รู้จักเทคโนโลยี DM-i Super Hybrid เทคโนโลยีอัจฉริยะเอกสิทธิ์เฉพาะจาก BYDที่ทำให้ “รถปลั๊กอินไฮบริด” มอบประสบการณ์ขับขี่ได้เสมือนรถ EV

ระยะหลังมานี้ผู้เล่นในตลาดยานยนต์ประเทศไทยนำเสนอรถยนต์หลากหลายประเภทเพื่อสร้างทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคกันมากขึ้น และหนึ่งในยนตรกรรมที่ยังคงได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อยก็คือรถยนต์ประเภท PHEV (Plug-in Hybrid) หรือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยการผสานขุมพลังที่สร้างจากไฟฟ้าร่วมกับน้ำมันเชื้อเพลิงนั่นเอง โดย BYD ก็เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่ได้เผยโฉมรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่จะเข้าสู่ตลาดยานยนต์ไทยไปในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ที่ผ่านมา นำร่องโดย BYD SEALION 6 DM-i เอสยูวีขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด 1.5 ลิตร ที่ใช้แพลตฟอร์ม DM-i เทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะจาก BYD ที่ทำให้รถยนต์ PHEV มอบประสบการณ์ขับขี่ได้เสมือนรถยนต์ไฟฟ้า

แต่ DM-i คืออะไร และมีความแตกต่างจากเทคโนโลยีไฮบริดอื่นๆ อย่างไร วันนี้เราจะพามาเจาะลึกถึงเทคโนโลยีสุดล้ำนี้ไปพร้อมกัน

DM–i Super Hybrid เทคโนโลยีขับเคลื่อนยานยนต์ที่ใช้ขุมพลังงานไฟฟ้าจากมอเตอร์เป็นหลัก

เทคโนโลยี DM-i Super Hybrid เป็นเทคโนโลยีระบบพลังงานและชุดควบคุมการทำงานของรถยนต์ประเภท PHEV เอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ BYD โดยอักษรย่อ “DM” หมายถึง “Dual Mode” หรือระบบการทำงานที่ประสานขุมพลัง 2 รูปแบบ คือมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ ส่วนอักษร “i” ย่อมาจากคำว่า “Intelligent” หรือเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ผสานการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างลงตัว

สิ่งที่ทำให้เทคโนโลยี DM-i Super Hybrid โดดเด่นเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆ คือ เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาภายใต้การขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก (Electricity-based) โดยหลักการคือจะใช้ขุมกำลังขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถรองรับการสร้างพลังงานด้วยการชาร์จไฟทั้งในรูปแบบกระแสตรง DC และ การแสสลับ AC จากภายนอก ซึ่งหากยังไม่เพียงพอในการใช้งานในชีวิตประจำวัน การสร้างพลังงานจากเครื่องยนต์ก็จะเป็นส่วนเสริมในการสร้างพลังงานหลักเพื่อการขับเคลื่อนให้กับ “มอเตอร์ไฟฟ้า” และเมื่อต้องการสร้างพลังงานสูงสุดเพื่อการขับเคลื่อนอย่างเต็มประสิทธิภาพ “เครื่องยนต์” จะสร้างพลังงานเสริมการขับขี่ เช่น การเร่งความเร็วกะทันหัน การแซง การขึ้นเนินสูง การขับขี่ทางไกลที่ใช้ความเร็วคงที่  เป็นต้น

ดังนั้นส่วนสำคัญของเทคโนโลยี DM-i Super Hybrid คือ แพลตฟอร์มที่ให้ความสำคัญกับการใช้เชื้อเพลิงพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และมากกว่านั้นก็ยังพัฒนาเพื่อให้รถยนต์มีการปล่อยมลภาวะให้น้อยที่สุด กล่าวคือ ทุกๆ มลภาวะที่ปล่อยออกมาจะต้องมีอย่างจำกัดและถูกปล่อยออกมาเพื่อการใช้งานมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเปรียบเสมือนการขับเคลื่อนที่เสมือนรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุด ซึ่งการขับเคลื่อนจะมีการส่งกำลังนิ่งเรียบและมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและต่อเนื่องตลอดเส้นทาง

ขับขี่นุ่มนวล ห้องโดยสารไร้เสียงรบกวน เสมือนยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100%

เทคโนโลยี DM-i Super Hybrid ถือเป็นการพัฒนาภายใต้สถาปัตยกรรม DM พลังงานขับเคลื่อนเทคโนโลยีรูปแบบ Plug-In Hybrid เจนเนอเรชันที่ 4 ซึ่งทีมพัฒนาของ BYD เองนั้นสะสมประสบการณ์ในการวิจัยและพัฒนาต่อยอดตั้งแต่เจนเนอเรชันที่ 1 ถึง เจนเนอเรชันที่ 4 มาร่วม 15 ปี ซึ่งการพัฒนาเพื่อขีดจำกัดของประสิทธิภาพการขับเคลื่อนและเพื่อสอดคล้องกับการใช้รถพลังงานสะอาด เทคโนโลยี DM-i Super Hybrid ที่ปัจจุบันถูกใช้ใน BYD SEALION 6 DM-i หรือแม้กระทั่งรุ่นอื่นๆ ที่พัฒนาภายใต้สถาปัตยกรรม DM-i Super Hybrid นั้นจะขับเคลื่อนสภาวะขับเคลื่อน Hybrid รูปแบบต่างๆ ตามสถานการณ์ ดังนี้

  1. EV Mode: โหมดการขับเคลื่อนโดยใช้ไฟฟ้า โดยเป็นการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ซึ่งมีการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แรงดันสูง เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและไร้เสียงรบกวนเสมือนกับการขับยานยนต์ไฟฟ้า 100%
  2. Series Mode: หรือโหมด HEV แบบอนุกรม เป็นโหมดการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่กำลังการขับเคลื่อนของมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกสร้างพลังงานจากเครื่องยนต์ที่มีการเดินเครื่องที่เรียบเนียนจึงทำให้การสร้างพลังงานไร้รอยต่อและสร้างสรรค์การขับเคลื่อนให้มีความนุ่มนวล และด้วยการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักจึงทำให้การขับเคลื่อนนั้นเสมือนยนตกรรมไฟฟ้ามากที่สุด
  3. Parallel Mode: หรือโหมด HEV แบบขนาน ซึ่งเป็นโหมดการขับเคลื่อนที่มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ประสานการทำงานกันแบบเต็มกำลัง จึงส่งมอบประสิทธิภาพในด้านพละกำลังการขับขี่ที่ดีที่สุด มักจะถูกใช้ในช่วงที่ใช้กำลังขับเคลื่อนสูง เช่น การเร่งแซง การขึ้นเขา เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเสมือนกับการขับขี่ยนตกรรมไฟฟ้ามากที่สุด ทุกๆ การชะลอความเร็วและการเบรกนั้น ระบบ Regenerative Braking เก็บพลังงานจลน์ที่เกิดขึ้นสร้างพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ เพื่อเพิ่มระยะทางการเดินทางด้วยไฟฟ้าให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงปรับปรุงอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงให้ดีมากยิ่งขึ้นรวมถึงอัตราการปล่อยมลภาวะให้ลดน้อยลง และ เพื่อให้รถยนต์นั้นใกล้คำว่ารถยนตกรรมไฟฟ้ามากที่สุด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสถึงยนตรกรรมที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่จะช่วยให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารรวมถึงผู้คนสาธารณะได้รับทั้งเรื่องของความปลอดภัยในการใช้ถนนสาธารณะ และ มลภาวะสภาพแวดล้อมสาธารณะที่สะอาดมากยิ่งขึ้น

จุดเด่นของเทคโนโลยี DM-i Super Hybrid

ไฮไลต์ของเทคโนโลยี DM-i คือเป็นแพลตฟอร์มที่รวมเอานวัตกรรมเทคโนโลยีอัจฉริยะไว้ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาเทคโนโลยีโดยใช้เครื่องยนต์ประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูงซึ่งออกแบบเฉพาะสำหรับรถยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริด เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงพร้อมด้วยเทคโนโลยี Blade Battery เสริมด้วยระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่อัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ไฮบริดโดยเฉพาะ ฟังก์ชันการถ่ายโอนพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมายที่มอบความสะดวกให้ผู้ขับขี่ใช้งานได้อย่างมั่นใจ เช่น ระบบ VtoL ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เทคโนโลยี DM-i Super Hybrid มีข้อได้เปรียบกว่าเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดอื่นๆ ในตลาดอยู่หลายประการ อาทิ

  • ประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเครื่องยนต์ที่มากกว่า
  • ประสิทธิภาพการทำงานของระบบส่งกำลังไฮบริดที่มากกว่าเนื่องด้วยการพัฒนาเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังสำหรับเทคโนโลยี Plug-In Hybrid โดยเฉพาะ
  • เทคโนโลยี Blade Battery ซึ่งปลอดภัยกว่า ทั้งยังมีความจุที่มากและเพียงพอ เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • เทคโนโลยี DM-i ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพทั้งด้านพละกำลัง ความนิ่งเรียบของการส่งถ่ายกำลังของขับเคลื่อน และการใช้อัตราสิ้นเปลืองของพลังงานและเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การทำงานของ NVH (ระดับเสียง ความสั่นสะเทือน และความกระด้างของรถยนต์) ที่มีประสิทธิภาพ

พลังงานระบบไฮบริดที่ยังคงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ เสมือนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%

เทคโนโลยี DM-i ได้รับการพัฒนาให้ขับเคลื่อนด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก และด้วยขนาดของแบตเตอรี่ที่ออกแบบมาให้เพียงพอและเหมาะสมต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งหากเลือกขับรถด้วย EV Mode หรือโหมดการขับเคลื่อนโดยใช้ไฟฟ้า ในขณะที่แบตเตอรี่มีพลังงานคงเหลือปกติ ก็จะทำให้ขับขี่ได้โดยไม่สร้างมลพิษทางอากาศเลยแม้แต่น้อย เสมือนใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เพราะ EV Mode จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นระบบขับเคลื่อนหลักโดยสมบูรณ์ และไม่มีการใช้ขุมพลังจากเครื่องยนต์เลย

