีดำเบอร์กันดี (Burgundy Black) ให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสความสนุกถึงขีดสุดด้วยฟีเจอร์การใช้งานที่อัดแน่นไม่แพ้สมาร์ตโฟนรุ่นพี่ ด้วยกล้องหลักคมชัด 50 ล้านพิกเซลพร้อมฟีเจอร์การถ่ายภาพให้เลือกใช้ได้หลากหลายไม่มีเบื่อ สนุกได้ทั้งวันกับแบตเตอรี่ Li-ion ขนาดใหญ่ 5000mAh  หมดกังวลกับการใช้งานสลับไปมาระหว่างหลายแอปด้วยเทคโนโลยี Extended RAM 3.0 ที่รองรับการขยาย RAM สูงสุด 8GB เสริมด้วยหน้าจอที่ให้ความสว่างสูงสุดถึง 650 nits แสดงผลได้ชัด สบายตา ไม่ว่าจะอยู่ที่ร่มหรือกลางแจ้ง ให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสประสบการณ์สุดคุ้มในราคาที่เข้าถึงง่ายเพียง 6,999 บาท

ผสมผสานดีไซน์ทันสมัยด้วยแรงบันดาลใจอย่างเหนือชั้น

vivo Y27s มาพร้อมการออกแบบตามสมัยนิยม ด้วยหน้าจอ Sunlight คมชัด FHD+ (2388×1080) ขนาด 6.64 นิ้ว ขอบจอโค้ง 2.5D และดีไซน์ตัวเครื่องเพรียวบาง 8.17 มม. น้ำหนักเพียง 192 กรัม อีกทั้งเลือกใช้วัสดุ 2.5D Plastic ทำให้ตัวเครื่องมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม เข้ากับสรีระของมือในขณะที่จับถือใช้งาน เสริมด้วยสีสันแบบใหม่ที่สะดุดตา เปล่งประกายความสดใสอย่างมีระดับ พร้อมกรอบเฉดสีรุ้งที่ช่วยเพิ่มสีสันความสนุกให้กับเลนส์กล้องแบบใหม่ไม่ซ้ำใคร โดย vivo  Y27s นำเสนอใน 2 เฉดสี ได้แก่ สีเขียวการ์เดนกรีน (Garden Green) ให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้นด้วยสีเขียวที่ดูสะอาดตา ผสมผสานกับสีเหลืองที่แวววาว รู้สึกสดชื่น สนุกสนาน และสีดำเบอร์กันดี (Burgundy Black) นำเสนอความเรียบหรูผ่านการผสานกันระหว่างสีดำและสีแดงสุดหรู ให้ความระยิบระยับจากพื้นผิวด้าน Glitter AG มอบความสวยงามอย่างมีรสนิยม

ใช้งานลื่นไหลได้ทั้งวันไม่มีสะดุด ด้วยแบตเตอรี่และหน่วยความจำที่ขยายให้แบบถึงใจ

สมาร์ตโฟน vivo Y27s มอบประสิทธิภาพอันทรงพลังด้วยชิปเซ็ท Qualcomm Snapdragon® 680 และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ 256GB และ RAM 8GB สามารถเพิ่มหน่วยความจำเสมือน (Virtual Memory) ได้อีก 8GB ผ่านเทคโนโลยี Extended RAM 3.0 ให้ได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานสมาร์ตโฟนได้อย่างเต็มรูปแบบโดย ไม่สูญเสียประสิทธิภาพการประมวลผล สลับไปมาระหว่างหลายแอปได้อย่างลื่นไหลมากกว่า 25 แอปพลิเคชัน ไม่เพียงเท่านั้น vivo Y27s ยังมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 5000mAh ร่วมกับพลังแห่งการชาร์จไว 44W เพียงพอต่อการใช้งานที่ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ตอบโจทย์การใช้งานที่เป็นตัวเองในทุกไลฟ์สไตล์

เก็บทุกโมเมนต์ความประทับใจ จะช็อตไหนก็ไม่หวั่นด้วยกล้องหลักคมชัด 50 ล้านพิกเซล

นอกจากประสิทธิภาพและดีไซน์ที่ให้มาอย่างเต็มพิกัดแล้ว vivo ยังไม่ลืมที่จะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ใช้งานสายถ่ายภาพด้วยกล้องหลักคมชัด 50MP กล้องหน้าคมชัด 8MP และกล้องโบเก้ 2MP ให้ผู้ใช้งานได้บันทึกภาพถ่ายได้อย่างคมชัดพร้อมระบบโฟกัสสุดแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพเซลฟี่ ภาพถ่ายทั่วไป จนไปถึงการสร้างเอฟเฟกต์โบเก้ระดับภาพยนต์ อีกทั้งมอบความสนุกสนานด้วยเอฟเฟกต์การถ่ายภาพที่หลากหลาย ให้การถ่ายภาพมีความแปลกใหม่ สร้างความประทับใจได้มากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นโหมด Portrait Light Effect, Portrait Bokeh โหมดถ่ายภาพกลางคืน (Super Night Mode) และอื่นๆอีกมากมาย ให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ในทุกโมเมนต์การบันทึกภาพ พร้อมปรับแต่งได้เองโดยไม่ต้องพึ่งแอปพลิเคชันอื่น

แฟนๆ vivo ชาวไทยเตรียมสัมผัสประสบการณ์สมาร์ตโฟนน้องเล็กที่มาพร้อมพลังความสนุกแบบจัดเต็ม ครอบคลุมทุกฟีเจอร์ กับ vivo Y27s ในราคาเพียง 6,999 บาท (ขนาดความจุ 8GB + 256GB) พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยตั้งแต่วันที่25 พฤศจิกายนเป็นต้นไป สามารถเป็นเจ้าของได้ที่ vivo Brand Shop ทุกสาขา ช่องทางออนไลน์ vivo Official Store และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.vivo.com/th/products

