หัวเว่ยเรียกร้องให้อุตสาหกรรมICTทำงานร่วมกันสู่การพัฒนาก้าวใหม่ของ5G

การประชุมระดับโลก Global Mobile Broadband Forum (MBBF 2021) ประจำปีของหัวเว่ย ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 ได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยคุณเคน หู ประธานกรรมการบริหาร แบบหมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ยได้ร่วมกล่าวถึงสถานการณ์การพัฒนาเทคโนโลยี 5G ในปัจจุบันรวมถึงโอกาสใหม่ๆ จากนี้ไปว่า “ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีของการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้งานในเชิงพาณิชย์ เทคโนโลยีนี้ได้ยกระดับประสบการณ์การใช้งานโทรศัพท์มือถือของผู้บริโภคขึ้นมาก และยังได้มอบพลังใหม่ๆ ให้กับหลากหลายภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกอีกด้วย ความก้าวหน้านี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่เราคาดการณ์เอาไว้ โดยเฉพาะในด้านจำนวนผู้ใช้งาน ความครอบคลุมของสัญญาณ และจำนวนเสาส่งสัญญาณ 5G ในตลาด”

คุณเคน หู กล่าวถึงการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ในงาน MBBF 2021

คุณเคน หู ยังได้กล่าวถึงโอกาสใหม่ๆ ที่มาใน 3 รูปแบบซึ่งจะขับเคลื่อนการเติบโตของ 5G ในก้าวต่อไป ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีการบริการของ XR การเติบโตของตลาดอุตสาหกรรม (B2B) และความคืบหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ภาพรวมของการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ทั่วโลกในปัจจุบัน

ปัจจุบันมีเครือข่าย 5G เชิงพาณิชย์จำนวน 176 เครือข่ายทั่วโลก ให้บริการแก่ลูกค้ามากกว่า 500 ล้านคน ความเร็วในการดาวน์โหลดเพื่อการใช้งานของผู้บริโภคโดยเฉลี่ยจะเร็วกว่า 4G ประมาณ 10 เท่าตัว ทำให้ผู้ใช้งานเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น VR หรือการสตรีมคอนเทนต์แบบ 360 องศาได้ ในด้านอุตสาหกรรมนั้น ปัจจุบันมีโครงการที่กำลังศึกษาเพื่อที่จะนำแอปพลิเคชัน 5G ไปใช้ในตลาด B2B หรือ 5GtoB10,000 โครงการทั่วโลก นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยี 5G ในภาคอุตสาหกรรม เช่น ภาคการผลิต เหมืองแร่ หรือท่าเรือต่างๆ ได้ผ่านขั้นตอนการทดลองไปแล้ว และกำลังเพิ่มอัตราการใช้งานเทคโนโลยีรูปแบบนี้ในวงกว้าง

แม้ว่าเทคโนโลยีกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง คุณเคน หู กล่าวว่ายังคงมีบางด้านที่ต้องพัฒนา “ในปัจจุบัน กว่าครึ่งของโครงการ 5GtoB นั้นอยู่ในประเทศจีน เรามีกรณีศึกษามากมายแล้ว แต่เรายังจำเป็นต้องเดินหน้าสร้างธุรกิจในรูปแบบที่ยั่งยืนมากขึ้น”

เขาได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่จะส่งผลต่ออุตสาหกรรม ICT ในระยะยาว รวมถึงการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอันเป็นผลจากโรคระบาดโควิด-19 การที่ AI จะกลายมาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกองค์กร และทุกคนบนโลกกำลังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศกันมากขึ้น เทรนด์เหล่านี้ได้มอบโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่มาพร้อมกับความท้าทายด้วย อย่างไรก็ตาม เรายังมีแนวทางที่จะเตรียมความพร้อมเพื่อการรับมือได้

แนวทางแรกคือ อุตสาหกรรมจำเป็นต้องแน่ใจว่าเครือข่าย อุปกรณ์ต่างๆ และคอนเทนต์ที่มีนั้น พร้อมรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Extended Reality (XR)การมอบประสบการณ์การใช้งาน XR จากคลาวด์แบบไม่สะดุดได้นั้น เครือข่ายจะต้องมอบความเร็วในการดาวน์โหลดที่สูงกว่า 4.6 กิกะบิตต่อวินาที และมีค่าความหน่วงน้อยกว่า 10  มิลลิวินาที ในปีที่ผ่านมา หัวเว่ยได้ประกาศเป้าหมายสำหรับ 5.5G แล้วและเชื่อว่าทุกฝ่ายจะช่วยหาทางรับมือกับความท้าทายเรื่องนี้

ในด้านอุปกรณ์นั้น การลดอุปสรรคในการเข้าถึงอุปกรณ์เฮดเซ็ตเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของเทคโนโลยีเวอร์ชวลเรียลลิตี (VR) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักของ Extended Reality อันเป็นส่วนผสมของทั้ง AR, VR และ MR  ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องพัฒนาทั้งด้านอุปกรณ์และคอนเทนต์ ผู้คนต้องการอุปกรณ์ที่เล็กลงและเบาขึ้น รวมถึงเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น และเพื่อเติมเต็มอีโคซิสเต็มของคอนเทนต์ คุณเคน หูได้เรียกร้องให้ภาคอุตสาหกรรมร่วมมอบแพลตฟอร์มคลาวด์ และเครื่องมือต่างๆ ในการช่วยให้การสร้างคอนเทนต์ง่ายขึ้น เพราะรู้กันดีอยู่แล้วว่าการสร้างคอนเทนต์ที่เหมาะสม