หรือหากขับขี่ขณะที่แบตเตอรี่มีพลังงานคงเหลือต่ำ (Low SOC หรือแบตเตอรี่น้อยกว่า 25%) ระบบก็จะยังคงใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก โดยใช้วิธีสร้างพลังงานจากเครื่องยนต์และส่งต่อมาที่มอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งช่วยทั้งในเรื่องของการลดปริมาณการปล่อยมลพิษได้อย่างชัดเจน และยังเป็นการใช้พลังงานเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะเมื่อระบบมีพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนแล้ว เครื่องยนต์ก็จะหยุดทำงานแล้วเปลี่ยนกลับมาขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ได้พลังงานมาจากแบตเตอรี่คงเหลือแทน นอกจากนี้ แบตเตอรี่ยังได้รับการออกแบบให้มีขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน ทำให้รถยนต์ไม่ต้องแบกภาระน้ำหนักรวมของตัวรถที่มากเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในการสร้างพลังงานขับเคลื่อนมากขึ้น

ทุกความชาญฉลาดของเทคโนโลยี DM-i Super Hybrid ที่กล่าวมาข้างต้น พร้อมให้สัมผัสประสบการณ์สุดล้ำเสมือนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแล้วในรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเผยโฉมในประเทศไทยอย่าง BYD SEALION 6 DM-i พร้อมเปิดจองสิทธิ์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ BYD SEALION 6 DM-i ในประเทศไทยได้ที่ Facebook BYD RÊVER Thailand

รู้จักกับ เทคโนโลยี “BYD Blade Battery” ที่เป็นเสมือนหัวใจของรถยนต์พลังงานใหม่ของ BYD ที่ทั้งโดดเด่นและเหนือกว่าในทุกด้าน

“แบตเตอรี่” คือ หัวใจหลักของรถยนต์พลังงานใหม่ซึ่งเป็นขุมพลังในการขับเคลื่อนหลัก เป็นปัจจัยบ่งชี้ทั้งในแง่ของความปลอดภัย ระยะทางการขับขี่ รวมไปถึงคุณภาพและความคงทนที่จะส่งผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ BYD จึงให้ความสำคัญในด้านการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมแบตเตอรี่ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะด้วยตนเองเป็นอย่างมาก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้ผลิตภัณฑ์รถยนต์พลังงานใหม่ของ BYD จะได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่ดีและปลอดภัยตลอดการเดินทาง จนไปถึงคุณภาพของนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ จึงได้เกิดเป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า “BYD Blade Battery” เทคโนโลยีแบตเตอรี่เอกสิทธิ์เฉพาะของ BYD ที่ช่วยลดข้อจำกัดของแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานใหม่แบบเดิมๆ และเสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ กับการก้าวข้ามขีดจำกัดของนวัตกรรมแบตเตอรี่ของรถยนต์พลังงานใหม่

แต่ความลับและคุณสมบัติแบบใดที่ทำให้ BYD Blade Battery นั้นแตกต่างซึ่งส่งผลให้ BYD โดดเด่นกว่าในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ได้ บทความนี้จะพาไปรู้จักนวัตกรรม “BYD Blade Battery“ นี้ไปพร้อมกัน

“ความปลอดภัย” ที่เหนือกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนทั่วไป

BYD Blade Battery เป็นแบตเตอรี่ประเภท LFP (Lithium Iron Phosphate) ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่าแบตเตอรี่ทั่วไปในท้องตลาด ทั้งนี้ชื่อของ Blade Battery นั้นได้มาจากการออกแบบเซลล์ของแบตเตอรี่ให้มีลักษณะคล้ายใบมีด จัดวางเรียงกันในรูปแบบที่ประสิทธิภาพในการระบายความร้อนได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ทนต่อความร้อนสูง ไม่ไวต่อการติดไฟ เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป

นอกจากนี้ BYD Blade Battery ยังผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดด้วยวิธีเจาะทะลุ (Nail Penetration Test) ซึ่งก็คือการใช้ตะปูเจาะทะลุกลางเซลล์แบตเตอรี่เพื่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรส่งผลให้ความร้อนสะสมเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผลการทดสอบปรากฏว่า BYD Blade Batteryไม่เกิดการลุกไหม้ และอุณหภูมิพื้นผิวของเซลล์แบตเตอรี่อยู่ที่ประมาณ 30-60 องศาเซลเซียสเท่านั้น จึงมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยแม้แบตเตอรี่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง นอกเหนือจากนั้นการพัฒนา BYD Blade Battery ยังคงมีความแข็งแกร่งและคงทน ซึ่งจากการทดสอบนั้นจะสามารถรับแรงกดได้ถึง 445 กิโลนิวตัน (kN) หรือเทียบเท่ารถบรรทุกที่หนัก 45 ตัน ดังนั้นนอกจาก BYD Blade Battery เป็นเทคโนโลยีที่ให้พลังงานขับเคลื่อนรถยนต์พลังงานใหม่แล้ว ยังมีความปลอดภัยที่ถือว่าเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของเทคโนโลยีแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานใหม่ได้อย่างลงตัว

การเก็บพลังงานได้สูงกว่าและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยการพัฒนา BYD Blade Battery ที่มีรูปแบบการออกแบบการจัดวางอย่างมีประสิทธิภาพทำให้ในพื้นที่ที่จำกัดสามารถที่จะรองรับความจุของเซลล์แบตเตอรี่ได้มากกว่า จึงทำให้ความจุของแบตเตอรี่สามารถมีความจุที่มากกว่าในพื้นที่ที่จำกัดหากเทียบกับแบตเตอรี่ของรถยนต์พลังงานใหม่อื่นๆ ในท้องตลาด ส่งผลให้รถยนต์พลังงานใหม่ของ BYD สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าในระยะทางที่ไกลกว่า และหากยังไม่เพียงพอต่อการใช้งานระยะเวลาในการชาร์จไฟจาก SOC 10%-80% ที่เร็วที่สุดด้วยระยะเวลาเพียงแค่ 33 นาทีตลอดจนสามารถรับส่งกำลังได้อย่างมีเสถียรภาพ รถยนต์พลังงานใหม่ที่ติดตั้งด้วย BYD Blade Battery จึงมีประสิทธิภาพสูงในการเร่งและการใช้ความเร็วสูง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ทั้งสนุกและปลอดภัยไร้กังวลตลอดเส้นทาง

โดดเด่นด้วยการต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยี Cell to Body ด้วย BYD Blade Battery

นอกเหนือจากการใช้ BYD Blade Battery ด้วยเทคโนโลยี Cell to Pack (CTP) เป็นพื้นฐานแล้วนั้น ยังคงมีความยีดหยุ่นในการต่อยอดการพัฒนาการใช้งานเป็นเทคโนโลยี Cell to Body (CTB) ได้อีกด้วย ซึ่งเทคโนโลยีนี้เองจะช่วยในเรื่องของการใช้พื้นที่และการจัดการน้ำหนักรถ นอกเหนือจากนั้นยังเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างรถยนต์ให้มีความแข็งแกร่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง รวมถึงให้รถมีความสมดุลซึ่งจะช่วยเสริมในด้านของประสิทธิภาพในการควบคุมรถยนต์ให้มีความมั่นคงและมั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

อายุการใช้งานยาวนาน ประหยัดค่าบำรุงรักษา

BYD Blade Battery เอกสิทธิ์เฉพาะของ BYD นั้นโดดเด่นเรื่องความทนทาน ทำให้อายุการใช้งานนั้นยาวนานเป็นพิเศษ โดยลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ BYD ทุกรุ่นจะได้รับสิทธิ์ RÊVER Care ที่การันตีการรับประกันแบตเตอรี่นานสูงสุดถึง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร[1] โดยที่แบตเตอรี่ยังคงใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้เองจึงช่วยลดต้นทุนในระยะยาวสำหรับการดูแลรักษาระบบขุมพลังของรถยนต์ไฟฟ้า มอบความอุ่นใจให้กับผู้ขับขี่ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและความคุ้มค่าตลอดการใช้งาน

หากใครสนใจสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ทั้งปลอดภัย ทรงประสิทธิภาพ และอุ่นใจได้ทุกเส้นทาง สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า BYD ที่มีจำหน่ายและพร้อมส่งมอบในประเทศไทยได้ที่เว็บไซต์เรเว่ ออโตโมทีฟ หรือสนใจทดลองขับสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการ BYD ใกล้บ้านท่านทั่วประเทศ

###

เกี่ยวกับ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยในเดือนกรกฎาคม 2565 บริษัทฯ ได้นำรถยนต์ไฟฟ้า BYD รุ่นแรก “BYD ATTO 3” เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างล้นหลามด้วยยอดจำหน่ายและส่งมอบมากกว่า 30,000 คัน ในปีแรกที่เข้าสู่ตลาด ในเดือนกรกฎาคม 2566 ได้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า รุ่นที่ 2 “BYD DOLPHIN” และล่าสุดเสริมสร้างผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าซีดาน รุ่นที่ 3 “BYD SEAL” ในเดือนกันยายน ทำให้สามารถสร้างปรากฏการณ์เป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจดทะเบียนมากที่สุดในปี 2566 บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะนำยานยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ (NEV: New Energy Vehicle) เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เข้าสู่วงการขับขี่ในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น และมอบทางเลือกที่ความประหยัดในภาวะที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

vivo ส่ง vivo Y28 เสริมทัพสมาร์ตโฟน Y Series ฟีเจอร์อัดแน่น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ในราคาสุดคุ้ม

 vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก เปิดตัว vivo Y28 สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากตระกูล Y Series อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยมาพร้อม 2 สีใหม่ ได้แก่ สีพีช (Gleaming Orange) และ สีเขียว (Agate Green) เติมความสดใสต้อนรับซัมเมอร์ มอบสัมผัสประสบการณ์แห่งความบันเทิงและการใช้งานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ในราคาที่เอื้อมถึงง่าย เริ่มต้นเพียง 6,299 บาท พร้อมให้ vivo fans ชาวไทยมาร่วมจับจองเป็นเจ้าของพร้อมกันได้แล้ววันนี้!