#vivoY27s #ThatsY

Amazfit Active สมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุดจาก Amazfit ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุดแอคทีฟของคนรุ่นใหม่

อเมซฟิต (Amazfitแบรนด์ชั้นนำระดับโลกด้านอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะโดยเซปป์ เฮลท์ (Zepp Health) (NYSE: ZEPP) บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ ได้ประกาศเปิดตัว Amazfit Active สมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุดที่ตอบโจทย์กิจกรรมแอคทีฟหลากหลายของคนยุคปัจจุบัน โดย Amazfit Active ได้นำจุดเด่นของ Amazfit ซีรีย์ก่อน ๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายอย่าง Amazfit GTS และ Amazfit GTS Mini มารวมกันในรุ่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและหน้าจอขนาดใหญ่จาก Amazfit GTS และดีไซน์ตัวเครื่องที่เพรียวบางน้ำหนักเบา ขนาดกะทัดรัดของ Amazfit GTS Mini รวมทั้งยังมีฟังก์ชันทันสมัยใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาอีกมากมาย

ดีไซน์ที่ดูเรียบหรูแต่ยังคงความสปอร์ตทำให้ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน และยังอัดแน่นด้วยฟังก์ชันเทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้เหมือนมีบัดดี้ส่วนตัวที่จะไปกับคุณในทุกที่ เริ่มที่เทคโนโลยี AI -Powered Zepp Coach ™ ที่จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตท่ามกลางความวุ่นวายในแต่ละวันได้ง่ายขึ้น เพราะเทคโนโลยีนี้สามารถออกแบบรูปแบบการออกกำลังกายและวางแผนตารางเวลาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล และยังมีฟังก์ชัน Readiness ที่สามารถให้คะแนนอัตราการเต้นของหัวใจขณะนอนหลับและยังวัดคุณภาพของการหายใจรวมถึงอุณหภูมิร่างกายของผู้ใช้ด้วย ซึ่งคะแนนนี้จะช่วยให้ผู้ใช้ทราบถึงการฟื้นตัวทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อนำมาปรับในการวางแผนการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างสูงสุด มาพร้อมฟังก์ชันตรวจจับข้อมูลสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง และผู้ใช้ยังสามารถสร้างรูปแบบการออกกำลังที่ปรับให้เหมาะสมกับข้อมูลสุขภาพผ่านแอปพลิเคชัน Zepp อีกด้วย

Amazfit Active มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่ 1.75 นิ้ว แสดงผลได้อย่างชัดเจน และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึงสองสัปดาห์ พร้อมรองรับการโทรออก-รับสายด้วยบลูทูธ มีระบบดาวเทียม GPS ที่แม่นยำ สามารถนำเข้าเส้นทางไปยังสมาร์ทวอทช์จากแอปพลิเคชัน Zepp นอกจากนี้ตัวเครื่องยังสามารถทนต่อการกระแทกและรอยขีดข่วนที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของรุ่นนี้ที่เน้นการตอบโจทย์ผู้ใช้ในปัจจุบัน ที่มีกิจกรรมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในชีวิตประจำวันไปจนถึงกิจกรรมแอคทีฟที่ชื่นชอบ ให้คุณได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มไปกับ Amazfit Active นี้

สมาร์ทวอทซ์ Amazfit Active จะวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 เป็นต้นไป ในราคา 4,490 บาท โดยจัดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนี้ ร้าน Amazfit Official Store บน Shopee และ Lazada มาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับ 100 ออเดอร์แรกที่สั่งซื้อบนแพลตฟอร์ม Shopee รับฟรี Mi Portable Bluetooth Speaker มูลค่า 1,099.-

*เฉพาะ 1-4 ธ.ค. 66 บนแพลตฟอร์ม Shopee เท่านั้น

ข้อมูลเพิ่มเติม ท่านสามารถเยี่ยมชมได้ที่ https://www.amazfit.com/en/ และติดตามเราได้ที่ FacebookInstagramTwitter และ YouTube

###

เกี่ยวกับเซปป์ เฮลท์ และ อเมซฟิต

เซปป์ เฮลท์ (Zepp Health) (NYSE: ZEPP) ผู้นำด้านเทคโนโลยีด้านสุขภาพและอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะระดับโลก ส่งเสริมให้ผู้ใช้งานมีชีวิตที่มีสุขภาพดีที่สุดด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพด้านสุขภาพ การออกกำลังกาย และความเป็นอยู่ที่ดีอย่างเหมาะสม ผ่านแบรนด์ผู้บริโภคระดับชั้นนำอย่างAmazfit, Zepp Clarity และ Zepp Aura โดยขับเคลื่อนผ่านแพลตฟอร์มที่เป็นกรรมสิทธิ์อย่าง Zepp Health Digital Health Management Platform รวมถึงระบบปฎิบัติการ Zepp OS, ชิป AI, เซ็นเซอร์ไบโอเมตริก และอัลกอริทึมข้อมูล เซปป์ เฮลท์ นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและคำแนะนำบนคลาวด์ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง โดยเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ได้จริงเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพ

นอกจากนี้ บริษัทยังนำความเชี่ยวชาญด้าน AI มาใช้กับเทคโนโลยีการถ่ายภาพทางการแพทย์ระดับอุตสาหกรรม และให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสุขภาพของทุกคน จนถึงปัจจุบัน เซปป์ เฮลท์ ส่งมอบผลิตภัณฑ์แล้วกว่า 200 ล้านชิ้น และวางจำหน่ายในกว่า 90 ประเทศ