แนวทางที่สองคือ ผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมจำเป็นต้องยกระดับโครงข่ายของตนเองและพัฒนาศักยภาพใหม่ๆ เพื่อเตรียมพร้อมให้บริการแบบ 5GtoB โครงข่ายที่มีเสถียรภาพเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการใช้เทคโนโลยี 5G ในภาคอุตสาหกรรม ผู้ให้บริการจึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ของโครงข่ายอย่างสม่ำเสมอ อาทิ การส่งสัญญาณจากสถานีภาคพื้นไปยังดาวเทียม (uplink) การวางตำแหน่ง (positioning) และเซ็นเซอร์ (sensing) ทั้งนี้ การใช้ในเชิงอุตสาหกรรมนั้นซับซ้อนยิ่งกว่าการใช้งานของผู้บริโภค โดยเฉพาะด้านปฏิบัติการและการบำรุงรักษา(Operation & Maintenance – O&M) ซึ่งนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง และเพื่อช่วยเหลือในเรื่องนี้ หัวเว่ยจึงพัฒนาโครงข่ายแบบอัตโนมัติ (Autonomous Network) ที่ผสานความอัจฉริยะในทุกมิติของเทคโนโลยี 5G นับตั้งแต่การวางแผนและการก่อสร้าง ไปจนถึงการบำรุงรักษาและการปรับใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล กลุ่มผู้ให้บริการจำเป็นต้องมีบทบาทหลายด้านที่แตกต่างกัน นอกจากบริการด้านการเชื่อมต่อแล้ว ผู้ให้บริการยังสามารถเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ประสานระบบและอื่นๆ รวมถึงช่วยพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ที่สำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการใช้งานเทคโนโลยี 5G ให้ครอบคลุมในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การพัฒนามาตรฐานทางโทรคมนาคมที่ระบุอุตสาหกรรมแบบเฉพาะเจาะจงนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ในประเทศจีน กลุ่มผู้ให้บริการพร้อมกับพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรมเริ่มพัฒนามาตรฐานที่จะใช้กับเทคโนโลยี 5G ในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ การทำเหมืองถ่านหิน การผลิตเหล็ก และพลังงานไฟฟ้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างช่วยผลักดันให้เกิดการนำไปใช้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นภายในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว

“นอกเหนือจากเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่งที่ไม่สามารถจับต้องได้และอาจจะไม่ได้เกิดผลกำไรในทันที แต่จะเป็นกุญแจสู่ศักยภาพด้านการแข่งขันในระยะยาวในตลาดบริการแบบ 5GtoB” คุณเคน หูกล่าวสรุป

แนวทางที่สาม ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเตรียมพร้อมในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม จากการประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ภายในปี พ.ศ. 2573 เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั่วโลกอย่างน้อย 15เปอร์เซ็นต์ โดยคุณเคน หู กล่าวว่า “ในทางหนึ่ง เรามีโอกาสที่ดีที่จะสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์ในทุกอุตสาหกรรม พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล แต่ในขณะเดียวกัน เรายังต้องตระหนักถึงความจริงที่ว่าอุตสาหกรรมของเรามีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) เพิ่มมากขึ้น และเราต้องเริ่มแก้ไขปัญหาดังกล่าว ปัจจุบัน หัวเว่ยได้ใช้ทรัพยากรและอัลกอริธึมใหม่ ๆ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราใช้พลังงานน้อยลง และกำลังปรับปรุงพื้นที่ต่างๆ รวมถึงปรับการจัดการพลังงานในศูนย์ข้อมูลของหัวเว่ยให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น”

“ตลอดสองปีที่ผ่านมา เราเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของโควิด-19 เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าเมื่อโลกเริ่มฟื้นตัวกลับมา เราจำเป็นต้องตระหนักถึงโอกาสต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้าและเตรียมตัวให้พร้อมกับโอกาสเหล่านั้น  เราจึงต้องเตรียมทั้งเทคโนโลยี ธุรกิจ และศักยภาพ ของเราให้พร้อม” คุณเคน หูสรุป

การประชุม Global Mobile Broadband Forum 2021 นั้นจัดขึ้นโดยหัวเว่ยและพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงองค์กรกำกับดูแลมาตรฐานการสื่อสาร (Global System for Mobile Associations – GSMA) และคณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ (SAMENA – South Asia, Middle East, North Africa) โดยงานประชุมครั้งนี้นับเป็นการรวมตัวของกลุ่มผู้ให้บริการโครงข่าย ผู้นำภายในอุตสาหกรรมแนวดิ่ง และพาร์ทเนอร์ด้านอีโคซิสเต็มจากทั่วโลกเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องแนวทางการนำศักยภาพเทคโนโลยี 5G มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมโครงข่ายไร้สายให้ก้าวไปข้างหน้า

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.huawei.com/en/events/mbbf2021

แอลจีเปิดตัวทีวีไลน์อัพ QNED Mini LED ใหม่ล่าสุด มอบปรากฏการณ์สีสันเจิดจรัส ด้วยที่สุดแห่งนวัตกรรมทีวี LCD

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย)จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ เปิดตัวไลน์อัพQNED Mini LED ใหม่ล่าสุด พร้อมให้ลูกค้าไทยได้สัมผัสประสบการณ์รับชมด้วยภาพสีสันเจิดจรัสแม่นยำยิ่งกว่าทีวี LCD รุ่นอื่น ๆ มาใน 2 ซีรีส์ ได้แก่ ซีรีส์ QNED99 8K ขนาด 75 นิ้ว และซีรีส์ QNED91 4K ขนาด 75 และ 65 นิ้ว โดยทั้ง 3 โมเดลมาพร้อมจุดเด่นด้านการแสดงภาพในทีวี LCD ผสานเทคโนโลยี Quantum Dot กับเทคโนโลยี NanoCell และหลอดไฟ Mini LED จึงแสดงคอนทราสต์ได้ล้ำลึกเหนือชั้น ในขณะที่ควบคุมความดำได้ดียิ่งขึ้นด้วยการหรี่แสงแบบกระจายทั่วหน้าจอ เต็มอิ่มกับการรับชมแบบมุมมองกว้างบนจอใหญ่เต็มตา เสริมด้วยเทคโนโลยี LGThinQ AI พร้อมระบบปฏิบัติการใหม่ webOS 6.0 ตอบโจทย์การใช้งานที่ล้ำยิ่งขึ้น