vivo Y28พร้อมยกระดับประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่า ให้ผู้ใช้ได้ดื่มด่ำไปกับความสุนทรีย์ในยุคใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานทั้งความเท่และเก๋ได้อย่างลงตัว กรอบสีเมทัลลิกสุดแวววาวที่ถูกออกแบบมาอย่างบางพอดีและน้ำหนักเบา โมดูลกล้องลวดลายเหลี่ยมเพชรแบบ 3D เผยให้เห็นมิติของความหรูหราสง่างาม เพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันด้วยเทคโนโลยีชาร์จไว 44W FlashCharge ที่มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาดความจุ 6000mAh รับชมวิดีโอ YouTube ต่อเนื่องนาน 24.1 ชั่วโมง เล่นเกม PUBG อย่างจุใจได้ยาวนาน 7.2 ชั่วโมง มอบอายุการใช้งานแบตเตอรี่นาน 4 ปี เต็มอิ่มกับพื้นที่เก็บข้อมูลด้วย RAM 8GB รองรับฟีเจอร์ขยายแรมเพิ่มอีก 8GB

ยิ่งไปกว่านั้น Y28 ยังมาพร้อมจอถนอมสายตาขนาด 6.68 นิ้ว การันตีด้วยการรับรองแสงสีฟ้าต่ำจาก TÜV Rheinland โหมดความสว่างสู้แสงแดดสูงถึง 1000nits รีเฟรชเรท 90Hz เก็บทุกรายละเอียด เนี้ยบทุกการเคลื่อนไหว สนุกกับการใช้งานและเพลิดเพลินไปกับความบันเทิงอย่างต่อเนื่องด้วยระบบเสียงด้วยลำโพงสเตอริโอคู่ เพิ่มพลังเสียงได้สูงสุด 300% ให้สมดุลทั้งความไพเราะและความคมชัด ไร้ซึ่งการติดขัดตลอดการใช้งาน ไม่ว่าจะฟังเพลงหรือดูภาพยนตร์ เอาใจสายถ่ายคอนเทนต์ด้วยกล้องหน้าความละเอียด 8MP กล้องหลักพอร์ตเทรตคมชัดระดับ HD ถึง 50MP เก็บทุกช่วงเวลาที่ดีที่สุดด้วยไฟแบบไดนามิกที่สามารถตั้งค่าให้กระพริบเพื่อนับถอยหลังขณะเซลฟี่ หรือระหว่างการฟังเพลง มีแจ้งเตือน หรือมีสายโทรเข้า

Y28 มาพร้อมกับ 2 เฉดสี ได้แก่ สีพีช (Gleaming Orange) สุดแวววาวและน่าหลงใหลดังพระอาทิตย์สีทองที่ส่องประกาย มอบความสดใสสะท้านแดดเมืองไทย สะท้อนเอกลักษณ์อย่างไม่เหมือนใครด้วยการเคลือบผิวแบบสองชั้น และ สีเขียว (Agate Green) มอบความสุขุมนุ่มลึกชวนค้นหา เย้ายวนให้สัมผัสด้วยเสน่ห์แห่งธรรมชาติ พร้อมเคลือบผิวสองชั้นให้ดูโปร่งแสงและอบอุ่น ละมุนทุกมิติยามใช้งาน โดยเปิดให้ vivo fans ชาวไทยร่วมจับจองเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้กับรุ่นความจุ 8GB+128GB ในราคา 6,299 บาท และรุ่นความจุ 8GB+256GB ในราคา 6,999 บาท

ไม่เพียงเท่านี้ vivo ยังได้เตรียมนำเสนออีกหนึ่งตัวเลือกสุดคุ้มค่าจาก vivo Y18 สมาร์ตโฟนรุ่นเล็กสเปกแน่นในราคาสุดคุ้มค่า ด้วยการเตรียมเปิดตัว Y18 รุ่นความจุ 4GB+128GB ในราคา 4,499 บาท มาร่วมเสริมทัพเร็ว ๆ นี้ หลังเปิดตัวรุ่นความจุ 8GB+128GB ในราคา 5,499 บาท เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

Y18 มาพร้อมดีไซน์มินิมอลสุดชิค น้ำหนักเบาราวขนนก แบตเตอรี่ขนาดความจุ 5000mAh สุดอึดทนให้ผู้ใช้งานสนุกได้ไม่สะดุดตลอดทั้งวัน จอถนอมสายตาขนาด 6.56 นิ้ว โหมดความสว่างสูงสุด 840nits รีเฟรชเรท 90Hz และกล้องหลักพอร์ตเทรตคมชัดทุกช็อตถึง 50MP เปิดให้เลือกสรรทั้งหมด 2 เฉดสี ได้แก่ สีฟ้า (Wave Aqua) สุดสดใส ชวนจินตนาการถึงริ้วคลื่นริมชายหาดด้วยลวดลายบนฝาหลัง และ สีน้ำตาล (Mocha Brown) สุดคลาสสิก ด้วยสีโทนส้มอมน้ำตาลแสนอบอุ่น ผสานทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ได้อย่างลงตัว ซึ่งทั้ง 2 เฉดสีถูกเสริมด้วยนวัตกรรมการประกบคู่เข้ากับผิวสัมผัสแบบด้าน ให้ความรู้สึกเรียบเนียน นำเทรนด์แฟชั่นทุกการใช้งาน

ร่วมสัมผัสความบันเทิงเหนือระดับในราคาที่จับต้องได้กับ vivo Y28 และ Y18 ผ่าน vivo Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://vivo.com/th/

#vivoY28 #vivoY18 #ThatsY

เรเว่ ออโตโมทีฟ ขยายคลังอะไหล่แห่งใหม่ ใหญ่กว่าเดิม 4.5 เท่า จัดเก็บชิ้นส่วนกว่า 1,000,000 ชิ้น ครอบคลุมยานพาหนะไฟฟ้า BYD ทุกรุ่นในไทย รองรับกลุ่มผู้ใช้รถ BYD และศูนย์บริการทั่วประเทศ

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ เปิดตัว RÊVER BYD Spare Parts Warehouse คลังอะไหล่รถยนต์ไฟฟ้า BYD แห่งใหม่ มุ่งรองรับบริการหลังการขายให้มีอะไหล่สำรองที่ครบครันและระบบการจัดการที่รวดเร็ว ด้วยพื้นที่ 18,000 ตารางเมตร ใหญ่กว่าเดิมถึง 4.5 เท่า จัดเก็บอะไหล่มากกว่า 1 ล้านชิ้น ครอบคลุมอะไหล่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BYD ทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย ทั้งยานพาหนะส่วนบุคคลและเพื่อการพาณิชย์ พร้อมระบบการจัดการอะไหล่แบบใหม่ และการเบิกจ่ายที่รวดเร็ว พร้อมส่งมอบอะไหล่ให้ถึงศูนย์บริการภายในวันถัดไป[1] รองรับศูนย์บริการครอบคลุมทั่วประเทศภายในปีนี้ นอกจากนี้ ยังยกระดับความปลอดภัยของคลังอะไหล่ โดยจัดให้มีการคัดกรองเฉพาะบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “คลังอะไหล่แห่งใหม่ของเรเว่ตั้งอยู่บนพื้นที่มากถึง 18,000 ตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าคลังอะไหล่เดิมที่ใช้อยู่ถึง 4.5 เท่า รองรับการจัดเก็บชิ้นส่วนอะไหล่ทุกชิ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BYD ทุกรุ่นที่จัดจำหน่ายแล้วในไทย ทั้งยานพาหนะส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นรุ่น BYD ATTO 3, BYD Dolphin และ BYD Seal ยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์ BYD T3, BYD E6 พร้อมด้วยรถบรรทุกและรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนรถยนต์ของ BYD รุ่นอื่นที่จะเข้ามาในอนาคต โดยที่คลังอะไหล่แห่งใหม่นี้ เราได้ออกแบบการจัดเก็บในแนวสูงและเพิ่มพื้นที่บนชั้นวาง จึงทำให้สามารถจัดเก็บอะไหล่สำรองจำนวนมากกว่า 1 ล้านชิ้น พร้อมทั้งพัฒนาระบบการจัดการอะไหล่รูปแบบใหม่ เพิ่มการดำเนินงานให้มีความคล่องตัวยิ่งกว่าที่เคย สร้างความมั่นใจถึงความพร้อมในการส่งมอบอะไหล่ได้ทันท่วงที เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า BYD หลังจากที่ประสบความสำเร็จก้าวเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยสามารถรองรับได้ทั้งกลุ่มลูกค้าในปัจุบันและอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ‘NEW ENERGY FOR ALL’ ที่มุ่งยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทย เพราะลูกค้าคือคนสำคัญของเรา และเป็นส่วนสำคัญที่จะร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ NEV Nation ไปด้วยกัน”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “หนึ่งในหัวใจสำคัญของเรเว่คือการสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับลูกค้า BYD รวมถึงส่งมอบประสบการณ์หลังการขายที่ดีตลอดระยะเวลาการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของเรา คลังอะไหล่แห่งใหม่นี้จะเป็นศูนย์กลางการเบิกจ่ายและกระจายสินค้าอะไหล่ให้กับศูนย์บริการทั่วประเทศที่มีมากกว่า 100 แห่ง ซึ่งจะช่วยยกระดับบริการหลังการขายให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายของเราที่ต้องการขยายศูนย์บริการให้ ครอบคลุมทุกภูมิภาคภายในปี พ.ศ. 2567 นี้ ด้วยอะไหล่สำรองที่ครบครันและจัดเก็บได้ในจำนวนที่มากกว่าเดิม พร้อมระบบการจัดการอะไหล่แบบใหม่ที่แม่นยำและรวดเร็ว โดยการใช้เครื่อง Handheld สแกนบาร์โค้ดตั้งแต่ขั้นตอนการรับเข้าสินค้า นำสินค้าเข้าจุดจัดเก็บ และนำสินค้าออกจากระบบ รวมถึงนำเครื่อง Handheld มาใช้ในระบบนำอะไหล่ออกจากที่เก็บ เพื่อสแกนบาร์โค้ดก่อนบรรจุลงกล่อง เพื่อให้มีข้อมูลสินค้าที่อยู่ในกล่องอย่างครบถ้วน ซึ่งระบบใหม่นี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้พร้อมส่งถึงผู้จำหน่ายเร็วกว่าเดิม รวมถึงกระบวนการเบิกจ่ายอะไหล่ เพื่อกระจายไปยังศูนย์บริการต่างๆ ทั่วประเทศในวันถัดไป[2] การันตีการส่งมอบอะไหล่อย่างทันท่วงที ทำให้ลูกค้าสามารถนำรถกลับไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว”