อเมซฟิต (Amazfit) แบรนด์ชั้นนำระดับโลกด้านอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ โดยเซปป์ เฮลท์ (Zepp Health) (NYSE: ZEPP) บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ ด้วยการนำเสนอสมาร์ทวอทซ์อัจฉริยะและสายนาฬิกาที่หลากหลาย สาระสำคัญของแบรนด์ อเมซฟิต คือ “Up Your Game” กระตุ้นให้ผู้ใช้ดำเนินชีวิตตามความปรารถนาของตนเองและแสดงจิตวิญญาณที่กระฉับกระเฉงอย่างอิสระ อเมซฟิต ขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์มการจัดการด้านสุขภาพที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Zepp Health ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกและคำแนะนำที่ดำเนินการได้บนคลาวด์ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้บรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพ ด้วยความเชี่ยวชาญอันโดดเด่น สมาร์ทวอทช์อัจฉริยะ อเมซฟิต ได้รับรางวัลด้านการออกแบบมากมาย รวมถึงรางวัลการออกแบบ iF และรางวัลการออกแบบ Red Dot อีกด้วย

อเมซฟิต เปิดตัวในปี 2556 ปัจจุบันมีผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทหลายล้านคน โดยมียอดจำหน่ายกว่า 90 ประเทศทั่วอเมริกา ภูมิภาค EMEA และ APAC

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเซปป์ เฮลท์ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.zepp.com, อเมซฟิต: www.amazfit.com และเซปป์ ออร่า: http://aura.zepp.com/

Kingston เป็นผู้นำการจัดส่ง SSD ติดต่อกันเป็นปีที่ 6

·          ผลงานที่ยอดเยี่ยมด้าน SSD และการบริการลูกค้าที่ได้รับการยอมรับนำไปสู่ส่วนแบ่งการตลาด 28%

·          ครองตำแหน่งซัพพลายเออร์ประเภทบุคคลที่สามอันดับ 1 ในปี 2565 พร้อมสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงปี 2566

Kingston Technology ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์หน่วยความจำและโซลูชันเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศว่าได้รับการจัดอันดับจาก TrendForce ให้ครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งสำหรับการเป็นซัพพลายเออร์ SSD ประเภทบุคคลที่สามในช่องทางการจัดส่งประจำปี 2565 ซึ่งนับเป็น 6 ปีติดต่อกันที่สามารถคงตำแหน่งผู้นำไว้ได้ โดย Kingston มีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 28% ของจำนวน SSD ที่จัดส่งทั้งหมด 114 ล้านหน่วยในปี 2565

ข้อมูลจากผลการวิเคราะห์ดังกล่าวระบุว่า อุปสงค์และอุปทานของตลาด SSD ทั่วโลกในปี 2565 มีการปรับเปลี่ยน เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนวงจรรวม (IC) ที่เคยเป็นอุปสรรคในปี 2563 ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตามการจัดส่ง SSD ของทั่วโลกยังคงลดลง โดยมีการจัดส่งเพียง 114 ล้านหน่วยในปี 2565 ซึ่งลดลง 10.7% จากปีก่อนหน้า แต่ Kingston สามารถคงความเป็นผู้นำในการจัดส่ง SSD ให้อยู่อันดับหนึ่งของปี 2565 ได้ โดยรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันและมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2021 นอกจากนี้แม้ว่าตลาดจะมีความท้าทาย แต่ซัพพลายเออร์ประเภทบุคคลที่สามจำนวน 5 อันดับแรก (ที่ไม่ใช่เซมิคอนดักเตอร์) ยังมีสัดส่วนเกือบ 60% ของการจัดส่งทั้งหมดในปี 2565 ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์นี้ได้ตอกย้ำตำแหน่งความเป็นผู้นำของ Kingston ในด้านการผลิต SSD เนื่องจากซัพพลายเออร์อันดับสองมีสัดส่วนเพียง 9% ของส่วนแบ่งการตลาดในช่องทางการจัดส่งทั้งหมด

ในปี 2566 เศรษฐกิจโลกยังคงประสบปัญหา ส่งผลให้การจัดส่งโน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อปมีจำกัด โดยผู้ผลิตโมดูลต้องวางกลยุทธ์ในการจัดการสินค้าคงคลังที่มีต้นทุนสูงผ่านการใช้กลยุทธ์การตั้งราคาที่แข่งขันได้ เมื่อไตรมาสที่สามใกล้สิ้นสุดลง ความเชื่อมั่นของตลาดก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยสาเหตุหลักจากซัพพลายเออร์ NAND Flash ที่ลดการผลิตลงอย่างมาก ซึ่งสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากราคาของ SSD ที่ปรับตัว โดยท้ายที่สุดก็ช่วยให้ผู้ผลิตโมดูลมีสินค้าคงคลังราคาถูกลง

ความต้องการ SSD มาตรฐาน PCIe 4.0 NVMe  ยังคงเป็นตัวกำหนดภาพรวมของตลาด ส่งผลให้กลุ่มโมดูลต่างๆ เปลี่ยนจาก SATA เป็น PCle อย่างต่อเนื่อง โดย TrendForce คาดการณ์ว่าการอัปเกรดเป็น NVme จะทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้นและเพิ่มการจัดส่งให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ในปี 2565 Kingston ได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นในด้านความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูง ตลอดจนไดร์ฟประเภทภายนอกและแบบที่มีการเข้ารหัส ด้วยการเปิดตัวไดรฟ์ NV2 มาตรฐาน NVMe รุ่นใหม่ในปี 2565 ซึ่งกลายเป็นไดรฟ์ที่มียอดขายสูงสุดอย่างรวดเร็วในปีดังกล่าว ด้วยยอดขายมากกว่า 12 ล้านชิ้นทั่วโลกนับตั้งแต่เปิดตัว นอกจากนี้เพื่อสานต่อความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลอย่าง Kingston FURY Renegade SSD ทำให้ Kingston ได้อัปเกรดไดรฟ์ด้วยการเพิ่มตัวเลือกฮีทซิงค์ ช่วยตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบการเล่นเกมคอนโซลและพีซี ซึ่งเป็นการตอกย้้ำถึงความมุ่งมั่นของ Kingston ในการพัฒนาโซลูชัน NVMe ที่มีคุณภาพสูง

นอกเหนือจากการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการซื้อของลูกค้าแล้ว Kingston ยังให้การสนับสนุนลูกค้าด้วยบริการที่ยอดเยี่ยม ซึ่งสามารถเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์และวิศวกรของเราได้ ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในด้านความน่าเชื่อถือและการบริการลูกค้ามานานกว่าสามทศวรรษ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ Kingston สามารถครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในตลาด SSD เป็นเวลา 6 ปีติดต่อกันได้ รวมทั้งแนวทางเดียวกันนี้ก็ได้ถูกดำเนินการสำหรับผลิตภัณฑ์ DRAM ส่งผลให้บริษัทกลายเป็นซัพพลายเออร์โมดูลหน่วยความจำประเภทบุคคลที่สามรายใหญ่ที่สุดติดต่อกันเป็นปีที่ 20

Kingston กล่าวว่า “นับเป็นเกียรติอย่างมากที่เราได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับสูงสุดอีกหนึ่งปี โดยความมุ่งมั่นในการให้บริการลูกค้าและพันธมิตรในช่องทางการจัดจำหน่ายทั่วโลกยังคงเหมือนเดิมตั้งแต่แรกเริ่ม ด้วยความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งและยั่งยืนเหล่านี้ ธุรกิจ SSD ของเราจึงเติบโตได้อย่างน่าประทับใจ โดยผลสำรวจล่าสุดจาก TrendForce นับเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของทีมงานทั้งหมดของเรา ซึ่งเรารู้สึกขอบคุณสำหรับการยอมรับและความสำเร็จของเราร่วมกับพวกเขาเหล่านี้”

สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ kingston.com

สามารถติดตาม Kingston ได้ที่:  

Facebook: https://www.facebook.com/kingstonthailand/ 

YouTube: https://www.youtube.com/user/KingstonTechnologyTH 

vivo จัดเต็มส่งท้ายปี! ปรับราคา vivo V29 5G สมาร์ตโฟนสายพอร์ตเทรตสุดฮิต

vivo fans ชาวไทยเตรียมเฮลั่น เมื่อ vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก ประกาศปรับราคาสมาร์ตโฟนจากตระกูล V Series สุดฮิตอย่าง vivo V29 5G รุ่นความจุ 12GB + 256GB พร้อมฟีเจอร์จัดเต็มทุกฟังก์ชัน ลดลงทันที 1,000 บาท จาก 14,999 บาท เหลือเพียง 13,999 บาทเท่านั้น พร้อมให้แฟนชาวไทยเป็นเจ้าของ V29 5G ในราคาสุดพิเศษแล้ววันนี้

vivo ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการถ่ายพอร์ตเทรตอีกครั้งกับสมาร์ตโฟนที่ได้รับความนิยมอย่าง vivo V29 5G โดดเด่นด้านการถ่ายภาพพอร์ตเทรตกับแนวคิด “ออร่าพอร์ตเทรตพิเศษที่ความรู้สึก” ด้วยกล้องหน้าและกล้องหลังความละเอียด 50MP เสริมทัพด้วยเทคโนโลยีAura Light Portrait 2.0 ผสานพลังด้วยฟีเจอร์ Smart Color Temperature Adjustment ผ่านวงแหวนออร่าขนาดใหญ่ที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ตามต้องการ ช่วยให้เก็บโมเมนต์สุดประทับใจได้คมชัดในทุกมิติ เสริมประสิทธิภาพด้วยชิปเซ็ตทรงพลัง Qualcomm Snapdragon® 778G เชื่อมต่อ 5G ได้อย่างราบรื่น หมดกังวลเรื่องพื้นที่จัดเก็บข้อมูลด้วยเทคโนโลยี Memory Booster รองรับ Extended RAM 3.0 ขยายได้สูงสุดถึง 8GB อีกทั้งอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีชาร์จไว FlashCharge 80W ที่อัปเกรดใหม่ พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4600mAh ให้ผู้ใช้งานได้ดื่มด่ำกับความสนุกได้ทั้งวัน ไม่มีสะดุด

vivo V29 5G มาพร้อมดีไซน์เรียบหรู ทันสมัย ผสานเทคนิคการออกแบบและแรงบันดาลใจอย่างมีระดับ จนได้ตัวเลือกสีสันที่โดดเด่นทั้ง 3 สีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ vivo สีม่วงสตารี่ (Starry Purple) สะท้อนเนรมิตห้วงอวกาศสีม่วงอันเจิดจรัส เข้ากับเทรนด์แฟชั่นได้อย่างลงตัว สีแดงเข้ม (Magic Maroon) ผลิตด้วยเทคโนโลยี Color Changing Fluorite AG Glass เอกสิทธิ์เฉพาะของ vivo ที่เปลี่ยนสีได้ภายใต้แสง UV สะท้อนออร่า
ความมีพรีเมียม ด้วยแรงบันดาลใจจากสีสันของไวน์ชั้นดี ผสานความเงางามดั่งผืนผ้าไหมที่บรรจงถักทอไว้ และสีดำ (Noble Black) เฉดสีแห่งความมีระดับ มอบความรู้สึกหรูหรา ล้ำสมัย เพิ่มลูกเล่นด้วยชิมเมอร์สุดแวววับโดยใช้เทคนิคฝังลงในผิววัสดุ

ผู้ที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของ vivo V29 5G (12GB + 256GB) ทั้ง 3 สี ในราคาใหม่ 13,999 บาท ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ vivo Brand Shop ทุกสาขาและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก vivo Thailand และเว็บไซต์ https://www.vivo.com/th