อีกขั้นของปรากฏการณ์ทีวี LCD ที่แสดงสีสันได้อย่างเจิดจรัสและแม่นยำ

ทีวี LG QNED Mini LED ใหม่ล่าสุด ยกระดับการแสดงผลด้วยสีที่เจิดจรัสและแม่นยำด้วยการผสานเทคโนโลยี Quantum Dot และ NanoCellเข้าด้วยกัน แสดงคอนทราสต์ที่ดียิ่งขึ้น การหรี่แสงกระจายทั่วหน้าจอแบบFull Array Dimming ของหลอดไฟ LED ขนาดเล็กช่วยควบคุมแสงและความสว่างได้ดีกว่า ขับเคลื่อนการทำงานระบบต่าง ๆ ของทีวีให้รวดเร็วและเสถียรยิ่งขึ้นด้วยชิปประมวลผลอัจฉริยะ α9 (อัลฟ่า) Gen4 AI Processor 8K ในทีวี LG ซีรีส์ QNED99 8K ขนาด 75 นิ้ว ที่ยกระดับการแสดงภาพ 8K ขณะที่ชิปประมวลผล α7 (อัลฟ่า) Gen4 AI Processor ในทีวี LG ซีรีส์ QNED91 4K ขนาด 75 และ 65 นิ้ว ก็ยกระดับภาพ 4K อย่างเต็มประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน นอกจากนี้เทคโนโลยี AI Picture Pro ในทีวี LGQNED Mini LED ใหม่ล่าสุด ยังทำหน้าที่ปรับแต่งความคมชัดของภาพให้เสมือนต้นฉบับ พร้อมรองรับภาพ HDR ทั้ง Dolby Vision IQ, HDR10 PRO และ HLG ให้คอภาพยนตร์ได้เพลิดเพลินกับคอนเทนต์คุณภาพระดับโลก อีกทั้งคอเกมยังสนุกกับความมันส์บนหน้าจอทีวี LCD ใหม่ล่าสุดนี้ที่รองรับ HGiG ภาพ HDR และอัตรารีเฟรชภาพ 120Hz แสดงภาพเคลื่อนไหวราบรื่น ไม่มีสะดุดเสริมประสบการณ์เสียงอันทรงพลังด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง

นอกจากจุดเด่นเรื่องเทคโนโลยีการแสดงภาพที่จัดเต็ม ทีวี LG QNED Mini LED ยังโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีเสียงที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเช่นเดียวกัน โดยทีวีLG ซีรีส์ QNED99 8K มาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง 4.2 Ch. พลังเสียง 60 วัตต์ พร้อมด้วยเทคโนโลยี AI Sound Pro ยกระดับเสียงสู่ระบบ 5.1.2 ที่ล้ำไปอีกขั้น ในขณะที่ทีวี LG ซีรีส์ QNED91 4K มอบระบบเสียง2.2 Ch. พลังเสียง 40 วัตต์ และ AI Sound ที่ยกระดับเสียงสู่ระบบ 5.1 อย่างอัจฉริยะ พร้อมด้วยการรองรับ Dolby Atmos ที่จำลองเสียงเป็นมิติขึ้นไปด้านบน เติมเต็มประสบการณ์เสมือนรับชมในโรงภาพยนตร์ นอกจากนี้ ฟีเจอร์ Bluetooth SurroundReady ยังช่วยเพิ่มศักยภาพเสียงรอบทิศทางด้วยการใช้งาน Bluetooth Speaker ร่วมกับลำโพงบลูทูธ ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริม

ตอบโจทย์การใช้งานอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีมากมายที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุด

เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การใช้งาน ทีวี LG QNED Mini LED ใหม่ล่าสุด ยังมอบเทคโนโลยี LG ThinQ AI ที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียง พร้อมอัพเกรดระบบปฏิบัติการ webOS 6.0 ช่วยประมวลผลให้ค้นหาคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้รวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น พร้อมฟีเจอร์ Apple Airplay2 ที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานแชร์คอนเทนต์จาก iOS สู่หน้าจอทีวีได้อย่างง่ายดาย โดยทีวีรุ่นใหม่ทั้ง 2 ซีรีส์ ยังมาพร้อมเมจิกรีโมทซึ่งเป็นไฮไลท์ของทีวี LG ในด้านการควบคุมที่ง่ายเสมือนเม้าส์ไร้สาย พร้อมการสั่งการแบบ Hands-free Voice Control พิเศษเฉพาะในทีวี LG ซีรีส์QNED99 8K ในขณะที่หน้าจอ Home Dashboard โฉมใหม่ ยังแสดงผลการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งโทรศัพท์มือถือ บลูทูธ AirPlay ซาวด์บาร์หรือเกมต่าง ๆ รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าของแอลจี โดยสามารถควบคุมการสั่งงานเปิด-ปิด อุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านการใช้เมจิกรีโมทคลิกบนหน้าจอพร้อมจัดเต็มฟีเจอร์เอาใจคอกีฬาอย่าง Sports Alert ให้ผู้ใช้งานตั้งค่าทีมกีฬาทีมโปรดไว้บนทีวีเพื่อรับการแจ้งเตือนก่อนเริ่มเกมการแข่งขัน พร้อมอัปเดตคะแนนแบบเรียลไทม์ในระหว่างการแข่งขัน และแจ้งกำหนดการแข่งขันในรอบถัดไป นอกจากนี้ ทีวี LG QNED Mini LED ใหม่ล่าสุด ยังถูกพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงสุนทรียภาพด้านการตกแต่ง ด้วยฟีเจอร์ Gallery App ที่บรรจุภาพวาดของเหล่าศิลปินชื่อดังเอาไว้ให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนการตั้งค่าหน้าจอทีวี ให้เป็นกรอบรูปศิลปะชั้นเลิศการเชื่อมต่อที่ราบรื่น