คลังอะไหล่ RÊVER BYD Spare Parts Warehouse แห่งใหม่นี้ตั้งอยู่บนพื้นที่บางนา-ตราด มีการแบ่งพื้นที่จัดเก็บอย่างชัดเจนเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ โดยแบ่งพื้นที่คลังอะไหล่ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่

ส่วนที่ 1 Inbound area พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร รองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ 25 ตู้คอนเทนเทอร์

ส่วนที่ 2 Storage area พื้นที่ 12,000 ตารางเมตร แบ่งการจัดเก็บออกเเป็น 4 โซน สามารถจัดเก็บอะไหล่ได้มากกว่า 1 ล้านชิ้น โดยแบ่งตามขนาดและประเภทของอะไหล่ ประกอบด้วย

โซนที่ 1 On Floor สำหรับจัดเก็บสินค้าอะไหล่ขนาดใหญ่

โซนที่ 2 Selective Rack สำหรับจัดเก็บอะไหล่ขนาดกลางที่สามารถนำขึ้นชั้นวางได้ โดยสามารถจัดเก็บสินค้าอะไหล่ขนาดกลางได้มากกว่า 1,500 พาเลท

โซนที่ 3 Medium Rack สำหรับจัดเก็บอะไหล่ขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยสามารถจัดเก็บสินค้าอะไหล่ได้มากกว่า 2,500 รายการ

โซนที่ 4 Battery Room เป็นพื้นที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสำหรับ Blade Battery โดยเฉพาะ โดยควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 25 องศา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอะไหล่ทุกชิ้นยังคงประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเบิกจ่ายไปใช้งานจริง และสามารถจัดเก็บแบตเตอรี่ได้มากถึง 240 ลูก

ส่วนที่ 3 Packing Area พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร ใช้สำหรับบรรจุหีบห่อและตรวจสอบสินค้าอะไหล่ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการจัดส่ง

ส่วนที่ 4 Outbound Area พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร เป็นพื้นที่สำหรับนำจ่ายสินค้าให้กับทีมขนส่ง

แบ่งออกเป็น 6 เส้นทาง ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก อำนวยความสะดวกจัดส่งสินค้าอะไหล่ถึงศูนย์บริการทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว

ด้วยขนาดพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นถึง 4.5 เท่า การยกระดับศักยภาพการจัดเก็บและบริหารคลังอะไหล่ การรักษาความปลอดภัย ประกอบกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาระบบการจัดการอะไหล่ขึ้นใหม่ เรเว่จึงมั่นใจว่าคลังอะไหล่แห่งนี้จะสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับทั้งผู้จำหน่ายและลูกค้า BYD ในประเทศไทย เกิดความคล่องตัวในกระบวนการส่งมอบอะไหล่ไปถึงตัวแทนผู้จัดจำหน่ายในแต่ละพื้นที่มากกว่า 100 แห่งได้เร็วกว่าที่เคย รองรับการเติบโตของยอดผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลและเชิงพาณิชย์ของ BYD และการขยายศูนย์บริการครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของสังคมผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ต่อไปในอนาคต

###

เกี่ยวกับ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยในเดือนกรกฎาคม 2565 บริษัทฯ ได้นำรถยนต์ไฟฟ้า BYD รุ่นแรก “BYD ATTO 3” เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างล้นหลามด้วยยอดจำหน่ายและส่งมอบมากกว่า 30,000 คัน ในปีแรกที่เข้าสู่ตลาด ในเดือนกรกฎาคม 2566 ได้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า รุ่นที่ 2 “BYD DOLPHIN” และล่าสุดเสริมสร้างผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าซีดาน รุ่นที่ 3 “BYD SEAL” ในเดือนกันยายน ทำให้สามารถสร้างปรากฏการณ์เป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจดทะเบียนมากที่สุด มีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้ามากถึง 40 % ในปี 2566 บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะนำยานยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ (NEV: New Energy Vehicle) เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เข้าสู่วงการขับขี่ในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น และมอบทางเลือกที่ความประหยัดในภาวะที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสื่อมวลชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด

พุทธชาด แสนสะสม โทรศัพท์ 099 542 6246 อีเมล [email protected]

กัญญพัชร พริ้งประเสริฐ โทรศัพท์ 065 939 9133 อีเมล [email protected]

ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ Carl Byoir & Associates

อีเมล: [email protected]

เปิดตัวแล้ววันนี้! iQOO Z9 5G และ Z9x 5G สมาร์ตโฟนขุมพลังไร้ขีดจำกัดที่มาครอบคลุมทุกโจทย์ความต้องการของเหล่า Gen Z เริ่มต้น 7,999 บาท

iQOO (ไอคูล) แบรนด์สมาร์ตโฟนตัวท็อป ประกาศเปิดตัว iQOO Z9 5G และ Z9x 5G สมาร์ตโฟน 2 รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานเจเนอเรชันใหม่ หรือกลุ่ม Gen Z ด้วยสมาร์ตโฟนตัวแรง ประสิทธิภาพเทียบเท่าระดับรุ่นเรือธง ภายใต้แนวคิด “ขุมพลังไร้ขีดจำกัด” หรือ “Unstoppable Power” มอบความสามารถทรงพลัง พร้อมความอึดอัปเกรดใหม่ที่มาในรูปแบบของแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และขุมพลังระดับเทพบนรุ่น Z9 5G อย่าง Snapdragon® 7 Gen 3 Mobile Platform ให้ชาว iQOOer ได้เพลิดเพลินไปกับสมาร์ตโฟนของคนรุ่นใหม่ มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การใช้งานอันเร็ว แรง ไร้ขีดจำกัดพร้อมกันได้แล้ววันนี้!

มอบประสิทธิภาพระดับเรือธง และพลังความลื่นไหลอันเหนือชั้น
iQOO Z9 5G มาพร้อมกับชิปเซตประมวลผล Snapdragon® 7 Gen 3 ที่ใช้สถาปัตยกรรมเดียวกันกับขุมพลังระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมอย่าง Snapdragon® 8 Gen 3 ขนาด 4nm ผลิตบนเทคโนโลยี TSMC สำหรับ CPU แบบ 1+3+4 อัปเกรดใหม่ ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการใช้งานและจัดการพลังงานได้ดีกว่าที่เคย ล้ำไปอีกขั้นกับระบบระบายความร้อน (Vapor Chamber) ขนาดใหญ่พิเศษ 6,043 ตารางมิลลิเมตร ที่ใหญ่ขึ้นถึง 200% จากรุ่นก่อนหน้า ช่วยตรวจจับอุณหภูมิตัวเครื่องได้อย่างแม่นยำ และระบายความร้อนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้ Z9 5G ยังมาพร้อมกับระบบสั่นแบบ 4 มิติ และลำโพงสเตอริโอคู่พลังเสียง 300% ที่มีอัลกอริธึมสำหรับขยายเอฟเฟกต์เสียงรอบทิศทาง ออกแบบพิเศษสำหรับเกม ‘Genshin Impact’ เพิ่มมิติการตอบสนองด้วยการสั่นอันน่าประทับใจหลากหลายรูปแบบและสอดคล้องกับสกิลตัวละครทั้ง 68 ตัวตลอดการเล่นเกม เพื่อประสบการณ์การเล่นที่สมจริงและหาไม่ได้จากที่ไหนสำหรับสายเกมมิ่ง

เสริมความแกร่งในรุ่น Z9x 5G สำหรับชิปเซตประมวลผล Snapdragon® 6 Gen 1 สร้างบนสถาปัตยกรรมขนาด 4nm โดยมี CPU ระดับพรีเมียมทั้งหมด 8 คอร์ ได้แก่ คอร์ขนาดใหญ่ Cortex-A78 2.2 GHz จำนวน 4 คอร์ และคอร์ขนาดเล็ก Cortex-A55 1.8. GHz อีก 4 คอร์ ซึ่งเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว มอบคุณสมบัติในการใช้พลังงานที่ต่ำ แต่คงไว้ด้วยสมรรถนะอันทรงพลัง ช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานเป็นพิเศษ พร้อมคลายความกังวลเรื่องเครื่องร้อนแม้ใช้งานเป็นเวลานาน เมื่อมีระบบระบายความร้อน 3D แบบ 5 ชั้น ที่มาพร้อมโครงสร้างอันหลากหลาย ครอบคลุมทั้งตัวเครื่อง

แบตเตอรี่ขนาดใหญ่แบบบางพิเศษ พร้อมอายุการใช้งานที่ยาวนาน

ทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมแบตเตอรี่ BlueVolt ขนาดบางพิเศษ มอบความจุ 6000mAh ซึ่งนับเป็นความจุสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ตโฟนของ iQOO รองรับเทคโนโลยีการชาร์จไวถึง 80W FlashCharge สำหรับรุ่น Z9 5G และ 44W FlashCharge สำหรับรุ่น Z9x 5G โดดเด่นเรื่องความอัดแน่นของพลังงานด้วยเทคโนโลยีการสร้างแกรไฟต์แบบขั้วลบ เพิ่มความจุของพลังงานมากขึ้นถึง 6% เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่แกรไฟต์แบบดั้งเดิมของรุ่นก่อนหน้า มาพร้อมเทคโนโลยี Extended RAM 4.0 ช่วยขยาย RAM ได้สูงสุดถึง 12GB+12GB สามารถเปิดใช้งาน Background Application ได้พร้อมกันมากกว่า 40 แอปพลิเคชัน ให้เหล่าเกมเมอร์สามารถดาวน์โหลดและสลับแอปพลิเคชันได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด ตลอดการใช้งาน