#vivoV295GAuraPortrait #ออร่าพอร์ตเทรตพิเศษทุกความรู้สึก

vivo และการท่องเที่ยวสิงคโปร์ เชิญชวนทุกคนมาร่วมค้นและพบความเซอร์ไพรส์ พร้อมสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดพิเศษที่สิงคโปร์

vivo บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมการออกแบบสมาร์ตโฟน ร่วมกับการท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board) นำเสนอแคมเปญโปรโมตสมาร์ตโฟนสีใหม่อย่าง vivo V29 สีม่วงสตารี่ (Starry Purple) ในดีไซน์ที่สวยสะกดทุกสายตา ไปพร้อมกับการนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยความเซอร์ไพรส์ในสิงคโปร์ ซึ่งรอให้ทุกคนไปค้นและพบ โดยมี vivo V29 สีม่วงสตารี่ (Starry Purple) เป็นตัวช่วยในการพอร์ตเทรตทุกความพิเศษเกินคาดหมายที่สิงคโปร์

ติดตามข่าวสารล่าสุดของ vivo ได้ที่ https://www.vivo.com/en/about-vivo/news

นายลี เจียน ซวน (Lee Jian Xuan) ผู้จัดการประจำภาคพื้นประเทศมาเลเซีย ไทย และบรูไน ของการท่องเที่ยวสิงคโปร์ กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ vivo ในการจัดทำแคมเปญเพื่อนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลายในประเทศสิงคโปร์อย่างสร้างสรรค์ ผ่านมุมมองของนักท่องเที่ยวทั้งชาวมาเลเซียและไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ยอดฮิตไปจนถึงสถานที่แสนพิเศษที่ซ่อนอยู่ เราอยากสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวได้ออกไปสำรวจและเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเก็บภาพความทรงจำสุดพิเศษในสิงคโปร์”

vivo ได้ร่วมกับการท่องเที่ยวสิงคโปร์เชิญชวนศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์จากมาเลเซียและไทยมาร่วมสัมผัสประสบการณ์วันหยุดอันแสนพิเศษที่สิงคโปร์ ภายใต้แนวคิด “Find Your Wow” ผ่านการออกสำรวจความเซอร์ไพรส์ที่สิงคโปร์และแคปเจอร์ทุกบรรยากาศอันน่าประทับใจ ให้กลายเป็นความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ด้วยกล้องของ vivo V29 สีม่วงสตารี่ ที่มาพร้อมศักยภาพการถ่ายภาพอันยอดเยี่ยม มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลถึง 512 GB พร้อม RAM ขนาด 12 GB รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว 80W และแบตเตอรี่ความจุ 4600mAh ให้ใช้งานได้ไม่มีสะดุด ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้ทำให้อินฟลูเอนเซอร์สามารถเก็บภาพบรรยากาศตลอดการเดินทางอย่างต่อเนื่องทุกช็อต โดยไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพของรูปถ่ายและวิดีโอ พื้นที่จัดเก็บข้อมูล หรือแม้แต่ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่

มร. ยี๋ หมิง เหยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วีโว่ ประเทศไทย กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวสิงคโปร์ในการสร้างประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสมผสานความลงตัวระหว่างสมาร์ตโฟน vivo V29 สีม่วงสตารี่ และท้องฟ้ายามค่ำคืนอันงดงามของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน”

Dyson Zone™ เฮดโฟนตัดเสียงรบกวนตัวแรกจาก Dyson เจาะตลาดเทคโนโลยีเครื่องเสียง เปิดพรีออเดอร์ในประเทศไทยแล้ววันนี้!

ลังเปิดตัวไปเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา Dyson Zone™ เฮดโฟนตัดเสียงรบกวน พร้อมเปิดพรีออเดอร์ในประเทศไทยแล้ววันนี้

ถือเป็นการประกาศก้าวแรกของ Dyson ในการรุกเข้าสู่ตลาดเทคโนโลยีเครื่องเสียง หลังทุ่มวิจัยและพัฒนามานานกว่า 5 ปี

Dyson เตรียมสร้างปรากฎการณ์ที่ล้ำไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ Dyson Zone™ เฮดโฟนตัดเสียงรบกวนในประเทศไทย มอบประสบการณ์การฟังแบบดื่มด่ำขั้นสุดด้วยเสียงสมจริง กับการใช้งานยาวนานได้สูงสุดถึง 50 ชั่วโมง ทั้งยังช่วยลดความผิดเพี้ยนของเสียงให้ต่ำเป็นพิเศษ พร้อมตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟและสร้างรายละเอียดเสียงที่สมจริงเต็มสเป็กตรัม

ข้อมูลเพิ่มเติม

เกี่ยวกับ Dyson

Dyson คือบริษัทด้านการวิจัยและเทคโนโลยีระดับโลก ด้วยงานด้านวิศวกรรม วิจัย พัฒนา ผลิต และทดสอบการปฏิบัติการในสิงคโปร์ สหราชอาณาจักร มาเลเซีย เม็กซิโก จีน โปแลนด์ และฟิลิปปินส์ เริ่มต้นจากโรงรถในสหราชอาณาจักร Dyson เติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1993 ปัจจุบัน Dyson มีสำนักงานเทคโนโลยี 2 แห่งในสหราชอาณาจักรภายใต้พื้นที่กว่า 800 เอเคอร์ใน มาล์มสบิวรี และ ฮัลลาวิงตัน และสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ Dyson ได้ลงทุนในสำนักงานที่ วิลต์เชอร์ และห้องทดลอง 10 แห่งทั่วโลกเพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของ Dyson ในอนาคต Dyson ยังคงเป็นบริษัทของครอบครัวที่มีพนักงานกว่า 14,000 คนทั่วโลก รวมถึงวิศวกรกว่า 6,000 คน วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใน 84 ประเทศทั่วโลก มีร้าน Dyson Demo Store กว่า 250 แห่ง รวมถึงร้านออนไลน์ผ่านเครื่องมือดิจิทัลและการสร้างประสบการณ์เสมือนจริง  