LG QNED Mini LED ใหม่ล่าสุด ยังมาพร้อมตัวเลือกการเชื่อมต่อที่หลากหลายเพื่ออำนวยความสะดวกผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi, Bluetooth 5.0 ช่องต่อ USB จำนวน 3 ช่อง รวมทั้งช่องต่อ HDMI โดยในทีวี LG ซีรีส์QNED99 8K ขนาด 75 นิ้ว มาพร้อมช่องต่อ HDMI 2.1 จำนวน 4 ช่อง ในขณะที่ทีวี LG ซีรีส์ QNED91 4K ขนาด 75 และ65 นิ้ว มาพร้อมช่องต่อ HDMI 4 ช่อง แบ่งเป็น HDMI 2.1 จำนวน 2 ช่อง และ HDMI 2.0 อีก 2 ช่อง

สำหรับ LG QNED Mini LED TV ซีรีส์ QNED99 และ QNED91 ราคาเริ่มต้นที่ 104,990 – 229,990 บาท พร้อมให้ลูกค้าชาวไทยเป็นเจ้าของตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลแอลจี 0-2878-5757 หรือhttps://www.lg.com/th/qned-tvs และสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

vivo เปิดตัว X70 Series 5G สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นท็อปสุดในประเทศไทย

สัมผัสอีกขั้นของการถ่ายภาพระดับมืออาชีพด้วยกล้องที่พัฒนาร่วมกับ ZEISSมาพร้อมเทคโนโลยี ZEISS T* ราคาเริ่มต้นที่ 21,999 บาท

  • ก้าวสำคัญของการเป็นพันธมิตรด้านการถ่ายภาพในระดับโลกกับ ZEISS เพื่อที่สุดแห่งประสบการณ์ด้านการถ่ายภาพบนสมาร์ตโฟนแก่ผู้ใช้งานด้วยโหมดการถ่ายภาพพอร์ตเทรตแบบใหม่จาก ZEISS
  • กล้องหลักชัดความละเอียดสูงสุด 50MP เก็บทุกภาพความประทับใจด้วยระบบกันสั่นรุ่นใหม่ Gimbal Stabilization 3.0 พร้อม Super-Night Mode ให้การถ่ายภาพและวิดีโอตอนกลางคืนสวยกว่าเคย
  • vivo X70 Series 5G มาพร้อมสเปกแบบจัดเต็มด้วยชิปเซต MediaTek Dimensity 1200 vivo 5G Platform พร้อม RAM สูงสุด 12GB และแบตเตอรี่สูงสุดขนาด 4450mAh รองรับ FlashCharge 44W ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 12
  • วางจำหน่ายพร้อมกัน ในวันที่ 16 ตุลาคม 2564 โดย X70 Pro 5G จำหน่ายในราคา 27,999 บาท และ X70 5G จำหน่ายในราคา 21,999 บาท

vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก เปิดตัวไลน์อัปสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นท็อปสุดสำหรับการถ่ายภาพระดับมืออาชีพ vivoX70 Series 5G จากตระกูล X Series ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยประกอบด้วยมือถือสองรุ่นทั้ง X70 5G และ X70 Pro 5G นับเป็นก้าวสำคัญของการเป็นพันธมิตรด้านการถ่ายภาพในระดับโลกกับ ZEISS เพื่อสร้างที่สุดแห่งประสบการณ์การถ่ายภาพบนมือถือแก่ผู้ใช้งาน ซึ่ง vivo X70 Series 5G มาพร้อมโหมดการถ่ายภาพพอร์ตเทรตหรือภาพบุคคลแบบใหม่จากZEISS รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเพื่อการถ่ายภาพบนมือถือ พร้อมกับสเปกแรงแบบจัดเต็มเพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดแก่ผู้ใช้งาน

vivo X70 Series 5G จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมกันในทุกช่องทางทั้ง vivo Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ ในวันเสาร์ ที่ 16 ตุลาคม 2564 โดย X70 5G จำหน่ายในราคา 21,999 บาท และ X70 Pro 5G จำหน่ายในราคา 27,999 บาท

เดินหน้าพัฒนาสู่ที่สุดของเทคโนโลยีการถ่ายภาพบนมือถือร่วมกับ ZEISS

vivo X70 Series 5G คือเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นของ vivo ในการเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพบนสมาร์ตโฟนที่ผ่านการพัฒนาทางวิศวกรรม (Co-Engineer) ร่วมกับ ZEISS ตำนานแบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลกมากว่า 175 ปีเพื่อผสานการทำงานระหว่างซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สำหรับการถ่ายภาพบนมือถือระดับพรีเมียม

Spark Ni รองประธานอาวุโสและผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ vivo กล่าวว่า “นับเป็นอีกครั้งที่ vivo ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดใหม่ๆ ด้วยการนำเสนอสุดยอดความล้ำหน้าด้านการถ่ายภาพบนมือถือที่พัฒนาร่วมกับ ZEISS ผู้นำระดับโลกด้านเลนส์และการถ่ายภาพ ปัจจุบันนี้ สมาร์ตโฟนกลายเป็นเครื่องมือที่ผู้ใช้งานเลือกใช้ในการเก็บภาพความทรงจำต่างๆ และนับเป็นประตูสู่โลกดิจิทัล เพื่อใช้บอกเล่าเรื่องราวและแบ่งปันความสร้างสรรค์ของตนสู่โลกกว้าง โดย vivo X70 Series 5G จะเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างของการถ่ายภาพบนมือถือและการถ่ายภาพระดับมืออาชีพผ่านการผสมผสานนวัตกรรมที่เน้นผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลางเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยใหม่ๆ”

vivo X70 Series 5G คือสมาร์ตโฟนที่รวมเอาคุณสมบัติด้านการประมวลผลการภาพถ่ายชั้นยอดจากทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ส่งผลให้เกิดประสบการณ์การถ่ายภาพที่เป็นธรรมชาติสูงสุด ให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอที่ดูเป็นธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง โดยกล้องหน้าของ vivo X70 Series 5G ทั้งสองรุ่นมีความละเอียด 32MP ในขณะที่กล้องหลังของ X70 Pro 5G จะใช้กล้องหลัง 4 ตัว โดยกล้องหลักมีความละเอียดที่ 50MP (พร้อม Gimbal Stabilization 3.0) กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 12MP กล้อง Portrait ความละเอียด 12MP และกล้อง Periscope ขนาด 8MP ในขณะที่รุ่น X70 5G จะใช้ระบบกล้องหลัง 3 ตัว กล้องหลักความละเอียด 40MP (พร้อม Gimbal Stabilization 3.0) กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 12MP และกล้อง Portrait 12MP

นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ถ่ายภาพบุคคล ZEISS Biotar Portrait Style ที่ช่วยสร้างภาพ Bokeh ที่สวยงามvivo X70 Series 5G ยังเพิ่มอีก 3 ฟีเจอร์ภาพถ่ายบุคคลในสไตล์ของ ZEISS ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายพอร์ตเทรตจากเลนส์สไตล์คลาสสิกต่างๆ ของ ZEISS ได้แก่ฟีเจอร์ Distagon, Planar และ Sonnar ให้ผู้ใช้งาน X70 Series ได้เลือกใช้ โดยฟีเจอร์ ‘Distagon’จะให้ภาพกว้างมากขึ้นแบบ (Anamorphic) โดยระบบจะนำเสนอเอฟเฟกต์การภาพถ่ายแบบ Dynamic Perspective เหมาะกับการถ่ายภาพพอร์ตเทรตและสถาปัตยกรรมต่างๆ หรือสถานที่ ที่มีการตกแต่งภายในให้เห็นรายละเอียดของพื้นหลัง มอบสุนทรียภาพให้ภาพพอร์ตเทรตราวกับงานภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูด ส่วนฟีเจอร์ ‘Planar’ ให้เอฟเฟกต์ภาพ Bokeh แบบคลาสสิก เผยคาแรกเตอร์ที่แท้จริงของผู้ถูกถ่าย ตลอดจนถ่ายทอดความรู้สึกได้อย่างตรงไปตรงมาผ่านภาพถ่ายพอร์ตเทรต สุดท้ายฟีเจอร์ ‘Sonnar’ ให้มุมมองภาพถ่ายพอร์ตเทรตที่มี Bokeh แบบนุ่มนวล จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพพอร์ตเทรตที่ต้องการให้เน้นบุคคลให้มีความชัดเจนขึ้นจากฉากหลัง

โดย vivo X70 Series 5G ทั้งสองรุ่นได้ผ่านการรับรองตามมาตรฐานการเคลือบเลนส์ของ ZEISS T* (T Star) ที่ช่วยลดการสะท้อนและเพิ่มการส่งผ่านแสง ลดการเกิดแสงหลอก แสงฟุ้ง และปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพและความสดใสของภาพที่ได้ โดยสัญลักษณ์แห่งคุณภาพอย่างโลโก้ของ ZEISS และโลโก้ ZEISS T* ถูกประทับอยู่บริเวณกล้องหลังของ vivo X70 Series 5G พร้อมเครื่องหมายการค้า ZEISS VARIO-TESSAR ที่บ่งบอกเทคโนโลยีเลนส์เฉพาะของ ZEISS ถูกสลักอยู่บริเวณแผงไฟแฟลชด้านหลังของตัวมือถือ

สมาร์ตโฟนเรือธงด้านการถ่ายภาพมืออาชีพระดับไฮเอนด์

vivo X70 Series 5G ประกอบด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงฟีเจอร์ด้านการถ่ายภาพและการถ่ายวิดีโอหลากหลายรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ vivo ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตนได้อย่างเต็มที่ภายใต้คุณภาพความละเอียดสูง รวมถึงสร้างคอนเทนต์วิดีโอหรือภาพถ่ายโดยไม่ถูกลดทอนคุณภาพลงไป

โดย vivo X70 Pro 5G และ X70 5G ติดตั้งกล้องหลักที่มีระบบกันสั่นแบบ Ultra-Sensing Gimbalทำงานร่วมกับ Gimbal Stabilization 3.0 ระบบกันภาพสั่นไหวแบบ 5 แกน ให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายภาพหรือวิดีโอได้อย่างเสถียรและนิ่งกว่าที่เคยแม้อยู่ระหว่างการเคลื่อนไหว โดยระบบจะช่วยเสริมการทำงานฮาร์ดแวร์กันสั่นด้วยซอฟต์แวร์ (OIS และ EIS) เพื่อช่วยการลดการสั่นของเลนส์ระหว่างแกน X และ Y ด้วยการหมุนแกน Z เพื่อรักษาความเสถียรในองค์รวม