ดีไซน์สวยทรงพลัง ก้าวข้ามขีดจำกัดทั้งภายในและภายนอก

รุ่น Z9 5G และ Z9x 5G โดดเด่นด้วยหน้าจอแสดงผล 1.5K AMOLED อัตรารีเฟรชสูง 144Hz และที่ 120Hz สำหรับรุ่น Z9x 5G มอบความสว่างสูงสุด 4500 นิต การันตีเรื่องภาพสวย คมชัด แม้แสดงผลในกลางแจ้ง หรือในที่ ๆ มีแสงสว่างมาก ขอบตัวเครื่องบางเฉียบ 7.98 มิลลิเมตร น้ำหนักเบา สวยเด่นด้วยดีไซน์กล้องหลังบนโมดูลแบบ Porthole อันเป็นเอกลักษณ์เช่นเดียวกับรุ่นเรือธง iQOO 12 5G พร้อมการรับรองมาตรฐาน SGS Eye Care Display Protection เพื่อการถนอมสายตา และมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54 ให้ผู้ใช้พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดในชีวิตประจำวันไปด้วยกันกับสมาร์ตโฟนของ iQOO

รายละเอียดการวางจำหน่าย

โดยรุ่นZ9 5G วางจำหน่ายใน 2 เฉดสีใหม่ ได้แก่ สีเขียวบรีซ กรีน (Breeze Green) อันได้รับแรงบันดาลใจจากสายลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้าและทุ่งข้าวสาลี ชวนให้นึกถึงฤดูใบไม้ผลิแรกที่งดงาม และ สีดำแฟนทอม แบล็ค (Phantom Black) สะท้อนถึงความลึกลับ น่าค้นหา และเปล่งประกายราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน จัดจำหน่ายในขนาด 2 รุ่นความจุ ได้แก่ 12GB+256GB ในราคา 12,499 บาท และ 8GB+256GB ในราคา 11,499 บาท

และในรุ่น Z9x 5G สำหรับ 2 สีตัวเลือก ได้แก่ สีเขียวนอร์ทเทิร์น กรีน (Northern Green) เปรียบดั่งประกายแสงสีของปรากฏการณ์แสงเหนือ ดูงดงาม เกินคำบรรยาย และ สีดำมิสติก แบล็ค (Mystic Black) อันสื่อถึงความมืดมิดยามราตรีของพื้นที่บริเวณละติจูดสูง ประกอบไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ และเส้นแสงที่ทับซ้อนกันอย่างสวยงาม ในขนาด 3 รุ่นความจุ ได้แก่ 12GB+256GB ในราคา 9,999 บาท, 8GB+256GB ในราคา 8,999 บาท และสำหรับรุ่นความจุ8GB+126GB ในราคา 7,999 บาท

พิเศษเฉพาะสำหรับผู้ที่สั่งซื้อ iQOO Z9 5G ตั้งแต่วันนี้ – 20 พฤษภาคม 2567 จะได้รับหูฟัง iQOO TWS 1e มูลค่า 1,299 บาท โดยทั้ง 2 รุ่น จะได้รับสิทธิพิเศษ E-VIP Card รับประกันตัวเครื่อง 2 ปี และประกันหน้าจอแตก 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีแรก

มาร่วมจับจองเป็นเจ้าของ iQOO Z9 5G และ Z9x 5G ได้แล้ววันนี้ ที่ vivo Brand Shop และทางช่องทางออนไลน์ Shopee, Lazada และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก iQOO Thailand และเว็ปไซต์ https://www.iqoo.com/th

#iQOOZ95G #iQOOZ9x5G #ขุมพลังไร้ขีดจำกัด

###

เกี่ยวกับ iQOO:

iQOO แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำที่นำเสนออุปกรณ์พกพาอันล้ำสมัย ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ด้วยความมุ่งมั่นในการนำเสนอสมาร์ตโฟนประสิทธิภาพสูง มีสไตล์ ในราคาจับต้องได้ ทำให้ iQOO ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย iQOO ตั้งใจมอบประสบการณ์การใช้งานสมาร์ตโฟนที่ราบรื่นไร้รอยต่อให้ผู้ใช้งาน โดยมุ่งนำเสนอฟีเจอร์และเทคโนโลยีล่าสุด เพื่อช่วยยกระดับการใช้งานในชีวิตประจำวัน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ iQOO และผลิตภัณฑ์ของบริษัท สามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการหรือติดตามทางโซเชียลมีเดียเฟซบุ๊ก iQOO Thailand และเว็บไซต์ https://www.iqoo.com/th

Spotify ส่งมอบประสบการณ์การฟังเพลงสุดพิเศษให้กับแฟน ๆ ต่อยอดความฟินจากรายการ Thailand Music Countdown presented by PEPSI

· การร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง True CJ กับ Spotify จะช่วยยกระดับการฟังเพลงของคนไทยและเพิ่มโอกาสการค้นพบศิลปินไทยมากยิ่งขึ้น

Spotify ร่วมมือกับ True CJ เพื่อต่อยอดประสบการณ์การรับชมรายการ Thailand Music Countdown presented by PEPSI ให้พิเศษยิ่งขึ้นผ่านแพลตฟอร์มด้านเสียงระดับโลกอย่าง Spotify แฟน ๆ สามารถย้อนกลับไปฟังบทเพลงจากศิลปินที่มาแสดงในรายการ และสำรวจฟีเจอร์ต่าง ๆ บนแอปที่จะช่วยให้แฟน ๆ ได้ค้นพบกับบทเพลงที่พวกเขาไม่เคยฟัง หรือศิลปินหน้าใหม่ ๆ รวมไปถึงการเปิดเผยตัวตนผ่านบทเพลงต่าง ๆ

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา การออกอากาศครั้งแรกของรายการที่คนไทยตั้งตารอรับชมการแสดงสุดปังจาก MILLI x HI ที่มาแสดงเพลงใหม่ที่มีจังหวะสนุกสนานอย่าง “HEY HEY” D GERRARD ที่มาแสดงเพลงฮิตอย่าง “รถไฟบนฟ้า (Galaxy Express)” ศิลปินเจ้าของเพลงฮิตติดชาร์ต fellow fellow ได้มาร้องเมดเล่ย์เพลงฮิตของพวกเขาอย่าง “ดาวหางฮัลเลย์” และ “หน้าที่ของน้ำตา” และเกิร์ลกรุ๊ปสุดฮอต Gen1es ก็ได้มาแสดงซิงเกิลแรกของพวกเธอ “Lucky Bell” อีกด้วย ซึ่งแฟน ๆ สามารถเพลิดเพลินไปกับเพลงเหล่านี้บนแอป Spotify และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับตอนใหม่ในสัปดาห์หน้าว่าจะมีศิลปินคนไหนมาโชว์ในรายการบ้าง

แฟน ๆ จากประเทศไทยและทั่วโลกต่างติดตามเพลย์ลิสต์ T-Pop Now ซึ่งเป็นเพลย์ลิสต์หลักของ Spotify ที่รวบรวมเพลง T-Pop ที่ทำให้โลกตะลึง และเพื่อฉายแสงให้กับศิลปินที่พวกเขาชื่นชอบ บน Spotify ได้อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงการแบ่งปันเพลงบนโซเชียลมีเดีย คลิปของศิลปิน และแม้กระทั่งเพลย์ลิสต์ที่ผู้ใช้งานสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเอง

Kossy Ng, Spotify’s Southeast Asia, Head of Music กล่าวว่า “นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับวงการเพลงและวัฒนธรรมไทย เนื่องจากเราเล็งเห็นความนิยมของการฟังเพลง T-Pop บน Spotify ที่เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตั้งแต่ปี 2018 ความสามารถของเราในการเข้าถึงผู้ฟังทั่วโลกยังส่งผลให้ศิลปินไทยได้ถูกค้นพบและรับฟังจากนอกประเทศ ผลักดันให้เกิดการค้นพบเพลง T-pop แบบไร้พรมแดน ทั้งยังเป็นพื้นที่ให้ศิลปินมากความสามารถได้สร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับแฟน ๆ ผ่านฟีเจอร์ของเรา และเรารู้สึกตื่นเต้นกับก้าวต่อไปของการเป็นพันธมิตรกับ True CJ”

เซอร์ไพร์สพิเศษจาก Spotify ที่จะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ที่มีความหมายระหว่างศิลปินและแฟนเพลงที่กำลังจะเปิดตัว “T-Pop Now by Spotify” จะเป็นเวทีสำหรับทั้งศิลปินทีป๊อปรุ่นใหม่และรุ่นเก๋าได้มาโชว์ฝีมือ

ติดตาม @spotifyth บน Facebook, Instagram, X และ TikTok เพื่ออัพเดตข้อมูลล่าสุด และเตรียมพร้อมสำหรับตอนต่อไปบนหน้าจอทีวีของคุณกับ Spotify ในรายการ Thailand Music Countdown Presented by PEPSI ติดตามชมได้ทุกวันอาทิตย์ เวลา 17.30-18.20 น. ทางช่อง 3

Dyson เปิดตัวเครื่องถูพื้นรุ่นแรก Dyson WashG1 มอบความสะอาดหมดจดด้วยการขจัดคราบเปียกและแห้งในคราวเดียว

ลูกกลิ้งไมโครไฟเบอร์ที่มีประสิทธิภาพในการดูดซับสูง หมุนไปในทิศทางตรงข้ามกัน เพื่อขจัดของเหลว เศษขยะ และคราบฝังแน่นในคราวเดียว

เทคโนโลยีการคัดแยกแบบใหม่ของ Dyson จะแยกสิ่งสกปรกเปียกและแห้งออกจากกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อการกำจัดสิ่งสกปรก และการดูแลรักษาความสะอาดที่ถูกสุขอนามัย

ถังน้ำสะอาดขนาด 1 ลิตรสามารถใช้ทำความสะอาดพื้นได้ถึง 290 ตารางเมตร

ปั๊มส่งน้ำสะอาดจะควบคุมและปรับปริมาณน้ำที่ส่งไปยังลูกกลิ้งไมโครไฟเบอร์อย่างแม่นยำผ่านจุดปล่อยน้ำ 26 จุด