Dyson ลงทุนเป็นมูลค่า 2.75 พันล้านปอนด์เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงโลก และมีทีมวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลกที่ร่วมพัฒนาแบตเตอรี่แบบโซลิดสเตท ดิจิทัลมอเตอร์ความเร็วสูง ระบบเซนเซอร์และวิชั่น หุ่นยนต์ เทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง และปัญญาประดิษฐ์ ตั้งแต่ประดิษฐ์เครื่องดูดฝุ่นแบบไร้ถุงเครื่องแรกในปี 1993 Dyson ได้สร้างเทคโนโลยีที่สามารถแก้ปัญหาในหลากหลายแขนง ตั้งแต่การดูแลเส้นผม การกรองอากาศ หุ่นยนต์ โคมไฟ เครื่องเป่ามือ และล่าสุดกับหูฟังด้วย Dyson Zone เฮดโฟนตัดเสียงรบกวนที่มาพร้อมระบบฟอกอากาศ ที่เตรียมวางจำหน่ายในปีนี้

สถิติและข้อมูลที่น่าสนใจ 

  • ถึงแม้จะเจอความท้าทายทางธุรกิจและการผลิตที่ลดลงจากการระบาดของโรค COVID-19 และการขาดแคลนชิปทั่วโลก Dyson ยังคงมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นในปี 2021 ถึง 5% ที่ 6 พันล้านปอนด์ (รายได้ปี 2020 ที่ 5.7 พันล้านปอนด์) โดยถือเป็นกำไร (EBITDA) เพิ่มขึ้น 16% ที่ 1.5 พันล้านปอนด์ (กำไรปี 2020 ที่ 1.3 พันล้านปอนด์) 
  • ตั้งแต่เปิดตัวและวางจำหน่ายเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dyson ได้ขายเครื่องดูดฝุ่นไร้สายไปแล้วมากกว่า 70 ล้านเครื่องทั่วโลก 
  • ในปี 2022 Dyson ได้เข้าร่วมการประชุมนานาชาติ Robotics and Automation และได้ให้เบาะแสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับอนาคตของหุ่นยนต์ในครัวเรือน โดยเผยแพร่ภาพและวิดีโอที่ Dyson ทำการวิจัยหุ่นยนต์ในครัวเรือนในระยะเริ่มต้นทั่วทั้งวิทยาเขต ฮัลลาวิงตัน และสิงคโปร์  เป็นครั้งแรก
  • Dyson ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับคุณภาพอากาศเป็นวงกว้างในช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมา ซึ่งทำการวัดด้วยกระเป๋า Dyson Air Quality Backpack ใน 14 เมืองทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย รวมถึงข้อมูลจากเครื่องกรองอากาศ Dyson จากครัวเรือนทั่วโลก ซึ่งผลการสำรวจบ่งชี้ถึงประมาณ PM2.5 ภายในอาคารที่เพิ่มขึ้นเพราะผู้คนต่างกักตัวอยู่ภายในบ้าน
  • Dyson Global Dust Study คือการศึกษา สำรวจ และวิจัยประจำปีเกี่ยวกับพฤติกรรมการทำความสะอาดของผู้คน เพื่อสร้างการการตระหนักรู้เกี่ยวกับฝุ่น และผลกระทบของฝุ่นที่มีต่อสุขภาพ และเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงอันเนื่องมาจากการระบาดของโรค COVID-19 การศึกษาจึงขยายไปถึงความเกี่ยวข้องของสัตว์เลี้ยงกับฝุ่นภายในบ้าน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการสำรวจครั้งนี้จำนวน 32,282 คนจาก 33 ประเทศทั่วโลก 
  • มูลนิธิ James Dyson ให้ทุน 1.5 ล้านปอนด์ เพื่อสนับสนุนการวิจัยภาวะสมองเสื่อมโดยร่วมมือกับ Race Against Dementia ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ก่อตั้งโดยท่านเซอร์แจ็คกี้ สจวร์ต (Sir Jackie Stewart) อดีตนักแข่งรถ F1 ซึ่งเพื่อนร่วมงานของเขา ดร. แคลร์ เดอร์แรนท์ กำลังเดินหน้าสร้างแบบจำลองใหม่เพื่อมนุษย์ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ โดยตรวจสอบบทบาทของ tau ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับภาวะสมองเสื่อม 
  • ฤดูใบไม้ร่วงนี้ ศูนย์มะเร็ง Dyson Cancer Center ที่ Royal United Hospitals จะเปิดทำการ หลังจากมูลนิธิ James Dyson บริจาคเงิน 4 ล้านปอนด์ ศูนย์มะเร็งดังกล่าวจะเป็นศูนย์กลางบริการด้านมะเร็งสำหรับผู้ป่วย 500,000 คนในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ 
  • รางวัล James Dyson Award เตรียมจัดขึ้นในโปรตุเกสเป็นครั้งแรกในปี 2566 นี้ โดยตั้งแต่ปี 2548 รางวัลดังกล่าวได้ให้การยกย่องสนับสนุนสิ่งประดิษฐ์ 390 รายการที่เยาวชนทั่วโลกเป็นผู้คิดค้นสร้างสรรค์ขึ้น