เพื่อสอดรับกับความสามารถด้านการถ่ายภาพระดับสูงของ X70 Series 5G ทาง vivo จึงให้ฟีเจอร์ด้านการถ่ายภาพและวิดีโอมาในเครื่องอย่างจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์สำหรับตอนกลางคืนอย่าง Real-Time Extreme Night Vision, Super Night Video และ Pure Night View ฟีเจอร์การถ่ายวิดีโอระดับโปรอย่าง Pro Cinematic Mode รวมถึงฟีเจอร์สุดล้ำอื่นๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถปลดปล่อยศักยภาพและค้นพบสุนทรียภาพใหม่ๆ ด้านการถ่ายภาพและวิดีโอ

เพิ่มประสิทธิภาพให้ไม่เป็นรองใคร

เนื่องจากเป็นมือถือระดับเรือธงตัวท็อปที่จะปฏิวัติการถ่ายภาพบนมือถือ vivo X70 Series 5G ทั้งสองรุ่น จึงให้สเปกภายในเครื่องมาแบบจัดเต็ม พร้อมมอบประสิทธิภาพการทำงานขั้นสูงสุด ตอบโจทย์ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน

vivo X70 Pro 5G และ X70 5G ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังชิปเซต MediaTek Dimensity 1200 มอบประสิทธิภาพในการประมวลผลของ CPU และ GPU ขั้นสูงสุด โดยโปรเซสเซอร์ชุดนี้จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อ 5G ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและยังช่วยประหยัดพลังงาน

X70 Pro 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4450mAh และ X70 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ 4400 mAh รองรับ FlashCharge 44W ให้ผู้ใช้งานสามารถเต็มที่กับกิจกรรมยาวนานตลอดทั้งวัน ทั้งสองรุ่นติดตั้งจอแสดงผลขนาด 6.56 นิ้ว พร้อมอัตราการรีเฟรชสูงสุดที่ 120Hz และอัตราการตอบสนอง 240Hz เพื่อการใช้งานที่ลื่นไหลกว่าที่เคย

การออกแบบเหนือกาลเวลาและประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อ

vivo ได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการพัฒนา vivo X70 Series 5G ให้สมกับเป็นสมาร์ตโฟนระดับเรือธงที่จะสร้างสุดยอดประสบการณ์ด้านการถ่ายภาพบนมือถือ โดยออกแบบตัวมือถือให้มีสไตล์ร่วมสมัยเหนือกาลเวลา พร้อมรูปลักษณ์สวยสะดุดตาไม่เหมือนใคร ซึ่ง vivo ได้เลือกใช้เทคโนโลยีการเคลือบผิวโทรศัพท์มือถือด้วยFluorite AG ซึ่งนับเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์จาก vivo โดย X70 Pro 5G และ X70 5G จะถูกเคลือบด้วยกระจกคริสตัลที่มีผิวเคลือบแบบปริซึม ช่วยกระจายแสงเมื่อตัวสมาร์ตโฟนกระทบแสงไฟ โดยกล้องด้านหลังของทั้งรุ่น X70 Pro 5G และ X70 5G ถูกออกแบบมาในดีไซน์คอนเซปต์ใหม่ของ vivo ที่เรียกว่า Cloud Valley โดยแยกกล้องและไฟแฟลชออกเป็นสองแถวอย่างชัดเจน

vivo X70 Pro 5G และ X70 5G วางจำหน่ายในสี Cosmic Black และ Aurora Dawn ซึ่งสี Cosmic Black ได้รับแรงบันดาลใจจากอำนาจและพลังของจักวาล โดยใช้สีดำที่เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาล เสริมด้วยกลิตเตอร์สีเงินที่เปรียบเหมือนดวงดาวท่ามกลางท้องฟ้าในคืนอันมืดมิด ในขณะที่สีAurora Dawn สื่อถึงแสงเหนือหรือแสงสีรุ้งออโรราที่ขั้วโลกเหนือ รวมเป็นสีที่สะดุดตาและให้ความหรูหราอย่างไร้ที่ติ

vivo X70 Series 5G จะเป็นไลน์อัปผลิตภัณฑ์แรกจาก vivo ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 12มอบประสบการณ์การใช้งานที่มีประสิทธิภาพ เหมาะกับผู้ใช้งานแต่ละคนมากกว่าที่เคย โดย Funtouch OS 12 มาพร้อมกับวิดเจ็ตชุดใหม่ให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งหน้า Home Screen ตามต้องการ กำหนดวิธีแสดงผลข้อมูลสำคัญของแอปพลิเคชันโดยไม่ต้องเปิดแอปฯ ปรับแต่งประสบการณ์การใช้สมาร์ตโฟนได้ดั่งใจ และเข้าถึงสิ่งที่ต้องการได้เร็วกว่าที่เคย รวมถึงโปรแกรมเล่นเพลงใหม่ล่าสุด Nano Music Player ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเพลงโปรดจากแอปฯ ต่างๆ เช่น Spotify และ JOOX ได้เพียงคลิกเดียว ผ่านวิดเจ็ตบนหน้า Home Screen ได้อย่างง่ายดาย

อิชย์ญาดา คลอวุฒิเสถียร บล็อกเกอร์ไอทีจากIAUMReview (ซ้ายสุด)  | วฤธ หงสนันทน์ เซเลบริตี้ (กลาง)