Dyson เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เครื่องถูพื้น Dyson WashG1 ที่ออกแบบมาเพื่อการทำความสะอาดพื้นอย่างหมดจด ดูดจับสิ่งสกปรกทั้งเปียกและแห้งในคราวเดียว ทำให้สามารถทำความสะอาดพื้นแข็งในพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างถูกสุขลักษณะ ด้วยถังน้ำสะอาดขนาด 1 ลิตรที่ครอบคลุมพื้นที่ได้ถึง 290 ตารางเมตร Dyson WashG1 ใช้การผสานระหว่างเทคโนโลยีการทำความสะอาดด้วยน้ำ การดูดซับ และการคัดแยกสิ่งสกปรก เพื่อขจัดสิ่งสกปรกทั้งเปียกและแห้งโดยอัตโนมัติในคราวเดียว ทำให้การดูแลรักษาความสะอาดเป็นไปอย่างถูกสุขอนามัยมากขึ้น

Charlie Park รองประธานฝ่ายวิศวกรรม Dyson Home ของ Dyson กล่าวว่า “การถูพื้นเป็นงานบ้านที่คนทั่วโลกมองว่าจำเป็น อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังของผู้ใช้มักไม่ถูกเต็มเติมในแง่ของการขจัดคราบฝังแน่น ประสิทธิภาพในการดูดจับ และผลลัพธ์ของการทำความสะอาด วิศวกรของ Dyson ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาที่ผู้อื่นมองข้าม ด้วยการสร้างเทคโนโลยีที่ดีกว่าอย่าง Dyson WashG1 ซึ่งนับเป็นเครื่องถูพื้นเครื่องแรกที่สามารถทำความสะอาดพื้นแข็งได้อย่างเหมาะสมและถูกสุขอนามัย”

ประสิทธิภาพในการดูดซับสูง มาพร้อมกับลูกกลิ้งที่หมุนในทิศตรงข้ามกัน

ลูกกลิ้งสองอันถูกขับเคลื่อนให้หมุนในทิศทางตรงข้ามกัน โดยมีปั๊มส่งน้ำสะอาดที่กระจายน้ำอย่างสม่ำเสมอผ่านจุดปล่อยน้ำ 26 จุดในตำแหน่งที่แม่นยำ ตลอดความกว้างของลูกกลิ้งแต่ละตัว

ลูกกลิ้งแต่ละอันประกอบด้วยไมโครไฟเบอร์ที่มีความสามารถในการดูดซับสูง โดยมีเส้นใย 64,800 เส้นใยต่อตารางเซนติเมตร การผสมผสานระหว่างไมโครไฟเบอร์ความหนาแน่นสูงและการปล่อยน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอทำให้มั่นใจได้ว่าของเหลวจะถูกดูดซับ ในขณะเดียวกันคราบแห้งฝังลึก เศษขยะ และเส้นผมก็จะถูกห่อหุ้มด้วยเส้นใยนับล้าน วิศวกรของ Dyson ทำให้เครื่องถูพื้นมีเวลาขจัดคราบสกปรกได้นานขึ้นในแต่ละรอบ ด้วยการวางตำแหน่งลูกกลิ้งสองตัวที่ด้านหน้าและด้านหลังของเครื่อง เพื่อการขจัดคราบที่ทรงพลังและรวดเร็ว

ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีคัดแยกสิ่งสกปรก เพื่อการดูแลรักษาที่ถูกสุขอนามัย

เทคโนโลยีคัดแยกสิ่งสกปรกที่เป็นเอกลักษณ์ของ Dyson จะแยกเศษขยะและน้ำสกปรกที่ต้นทางเพื่อการกำจัดที่ถูกสุขอนามัยโดยไม่ต้องมีการสัมผัส น้ำสกปรกจะถูกแยกออกจากลูกกลิ้งด้วยแผ่นคัดแยก ในขณะที่แถบแปรงขนไนลอนที่อยู่ด้านในจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกและเศษต่างๆ ออกจากลูกกลิ้งไมโครไฟเบอร์ และสะบัดลงในถาดเก็บของเสียที่สามารถถอดได้

ถาดเก็บของเสียถูกออกแบบให้มีตาข่ายขนาด 500 ไมครอน เพื่อแยกเศษขยะขนาดใหญ่ออกจากน้ำสกปรก ซึ่งน้ำสกปรกจะถูกนำไปเก็บรวมกันในถังน้ำสกปรกขนาด 0.8 ลิตร ด้วยแรงดันจากปั๊มคัดแยก โดยไม่ปล่อยให้เศษขนาดใหญ่ผ่านเข้าไปในเครื่อง สิ่งสกปรกและเศษขยะจะถูกเก็บไว้ที่ส่วนหัวของตัวเครื่อง ส่วนน้ำสกปรกจะแยกในถังต่างหาก ช่วยให้กำจัดได้ง่ายและถูกสุขอนามัย เพื่อให้ผู้ใช้สามารถดูแลรักษาได้สะดวกมากยิ่งขึ้น Dyson WashG1 ได้รับการออกแบบอย่างประณีตโดยไม่มีพื้นผิวภายในหรือรอยแยกที่แหลมคม ซึ่งจะช่วยลดการสะสมสิ่งสกปรกหรือของเสียภายในเครื่อง ถังเก็บน้ำทั้งสองถังยังได้รับการออกแบบให้มีช่องเปิดขนาดใหญ่เพื่อให้ง่ายต่อการบำรุงรักษาและทำความสะอาด

ควบคุมปริมาณน้ำได้ตามความต้องการเพื่อผลลัพธ์การทำความสะอาดที่ดีที่สุด

Dyson WashG1 ได้รับการออกแบบให้สามารถการควบคุมปริมาณน้ำขณะใช้งาน ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกปริมาณน้ำที่ต้องการตามประเภทของสิ่งสกปรก พื้น หรือความชอบส่วนบุคคล โดยมีโหมดระดับน้ำต่ำ ปานกลาง และสูงให้เลือก เมื่อเลือกแล้วแต่ละโหมดจะทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำตามลำดับ นอกจากนี้แต่ละโหมดยังมีการตั้งค่าความไวมอเตอร์ 3 ระดับ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งตามความต้องการในความสะอาดได้ ทั้งนี้โหมด Boost จะมีปุ่มแยกต่างหาก เมื่อกดปุ่ม ลูกกลิ้งแต่ละอันจะถูกชำระล้างด้วยปริมาณน้ำสูงสุด.

Charlie Park รองประธานฝ่ายวิศวกรรม Dyson Home ของ Dyson กล่าวว่า “ประสิทธิภาพในการขจัดคราบขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของปริมาณน้ำบนพื้นและแรงถูที่เกิดขึ้น เราได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ของเราให้ผู้ใช้สามารถควบคุมได้อย่างเต็มที่ ช่วยให้พวกเขาทำความสะอาดบ้านได้อย่างล้ำลึกและมีประสิทธิภาพ”

หลังการใช้งาน โหมดทำความสะอาดตัวเองจะทำให้ลูกกลิ้งทั้งสองเปียกชุ่มน้ำสะอาดด้วยการตั้งค่าสูงสุดของโหมด Boost โดยจะชะล้างทั้งระบบเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำความสะอาดครั้งต่อไป

ความคล่องตัวและการทำความสะอาดอย่างทั่วถึง

ลูกกลิ้งมีขนาดพอดีกับความกว้างของส่วนหัวทำความสะอาดเพื่อให้สามารถทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึงไปจนถึงขอบมุม Dyson WashG1 ยังถูกออกแบบให้มีมอเตอร์สองตัวอยู่ภายในลูกกลิ้งไมโครไฟเบอร์แต่อัน โดยหมุนไปในทิศทางตรงกันข้าม ทำให้สามารถทำความสะอาดได้ทั้งสองทิศทาง

เพื่อความคล่องตัวสูงสุด วิศวกรของ Dyson ได้ปรับแต่งมอเตอร์แต่ละตัวให้หมุนด้วยความเร็วสม่ำเสมอตามโหมดปริมาณน้ำที่เลือก ช่วยให้เครื่องถูพื้นเคลื่อนตัวได้อย่างง่ายดายในขณะที่กำลังทำความสะอาด โดยเทคโนโลยีลูกล้อจาก Dyson Omni-glide ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยเพิ่มความสมดุลและน้ำหนัก

Dyson WashG1 เปิดตัวเป็นทางการในระดับโลก แต่ยังไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทยในขณะนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารล่าสุดจาก Dyson ได้ที่ Dyson.co.th

###

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ วีโร่ พับลิค รีเลชั่นส์

คุณนิธิกานต์ ลดาเสถียร (แวว) อีเมล [email protected] โทร 081-877-7674

เกี่ยวกับ Dyson

Dyson คือบริษัทด้านการวิจัยและเทคโนโลยีระดับโลก ด้วยงานด้านวิศวกรรม วิจัย พัฒนา ผลิต และทดสอบการปฏิบัติการในสิงคโปร์ สหราชอาณาจักร มาเลเซีย เม็กซิโก จีน โปแลนด์ และฟิลิปปินส์ เริ่มต้นจากโรงรถในสหราชอาณาจักร Dyson เติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อตั้งในปีพ.ศ. 2536 ปัจจุบัน Dyson สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่สิงคโปร์ และมีสำนักงานเทคโนโลยี 2 แห่ง ในสหราชอาณาจักรภายใต้พื้นที่กว่า 700 เอเคอร์ในมาล์มสบิวรี และฮัลลาวิงตัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 Dyson ได้ลงทุนมากกว่า 1 พันล้านปอนด์ในสำนักงานและห้องปฏิบัติการในวิลต์เชียร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของการวิจัยในระยะเริ่มต้นของการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยี Dyson ในอนาคต Dyson ยังคงเป็นบริษัทของครอบครัวที่มีพนักงานกว่า 14,000 คนทั่วโลก รวมถึงวิศวกรกว่า 6,000 คน วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ 85 แห่งทั่วโลก ในร้าน Dyson Demo Store มากกว่า 250 แห่ง และ Dyson Virtual Reality Demo Store

ในปี พ.ศ. 2565 Dyson ยังลงทุน 500 ล้านปอนด์ เพื่อขยายและเร่งการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงาม โดยมีแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ความงามใหม่ 20 รายการในอีกสี่ปีข้างหน้า นากจากนี้ Dyson กำลังลงทุนมูลค่ากว่า 2.75 พันล้านปอนด์สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนแปลงโลก โดยมีทีมวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลกร่วมกันมุ่งมั่นพัฒนาแบตเตอรี่แบบโซลิดสเตท ดิจิทัลมอเตอร์ความเร็วสูง ระบบเซนเซอร์และวิชั่น หุ่นยนต์ เทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง และปัญญาประดิษฐ์

vivo เปิดตัว Y100 5G ชูความลงตัวของสไตล์และฟังก์ชันพร้อมส่งมอบความสนุกกับสเปกเต็ม 100!