ผลิตภัณฑ์หลัก

  • Dyson Purifier Big+Quiet™ Formaldehyde: ออกแบบมาสำหรับการใช้งานในพื้นที่อาคารสำนักงานโดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจาก Dyson Purifier Big+Quiet สามารถใช้งานได้ง่ายเพียงปุ่มเดียว เพื่อให้ใช้งานในพื้นที่ส่วนรวมได้อย่างสะดวกสบาย โดยผลิตภัณฑ์นี้สามารถตรวจจับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อแจ้งเตือนผู้ใช้เมื่อจำเป็นต้องมีการระบายอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสำนักงานที่มีระดับคาร์บอนไดออกไซด์สูง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการทำงานและการรับรู้ โดย การทำงานที่ไร้เสียงรบกวนยังช่วยให้ผู้ใช้งานทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศบริสุทธิ์ โดยไม่มีเสียงกวนใจ นอกจากนี้ ระบบการกรองแบบสามเฟสยังดักจับมลพิษที่มีขนาดเล็กมาก กรองก๊าซที่ไม่พึงประสงค์ออกไป และขจัดสารฟอร์มาลดีไฮด์ได้อีกด้วย
  • Dyson Zone™ เฮดโฟนตัดเสียงรบกวน ขจัดเสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อมและเสียงเครื่องยนต์ มอบเสียงที่มีความแม่นยำสูงเพื่อให้ศิลปินหรือครีเอเตอร์สร้างสำเนาเสียงได้อย่างที่ต้องการ Dyson Zone™ ขับเคลื่อนด้วยคอมเพรสเซอร์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาผลิตภัณฑ์ของ Dyson โดยจะดึงอากาศผ่านตัวกรองประจุไฟฟ้าสถิตในหูฟังแต่ละข้างเพื่อดักจับอนุภาคขนาดเล็กถึง 0.1 ไมครอน และปล่อยอากาศที่บริสุทธิ์กว่าไปยังจมูกและปากของผู้สวมใส่ผ่านหน้ากากกรองอากาศสำหรับการเดินทาง ด้วยตัวกรองคาร์บอนเคลือบโพแทสเซียม ซึ่งสามารถขจัดฝุ่นในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Dyson Airwrap™ multi-styler อุปกรณ์จัดแต่งทรงที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดของ Dyson ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมใหม่เพื่อให้จัดทรงผมได้รวดเร็วและง่ายขึ้นภายในเครื่องเดียว มี 13 หัวไดร์ที่สามารถเลือกจัดทรงผมได้หลายสไตล์ เหมาะกับสภาพผมหลายประเภท จะดัดลอน จัดทรง เรียบตรง และซ่อนเส้นผมชี้ฟู โดยไม่เกิดความเสียหายจากความร้อน
  • Dyson Supersonic™ hair dryer ไดร์เป่าผมที่เป่าผมแห้งเร็ว ขับเคลื่อนด้วย Dyson ดิจิตอลมอเตอร์ V9 ขนาดเล็กแต่ทรงพลัง หมุนด้วยความเร็วสูงถึง 110,000 รอบต่อนาที เร็วกว่ามอเตอร์ไดร์เป่าผมทั่วไปถึง 6 เท่า พร้อมระบบควบคุมความร้อนอัจฉริยะหรือ Intelligent Heat Control วัดอุณหภูมิอากาศมากกว่า 40 ครั้งต่อวินาที และควบคุมความร้อนเพื่อช่วยปกป้องเส้นผมของคุณให้เงางาม ตอนนี้ยังมาพร้อมกับอุปกรณ์ต่อพ่วงที่หลากหลายสำหรับผมประเภทต่างๆ รวมถึง Flyaway attachment
  • Dyson Corrale™ straightener เครื่องหนีบผมตรงเพียงหนึ่งเดียวที่ใช้แผ่นโค้งงอจัดทรงเพื่อรวบผม ซึ่งช่วยให้จัดแต่งทรงด้วยการใช้ความร้อนที่ไม่สูงมากและทำร้ายผมน้อยลง ประกอบด้วยเซ็นเซอร์อัจฉริยะเพื่อควบคุมและปรับอุณหภูมิของแผ่นโค้งงอ 100 ครั้งต่อวินาที   ให้มั่นใจได้ถึงพลังและความร้อนที่สม่ำเสมอเพื่อการจัดแต่งทรงผมที่ดียิ่งขึ้นโดยไม่ทำให้ผมเสีย ใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์แบบไร้สาย

เฮดโฟนตัดเสียงรบกวน Dyson ZoneTM เปิดพรีออเดอร์แล้ววันนี้ ที่ www.dyson.co.th และ Dyson Demo Store ทุกสาขาจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2566 ที่ Dyson Demo Store ทุกสาขา

บีเอสเอเผยงานสาธารณะความปลอดภัยในประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะเสี่ยง หากบริษัทวิศวกรรมและการออกแบบใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์

สืบเนื่องจากรายงานล่าสุดโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับการใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในงานสาธารณะ บีเอสเอ|กลุ่มพันธมิตรซอฟต์แวร์ (BSA | Software Alliance) จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและภาคธุรกิจในประเทศไทยตระหนักและแน่ใจว่าองค์กรต้องใช้เพียงซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์และปลอดภัยเท่านั้น การเรียกร้องนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายล่าสุดโดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าดำเนินคดีเกี่ยวกับการใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในบริษัทวิศวกรรมและการออกแบบที่มีส่วนร่วมในโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศไทย

การเข้าตรวจค้นเมื่อไม่นานมานี้ เผยให้เห็นว่าผู้จัดจำหน่ายเครื่องมือวัดที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเขื่อนในประเทศไทยได้ใช้ซอฟต์แวร์ AutoCAD ที่ไม่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเพื่อออกแบบพิมพ์เขียวที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือวัดเฉพาะทางสำหรับใช้ในโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติและการใช้งานที่สำคัญอื่น ๆ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบการใช้ซอฟต์แวร์ AutoCAD ผิดกฎหมายจำนวน 8 ไลเซ่น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.2 ล้านบาท