นอกจากนี้ภายในงานเปิดตัว vivo X70 Series 5G ในประเทศไทย ยังได้รับเกียรติจาก คุณวฤธ หงสนันทน์เซเลบริตี้ชื่อดังผู้หลงใหลในนวัตกรรมและความสมบูรณ์แบบ และคุณอิชย์ญาดา คลอวุฒิเสถียร บล็อกเกอร์ไอทีจากIAUMReview มาร่วมแชร์ประสบการณ์การใช้งานพร้อมแง่มุมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และถ่ายทอดนิยามใหม่ของการถ่ายภาพบนสมาร์ตโฟนที่เหนือชั้นกว่าที่เคย

vivo X70 Series 5G ทั้งสองรุ่นจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมกัน ในวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม 2564 โดย vivo X70 Pro 5G จำหน่ายในราคา 27,999 บาท และ vivo X70 5G จำหน่ายในราคา 21,999 บาท ณ vivo Brand Shop ทุกสาขา ตัวแทนจำหน่ายชั้นนำ BaNANA, IT City, CSC, Jaymart, TG FONE, KINGKONG, BKK, แม่วังสื่อสาร, Power Mall, Stamp และ PTE, Advice, Boonchai และผู้ให้บริการเครือข่าย AIS, True, Dtac, รวมถึง vivo Official Store บนร้านค้าออนไลน์ชั้นนำทั้ง LAZADA, Shopee, JD Central และ Thisshop ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.vivo.com/th

นอกจาก X70 Series 5G แล้ว vivo ยังเปิดตัวหูฟังสุดล้ำ vivo TWS 2 Series โดยจะมีให้เลือกสองรุ่นคือvivo TWS 2 ANC และ vivo TWS 2e สุดยอดหูฟังที่ออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ทุกช่วงเวลา โดยรุ่น vivo TWS 2 ANC มาพร้อมกับระบบตัดเสียงรบกวนอัจฉริยะ พร้อมคุณภาพเสียงคมชัดระดับ Deep-HD Audio ให้คุณภาพเสียงที่สมจริงและมีมิติ มาพร้อมกับดีไซน์โค้งมนทันสมัย น้ำหนักเบาพกพาสะดวก สวมใส่สบายและระบายอากาศได้ดี ใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 29 ชั่วโมง วางจำหน่ายที่ราคา 2,999 บาทและรุ่น vivo TWS 2e มาพร้อมกับระบบการตัดเสียงรบกวนแบบ Dual-Mic และระบบเสียงเอฟเฟกต์ระดับมืออาชีพจากการทดสอบและปรับปรุงแก้ไข เสียงเอฟเฟกต์ที่แตกต่างกัน 3 แบบ ทั้ง Mega Bass เสียงเบสหนักแน่นทรงพลัง Clear Voice รายละเอียดเสียงร้องที่โดดเด่น และ Clear Highs เพิ่มเสียงความถี่ระดับสูงของเครื่องดนตรี ใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 30 ชั่วโมง วางจำหน่ายที่ราคา 2,499 บาท

สำหรับผู้สนใจต้องการเป็นเจ้าของ vivo X70 Series 5G พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษก่อนใคร สามารถ Pre-Order ได้ตั้งแต่ วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม – 15 ตุลาคม 2564 รับของสมนาคุณรวมมูลค่ากว่า 12,000 บาท ได้แก่ หูฟัง vivo TWS 2e มูลค่า 2,499 บาท, VIP Card มูลค่า 7,999 บาท และ Premium Gift Box มูลค่า 1,999 บาท ที่ vivo Brand Shop ทุกสาขาและตัวแทนจำหน่ายชั้นนำ ทั้ง BaNANA, IT City, CSC, Jaymart, TG FONE, KINGKONG, BKK, แม่วังสื่อสาร, Power Mall, Stamp และ PTE, Advice, Boonchai และผู้ให้บริการเครือข่าย AIS, True, Dtac หรือจองผ่านช่องทางออนไลน์ที่ vivo Official Store บน LAZADA, Shopee, JD Central และ Thisshop

#vivoX70Series5G #PhotographyRedefined

3เอ็มจัดทำสารคดี “Not the Science Type” จุดประกายความคิดสร้างนักวิทยาศาสตร์หญิงรุ่นใหม่

3เอ็ม เปิดตัวสารคดีพิเศษเพื่อจุดประกายเส้นทางด้านสะเต็มศึกษาให้แก่คนรุ่นใหม่ ผ่านเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจจากนักวิทยาศาสตร์หญิงผู้ประสบความสำเร็จในสายงานนี้โดยสามารถรับชมพร้อมคำบรรยายภาษาไทยผ่านทางช่องยูทูป ของ 3เอ็ม ประเทศไทยได้แล้ววันนี้

3เอ็ม องค์กรด้านนวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ระดับโลก  จัดทำภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Not the Science Type”  ซึ่งเป็นการจุดประกายความฝันและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทุกคนตระหนักถึงคุณค่าและศักยภาพของตนเอง เพื่อเข้าสู่โอกาสที่หลากหลายในชีวิต อีกทั้งยังมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับทัศนคติแบบเหมารวมเชิงลบและการยอมรับความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมให้มากขึ้นในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ หรือสะเต็มศึกษา (Science, Technology, Engineering and Math, STEM) โดย 3เอ็ม ได้ร่วมมือกับ Generous Films และสมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน หรือ American Association for the Advancement of Science (AAAS) ผลิตสารคดีที่นำเสนอเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์หญิง 4 คน ที่ได้ท้าทายทัศนคติเหมารวม และเผชิญหน้ากับการเลือกปฏิบัติในระหว่างเส้นทางสู่ความสำเร็จบนเส้นทางสายอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ของพวกเธอ โดยสารคดีเรื่องนี้ฉายรอบปฐมทัศน์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ทริเบก้า (Tribeca Festival)