หลังจากเขย่าวงการกล้องถ่ายภาพบนสมาร์ตโฟนด้วยการเปิดตัวมือถือ 2 รุ่นล่าสุดจากทั้งตระกูล X Series และ V Series พร้อมเทคโนโลยีระดับเทพรับต้นปี ล่าสุด vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก กลับมาอีกครั้งพร้อมการเปิดตัว Y100 5G น้องเล็กจากตระกูล Y Series ที่โดดเด่นไม่แพ้รุ่นพี่ด้วยดีไซน์ทันสมัยและสเปกการใช้งานที่อัดแน่นแบบเต็ม 100 ไม่ว่าจะเป็นจอแสดงผล Ultra Vision AMOLED แบบเจาะรู ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด 120Hz และระบบเสียงแบบลำโพงสเตอริโอคู่ เพื่อการดื่มด่ำกับทุกคอนเทนต์อย่างเต็มที่ เสริมด้วยความจุ ROM เต็มอิ่มถึง 256GB ควบคู่กับ RAM 8GB เพื่อการใช้งานที่ลื่นไหลไม่สะดุด อีกทั้งยังไร้กังวลเรื่องการใช้งานตลอดวันด้วยแบตเตอรี่จุใจ 5000mAh และระบบชาร์จไว 80W

สำหรับการส่ง Y100 5G สู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ vivo จัดงานเปิดตัวรูปแบบออนไลน์ผ่าน Live Streaming บนช่องทางโซเชียลมีเดีย ภายใต้แนวคิด ‘Have Fun with 100/100 Spec’ หรือ ‘สนุกกับสเปกเต็ม 100’ พร้อมชวนพรีเซนเตอร์คนใหม่ล่าสุดอย่าง ‘เบคกี้-รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง’ นักร้อง-นักแสดงสาวสวยลูกครึ่งไทย-อังกฤษ มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้งาน และเป็นตัวแทนส่งมอบความสนุกแบบจัดเต็มให้กับทั้งผู้โชคดี 20 ท่านและผู้ชมทางบ้าน นอกจากนี้ยังยกเวทีการแสดงสุดพิเศษจาก ‘LYKN’ 5 หนุ่มคลื่นลูกใหม่แห่งวงการ T-POP มาให้แฟน ๆ ได้รับชมกันอย่างจุใจ

ดีไซน์ล้ำสมัย ทนทานทุกการใช้งาน

vivo Y100 5G โดดเด่นด้วยดีไซน์ทันสมัยตามแบบฉบับสมาร์ตโฟนตระกูล Y Series แต่เสริมความพรีเมียมยิ่งขึ้นด้วยการเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกจาก Y Series ที่มาพร้อมวัสดุฝาหนัง EcoFiber ในเฉดสีม่วงเลเธอร์เพอเพิล (Leather Purple) ผสานเข้ากับกรอบ Metallic High-Gloss เคลือบเงา ตกแต่งด้วยลวดลายแบบ 3 มิติ มอบสัมผัสอันหรูหราน่าหลงใหลกว่าที่เคย นอกจากนี้ยังเปิดตัวพร้อมอีกหนึ่งตัวเลือกสีสำหรับผู้ใช้งานที่ชื่นชอบความคลาสสิก ได้แก่ สีดำคริสตัลแบล็ก (Crystal Black) ที่เสริมความน่าดึงดูดด้วยลวดลายคริสตัล 3D ผสมผสานความเรียบง่ายเข้ากับความหรูหราได้อย่างลงตัว

vivo ชูจุดเด่นด้านการผสมผสานดีไซน์และแฟชันเข้ากับความทนทานด้วยการนำเสนอเทคโนโลยี Anti-Stain Coating สุดล้ำสมัยเพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน โดยตัวเครื่อง vivo Y100 5G มีการออกแบบและผลิตฝาหลังด้วยวัสดุที่ผ่านการทดสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด ซึ่งนอกจากจะส่งมอบความสวยงามและสัมผัสระดับพรีเมียมแล้ว ยังโดดเด่นด้วยคุณสมบัติป้องกันรอยเปื้อน รอยขีดข่วน ฝุ่น และทนทานต่อการสึกหรอจากรังสี UV เสริมด้วยมาตรฐานป้องกันฝุ่นละอองและน้ำระดับ IP54 ช่วยเติมเต็มความมั่นใจในทุกสภาพแวดล้อมการใช้งาน

ทรงพลัง ลื่นไหล ตอบโจทย์ทุกความบันเทิง

vivo Y100 5G สมาร์ตโฟนน้องเล็กราคาจับต้องได้ที่ให้สเปกมาแบบเต็ม 100 มาพร้อมพื้นที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ถึง 256GB รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเก็บไฟล์สำคัญ หรือความทรงจำอันน่าประทับใจในรูปแบบภาพถ่าย หรือวิดีโอ ทรงพลังและลื่นไหลด้วยชิปประมวลผล Snapdragon 4 Gen 2 ควบคู่กับระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 14 ที่ทำงานร่วมกับ Memory Booster และ RAM เสริมสูงสุด 8GB ช่วยส่งมอบประสบการณ์การใช้งานอันราบรื่น อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ RAM Saver และ App Retainer ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการแรมและเข้าถึงแอปพลิเคชันได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ดื่มด่ำกับประสบการณ์ความบันเทิงอย่างเหนือระดับด้วยหน้าจอแสดงผล Ultra Vision AMOLED แบบเจาะรูขนาดใหญ่ถึง 6.67 นิ้ว พร้อมรีเฟรชเรท 120Hz และระบบเสียง 300% Volume Audio Booster บนลำโพงคู่แบบสเตอริโอ มอบภาพคมชัดเต็มตาควบคู่กับเสียงอันทรงพลัง ไร้กังวลเรื่องการใช้งานตลอดวันด้วยแบตเตอรี่ขนาดจุใจ 5000mAh และระบบชาร์จไว 80W

เก็บทุกโมเมนต์ประทับใจด้วยเทคโนโลยีการถ่ายภาพอัจฉริยะ

vivo Y100 5G เปิดตัวพร้อมระบบกล้องอันทรงพลัง ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล กล้อง Portrait ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้อง Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่รองรับมุมมองกว้างถึง 120 องศา พร้อมอัลกอริทึมที่ช่วยลดการบิดเบี้ยวของภาพ ให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายภาพพาโนรามาหรือภาพกลุ่มกับคนที่รักได้อย่างครบถ้วน สวยงามทุกรายละเอียด

เสริมความสนุกให้กับการถ่ายภาพด้วยฟีเจอร์สำหรับการปรับแต่งที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเอกลักษณ์ให้กับภาพถ่ายด้วย Photo Borders หรือยกระดับความคิดสร้างสรรค์บนภาพถ่ายบุคคลด้วย Portrait Light Effect และ Multi-Style Portrait ที่มีลูกเล่นให้เลือกสรรตามความชอบของผู้ใช้งาน

อีกทั้งยังมาพร้อม Super Night Algorithm เพื่อการถ่ายภาพในที่แสงน้อย มอบผลลัพธ์ภาพถ่ายที่สว่างและคมชัดอย่างเป็นธรรมชาติ และฟังก์ชันที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ชื่นชอบการถ่าย Vlog อย่าง Dual-View Video ที่สามารถบันทึกภาพจากทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังได้พร้อมกัน ตลอดจนฟีเจอร์สำหรับการใช้งานกล้องในรูปแบบอื่น ๆ อย่างการสแกนและปรับแต่งเอกสารให้คมชัด พร้อมระบบจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ

รายละเอียดการวางจำหน่าย

vivo Y100 5G วางจำหน่ายในขนาดความจุ 8GB+256GB พร้อม 2 ตัวเลือกสี ได้แก่ สีม่วงเลเธอร์เพอเพิล (Leather Purple) และสีดำคริสตัลแบล็ก (Crystal Black) ในราคา 9,999 บาท โดยผู้ที่สั่งซื้อภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 จะได้รับของสมนาคุณ E-VIP Card มูลค่า 5,999 บาท รับประกันตัวเครื่อง 2 ปี และประกันหน้าจอแตก 1 ครั้ง ภายใน 2 ปีแรก ผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ vivo Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก vivo Thailand และเว็บไซต์ https://www.vivo.com/th

#vivoY1005G #สนุกกับสเปกเต็ม100

Intel ประกาศเปิดใช้งานใหม่สำหรับ AI PC เพื่อนักพัฒนาซอฟต์แวร์และผู้จำหน่ายฮาร์ดแวร์

การเปิดใช้งานโปรแกรมเร่งความเร็วสำหรับ AI PC ของอินเทลในครั้งนี้ ช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์และผู้จัดจําหน่ายซอฟต์แวร์อิสระ (ISV) เข้าถึงการใช้ประโยชน์จาก AI บนพีซี กว่า 300 ฟีเจอร์

บริษัท Intel Corporation ได้ประกาศการริเริ่มโครงการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใหม่สองโครงการโดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ AI PC Acceleration โดยโปรแกรม AI PC Developer และการเพิ่มผู้จำหน่ายฮาร์ดแวร์อิสระเข้าสู่โครงการครั้งนี้ นี่ถือเป็นสิ่งสำคัญของอินเทลในการเปิดใช้งานซอฟต์แวร์ไคลเอนต์และระบบนิเวศของฮาร์ดแวร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเปิดใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) บน AI PC ซึ่งขับเคลื่อนโดย Intel กว่า 100 ล้านเครื่อง ภายในปี 2025