จากข้อมูลของบีเอสเอ ในกรณีของการใช้ซอฟต์แวร์ที่ผิดกฎหมายถือเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงผู้นำธุรกิจในงานสาธารณะและภาคโครงสร้างพื้นฐาน ผู้บริหารของบีเอสเอทราบดีถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่สำคัญในประเทศไทย ว่าจะนำมาซึ่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความปลอดภัยสาธารณะและความปลอดภัยทางไซเบอร์ขององค์กร

“เนื่องด้วยประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทต่าง ๆ ที่มีส่วนร่วมในความพยายามเหล่านี้จะต้องมั่นใจในความสมบูรณ์แบบของโครงการของตนและความปลอดภัยต่อสาธารณชน” นายดรุณ ซอว์เนย์ ผู้อำนวยการอาวุโสของ บีเอสเอ กล่าว “ถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลและผู้นำธุรกิจในการจัดหาซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมายมาใช้งาน เนื่องจากไม่เพียงรับประกันความปลอดภัยของโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ แต่ยังช่วยในด้านการป้องกันเมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น”

บก.ปอศ.กล่าวว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 ทางบก.ปอศ.ได้มีการบุกตรวจจับบริษัทในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากกว่า 104 แห่ง ที่มีการใช้ซอฟต์แวร์ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 120 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้ค้นพบซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายมากกว่า 500 รายการ

“เราเชื่อว่ามีบริษัทวิศวกรรมอีกมากมายที่จงใจใช้ซอฟต์แวร์ไม่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ นอกจากนี้เรายังเชื่อว่าบริษัทวิศวกรรมบางแห่งไม่มีการจัดการการใช้ซอฟต์แวร์อย่างเหมาะสม ซึ่งทำให้นักออกแบบของพวกเขาใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีลิขสิทธิ์” นายดรุณ กล่าว “ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การใช้ซอฟต์แวร์ในลักษณะนี้มีความอันตรายและไม่จำเป็น โดยปกติแล้วบริษัทวิศวกรรมรายใหญ่ที่ทำงานเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานระดับชาตินั้น ได้รับงบประมาณจำนวนมากจากรัฐบาล ดังนั้นพวกเขาควรลงทุนซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์การออกแบบที่ถูกกฎหมายและปลอดภัย ผู้เสียภาษีสมควรที่จะได้รับรู้ว่างานสาธารณะต่าง ๆ ได้รับการออกแบบโดยใช้ซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ ซึ่งช่วยให้การใช้ชีวิตของพวกเขาปลอดภัย”

ในระหว่างกระบวนการสอบสวน เจ้าหน้าที่ยังพบว่าบริษัทบางแห่งใช้แนวทางการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องโดยการให้พนักงานแอบอ้างว่าซอฟต์แวร์ที่ใช้งานอยู่นั้นหมดอายุและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบขณะการตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์

“แม้ว่าความพยายามในการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานในประเทศจะน่าประทับใจ แต่ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความตระหนักรู้ให้มากขึ้นในภาคธุรกิจเรื่องความสำคัญระยะยาวของการใช้ซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์เพื่อปกป้องผู้คนและองค์กรของพวกเขา” นายดรุณ กล่าว “การรร่วมมือของ บีเอสเอ ในการให้ความรู้แก่บริษัทด้านวิศวกรรมและการออกแบบเกี่ยวกับข้อดีของซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์และปลอดภัยจะเป็นประโยชน์อย่างมาก โดย บีเอสเอ มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนความคิดริเริ่มในการที่จะสนับสนุนการใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมายในโครงการที่เกี่ยวข้องกับโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งเป้าหมายหลักของเราคือการปกป้องเหล่าองค์กรจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและรับรองว่าความปลอดภัยของสาธารณะ”

ความปลอดภัยและเสถียรภาพของโครงการสาธารณประโยชน์จะอยู่ในความเสี่ยงเมื่อภาคธุรกิจใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีใบอนุญาต บีเอสเอ จึงได้ร่วมมือกับรัฐบาลทั่วโลกในการดำเนินการและจัดการให้แน่ใจว่าภาคธุรกิจปฏิบัติตามกฎหมายการซอฟต์แวร์อย่างถูกต้องผ่านการเน้นย้ำความสำคัญของซอฟต์แวร์ที่มีใบอนุญาตและความปลอดภัยในโครงการงานบริการสาธารณะ ซึ่งในปีที่ผ่านมา บีเอสเอ ได้มีการเปิดตัวแคมเปญการศึกษา เพื่อเผยแพร่คู่มือการรับมือและแนวทางปฏิบัติซึ่งได้อธิบายเกี่ยวกับความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่กำลังเพิ่มขึ้นและให้คำแนะแก่นักธุรกิจในการเตรียมความพร้อมและการรักษาความปลอดภัยในทางไซเบอร์ โดย BSA จะยังคงดำเนินโครงการที่คล้ายกันนี้เพื่อป้องกันกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ จากอันตรายทางไซเบอร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด

# # #

เกี่ยวกับบีเอสเอ

บีเอสเอ | กลุ่มพันธมิตรซอฟต์แวร์ (BSA | The Software Alliance) (www.bsa.org) เป็นผู้นำในการผลักดันอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ทั่วโลกต่อรัฐบาลประเทศต่างๆ และในตลาดระดับสากล สมาชิกของบีเอสเอได้แก่บริษัทนวัตกรรมชั้นนำของโลก ผู้สร้างสรรค์โซลูชันซอฟต์แวร์ที่จุดประกายเศรษฐกิจและพัฒนาชีวิตยุคใหม่ บีเอสเอมีสำนักงานใหญ่ในกรุงวอชิงตันดีซี และดำเนินการในกว่า 60 ประเทศ โดยได้บุกเบิกโครงการสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อส่งเสริมการใช้งานซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์ และสนับสนุนนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีและขับเคลื่อนการเติบโตในเศรษฐกิจดิจิทัล