“การขยายเชิงกลยุทธ์ของโปรแกรม AI PC Acceleration ในครั้งนี้ อินเทลมุ่งสร้างการเข้าถึงที่เรียบง่ายให้แก่เหล่านักพัฒนาหลากหลายประเภท โดยการจัดหาเครื่องมือ ทรัพยากร และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างระบบนิเวศของนักพัฒนา AI PC ให้มีชีวิตชีวา” Carla Rodriguez รองประธานและผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Client Software Ecosystem Enabling ของอินเทล กล่าว

ความสามารถของโปรแกรมใหม่: โปรแกรม AI PC Developer ได้รับการออกแบบโดยเฉพาะเพื่อนักพัฒนาซอฟต์แวร์และผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์อิสระ (ISV) เพื่อมอบประสบการณ์ที่ราบรื่น และทำให้นักพัฒนาสามารถนำเทคโนโลยี AI ใหม่มาใช้ในวงกว้างได้อย่างง่ายดาย การเข้าถึงชุดเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาก่อนใคร รวมถึงฮาร์ดแวร์ของอินเทลที่ขับเคลื่อนโดยโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ Ultra, Pre-installed ซอฟต์แวร์ Stack, เครื่องมือและเวิร์กโฟลว์, เฟรมเวิร์กการปรับใช้ AI, โค้ดตัวอย่าง, กรณีใช้งาน, กิจกรรม, ผู้เชี่ยวชาญ และนวัตกรรม Intel Developer Zone

นวัตกรรม Intel Developer Zone ได้รับการพัฒนาให้เป็น One-stop shop สำหรับนักพัฒนาในการเข้าถึงชุดเครื่องมือ AI PC สำหรับลูกค้า เอกสาร และการฝึกต่าง ๆ โดยทรัพยากรเหล่านี้ช่วยให้นักพัฒนาสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีโปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra ได้อย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน AI และ machine learning (ML) อย่างสูงสุด และเร่งการใช้งานของเคสใหม่ โดยนักพัฒนาสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโปรแกรมและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของโปรแกรมได้ผ่านทางเว็บไซต์ของอินเทล

การเพิ่มจำนวนผู้จำหน่ายฮาร์ดแวร์อิสระ (IHV) เข้าสู่โครงการ AI PC Acceleration ในครั้งนี้ช่วยให้พันธมิตรด้านฮาร์ดแวร์มีโอกาสเตรียมพร้อม ปรับแต่ง และเพิ่มประสิทธิภาพ ฮาร์ดแวร์ของตนสำหรับ AI PC อีกทั้งพันธมิตรอื่น ๆ ที่ผ่านการรับรองจะสามารถเข้าถึง Open Labs ของ Intel ซึ่งพวกเขาจะได้รับการสนับสนุนทางเทคนิคและการพัฒนาร่วมกันในด้านวิศวกรรมในช่วงแรกของการพัฒนาโซลูชันฮาร์ดแวร์และแพลตฟอร์มของตน นอกจากนี้ อินเทลยังได้จัดเตรียมฮาร์ดแวร์อ้างอิงเพื่อให้พันธมิตรผู้จำหน่ายฮาร์ดแวร์อิสระ ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมงสามารถทดสอบและเพิ่มประสิทธิภาพเทคโนโลยีของตนเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เมื่อถึงเวลาที่เปิดตัว

“อินเทล ได้รับผู้จำหน่ายฮาร์ดแวร์ 150 รายทั่วโลกเข้าร่วมในโครงการ AI PC Accelerator โดยเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะขยายโซลูชันฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ก้าวล้ำของเราเพื่อดันแรงผลักดันนี้ไปสู่ระบบนิเวศที่เปิดกว้างของนักพัฒนาของเรา” Matt King ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย Client Hardware Ecosystem ของอินเทล กล่าว

ผู้จำหน่ายฮาร์ดแวร์อิสระ (IHV) สามารถลงทะเบียนเข้าสู่โครงการ AI PC Acceleration ได้ผ่านทางเว็บไซต์ของอินเทล

สาระสำคัญ: ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของผู้คนในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำงาน การเรียนรู้ และการสร้างสรรค์ผลงาน ด้วยซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่ได้รับการปรับแต่งซึ่งขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์มระดับแนวหน้าของอินเทล ไม่ว่าจะเป็นหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) หน่วยประมวลผลประสาท (NPU) และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ด้วย AI PC ซึ่งอินเทลได้ร่วมมือกับพันธมิตรมากมายพร้อมให้ระบบนิเวศที่เปิดกว้างเพื่อช่วยให้ user สามารถสัมผัสกับประสิทธิภาพ ผลผลิต นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ที่ได้รับการพัฒนา ทั้งนี้อินเทลกำลังขับเคลื่อนความก้าวหน้าในยุค AI PC พร้อมทั้งเสริมศักยภาพในการพัฒนาให้กับบริษัทผู้พัฒนาระบบ ผู้จัดจําหน่ายซอฟต์แวร์อิสระ (ISV) และผู้จัดจําหน่ายฮารด์แวร์อิสระ (IHV)

อินเทลมอบคุณค่าเพิ่มเติมให้แก่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ อาทิ

  • ปรับปรุงความเข้ากันได้: ด้วยการเข้าถึงชุดนักพัฒนา เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ และทรัพยากรซอฟต์แวร์ก่อนใคร นักพัฒนาสามารถมั่นใจได้ว่าซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันของพวกเขาสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นบนโปรเซสเซอร์ของอินเทลรุ่นล่าสุด ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความเข้ากันได้และประสบการณ์ผู้ใช้โดยรวม
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: การเพิ่มประสิทธิภาพซอฟต์แวร์สำหรับสถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์ในช่วงต้นของกระบวนการพัฒนาจะสามารถนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล และให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นหลังจากการเข้าถึง AI PC อย่างแพร่หลาย
  • การขยายขอบเขตระดับโลก:  ความร่วมมือของอินเทลและเหล่าพันธมิตรในระบบนิเวศที่เปิดกว้างในใช้งาน AI ครั้งนี้จะช่วยขยายโอกาสในการนำเสนอระบบนิเวศ การเข้าสู่ตลาดใหม่และการเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ อินเทลยังมีการนำเสนอชุดเครื่องมือที่หลากหลายสำหรับนักพัฒนา AI เพื่อเร่งการใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์มากกว่า 300 รายการที่จะนำออกสู่ตลาดด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra ผ่านการออกแบบจากผู้ผลิตอุปกรณ์ 12 รายทั่วโลก รวม 230 ดีไซน์

เกี่ยวกับ โปรแกรม AI PC Acceleration: โปรแกรม AI PC Acceleration ประกาศเปิดตัวช่วงเดือนตุลาคม 2023 โดยมีจุดมุ่งหมายในการเชื่อมโยงผู้จัดจำหน่ายฮาร์ดแวร์อิสระและผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์อิสระเข้ากับทรัพยากรของอินเทล ซึ่งประกอบด้วย เครื่องมือสำหรับปัญญาประดิษฐ์ การฝึกอบรม วิศวกรรมร่วม การเพิ่มประสิทธิภาพซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ทรัพยากรการออกแบบ ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค การตลาดร่วม และโอกาสในการขาย

โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ Intel’s AI PC page สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AI PC ของอินเทล

Kingston Technology ครองตำแหน่งผู้นำส่วนแบ่งการตลาด SSD ในปี 2566 ติดต่อกันเป็นปี

ที่ Kingston Technology ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์หน่วยความจำและโซลูชันเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศความสำเร็จหลังสามารถคงตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ประจำไตรมาส (QoQ) ไว้ได้อีกครั้ง โดยการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องนี้ส่งผลให้ Kingston ครองส่วนแบ่งตลาดด้าน SSD ได้ถึง 23.8% ในปี 2566

ข้อมูลจาก TRENDFOCUS ตอกย้ำว่า Kingston เป็นผู้จัดจำหน่าย SSD แบบรายย่อยอันดับหนึ่งในแง่ของส่วนแบ่งการตลาด โดยจัดส่ง SSD แบบรายย่อยไปจำนวน 27.4 ล้านชิ้นในปี 2566 และเฉพาะแค่ในไตรมาสสี่ ส่วนแบ่งตลาด SSD แบบรายย่อยของ Kingston อยู่ที่ 21.3% พร้อมยอดการจัดส่ง 5.7 ล้านชิ้น

ด้วยความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาไดร์ฟแบบรายย่อยคุณภาพสูงอย่าง NV2 หรือ Kingston FURY Renegade SSD ซึ่งมาพร้อมสองทางเลือก และ KC3000 ทำให้ไดรฟ์เหล่านี้มอบโซลูชัน PCIe 4.0 NVMe ที่เหมาะสำหรับทุกคน ตั้งแต่ผู้อัปเกรดมือใหม่ไปจนถึงผู้ใช้งานระดับสูงที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบของตนเอง นอกจากนี้ในปี 2566 Kingston ยังได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมด้วยการเปิดตัวไดรฟ์ SSD แบบพกพารุ่น XS1000 และ DC600M ซึ่งเป็น SSD ระดับองค์กร

Kingston มอบการสนับสนุนที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ทั้งในแง่ของบริการและความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ โดยวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญที่ออกแบบผลิตภัณฑ์นับเป็นแรงสนับสนุนหลักที่นำไปสู่จุดยืนอันแข็งแกร่งของ Kingston ในการจัดลำดับเหล่านี้

นายดอน เจเน็ตต์ รองประธานของ TRENDFOCUS กล่าวว่า “ในช่วงสิ้นปี ยอดขาย SSD สำหรับพีซียังคงแข็งแกร่ง ซึ่งตลาดกลุ่ม PCLe NVMe มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเราจะได้เห็นการเติบโตมากขึ้นอีกในปี 2567”

Kingston กล่าวว่า “การทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับซัพพลายเออร์ ลูกค้า และพาร์ทเนอร์ของเรา ทำให้เราสามารถปรับตัวเมื่อสภาวะตลาดและความต้องการของลูกค้าเกิดความเปลี่ยนแปลง โดยเรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชันใหม่ล่าสุดของ SATA และ NVMe ควบคู่ไปกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ SSD เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า และการได้รับการจัดอันดับนี้ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ kingston.com

สามารถติดตาม Kingston ได้ที่:

Facebook: https://www.facebook.com/kingstonthailand/

YouTube: https://www.youtube.com/user/KingstonTechnologyTH