“Not the Science Type” ถ่ายทอดเนื้อหาเกี่ยวกับความหวังและแรงบันดาลใจสำหรับคนรุ่นใหม่ เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์หญิงเหล่านี้ได้เอาชนะอคติและกรอบความคิดเพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งสามารถเป็นไปได้ สารคดีเรื่องนี้เปิดตัวครั้งแรกในการฉายแบบส่วนตัว ในเทศกาลภาพยนตร์ทริเบก้า (Tribeca Festival) ประจำปี 2564  โดยมีโลนี เลิฟ (Loni Love) นักแสดง พิธีกรรายการโทรทัศน์ นักเขียน และอดีตวิศวกรไฟฟ้า เป็นพิธีกรภายในงาน ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถรับชมสารคดีดังกล่าวทางช่องยูทูปออฟฟิเชียลของ 3เอ็ม ประเทศไทย Not the Science Type – YouTube

ดร.เดนิส รัทเทอร์ฟอร์ด รองประธานอาวุโสและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ 3เอ็ม กล่าวว่า “ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานของ 3เอ็ม ในการให้ความช่วยเหลือ การเข้าถึง เครื่องมือ และความรู้ ที่จำเป็นสำหรับนักเรียนและอาจารย์เพื่อความสำเร็จด้านสะเต็มศึกษา เรามีความภาคภูมิใจในสารคดีเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และยังคงมุ่งมั่นที่จะปิดช่องว่างสำหรับกลุ่มคนที่ถูกมองข้ามทางด้านสะเต็ม และสาขาอาชีพเฉพาะทางต่างๆ โดยในปีนี้ 3เอ็ม ได้ประกาศเป้าหมายระดับโลกเน้นเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้สะเต็มศึกษาและทักษะสำหรับอาชีพเฉพาะทางกว่า 5 ล้านรายการ สำหรับกลุ่มคนที่ถูกมองข้ามภายในสิ้นปี 2568 ดังนั้นภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Not the Science Type” จึงเป็นเพียงอีกหนึ่งก้าวในการสนับสนุนการแสดงออกเพื่อความเท่าเทียมในสาขาสะเต็ม

สารคดีเรื่อง “Not the Science Type” สร้างขึ้นเพื่อจุดประกายการความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมด้านสะเต็ม รวมถึงสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่มีต่อชุมชนและกลุ่มคนที่ถูกมองข้าม โดยได้รับแรงบันดาลใจจากข้อมูลเชิงลึกที่เปิดเผยในดัชนีสถานะวิทยาศาสตร์ประจำปี (3M State of Science Index) จัดทำโดย 3เอ็ม ซึ่งผลงานวิจัยระบุว่าเด็กผู้หญิงและสตรีในสาขาสะเต็ม ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคอันเกิดจากเพศกำเนิดของพวกเขาและอุปสรรคอื่นๆ โดยผลการศึกษาพบว่าผู้คนจำนวน59% กล่าวว่าสตรีและเด็กผู้หญิงถูกกีดกันจากการศึกษาด้านสะเต็มมากกว่าบุรุษและเด็กผู้ชาย นอกจากนี้ ผู้คนจำนวน 87% เห็นด้วยว่าจำเป็นต้องส่งเสริมและเพิ่มการมีส่วนร่วมด้านสะเต็มศึกษาในสตรีและเด็กผู้หญิงให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์หญิงผู้ปราดเปรื่องทั้ง 4 คนนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างของผู้หญิงที่สามารถทลายกำแพงความเชื่อต่างๆ เกี่ยวกับงานในสาขาของตน ได้แก่ ชีววิทยา วิศวกรรม วิทยาศาสตร์และแอปพลิเคชันด้านเทคโนโลยี ตลอดจนความหวังของพวกเขาที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์และนักการสื่อสารสตรีรุ่นต่อไปในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์หญิงเจ้าของเรื่องราวทั้ง 4 คน ได้แก่

  • กิทันจาลี ราวด์ เด็กสาวชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย วัย 15 ปี ที่นิตยสาร TIME ยกย่องให้เป็นเด็กแห่งปี 2563 ซึ่งกำลังทำภารกิจสร้างแรงบันดาลใจและสร้างชุมชนนักประดิษฐ์รุ่นใหม่จากทั่วโลกเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ในทั่วทุกมุมโลก
  • ดร. เซียรา ซีเวลส์ วิศวกรนิวเคลียร์ประจำห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ (Johns Hopkins Applied Physics Laboratory) และเป็นผู้หญิงผิวสีคนแรกที่ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต ในสาขาวิศวกรรมนิวเคลียร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และทูต If/Then ของ สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน (AAAS)
  • ดร. เจสสิก้า ทาฟเฟ นักวิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพระดับโลก นักจุลชีววิทยา และทูต If/Then ของ สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน (AAAS)
  • ดร. เจชรีย์ เซท นักวิศวกรเคมีและหัวหน้าหน่วยวิทยาศาสตร์ของ 3เอ็ม โดยเธอมีชื่อในสิทธิบัตรถึง 72 รายการ

ดร. สุดดิป พาริคห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  AAAS กล่าวว่า “เรารู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรกับ 3เอ็ม เพื่อนำเสนอเรื่องราวอันน่าทึ่งของ กิทันจาลี ราวด์ ดร. เซียรา ซีเวลส์ ดร. เจสสิก้า ทาฟเฟ และดร. เจชรีย์ เซท เราตั้งตารอที่จะยกระดับผู้หญิงเก่งเหล่านี้และผู้หญิงทุกคนในองค์กรทางวิทยาศาสตร์”

“Not the Science Type” กำกับโดย จูลิโอ พาราซิโอ ผู้ผลิตภาพยนตร์เชิงสารคดี และอำนวยการสร้างโดย คริสติน อารีน่า (ผู้สร้างสารคดีเรื่อง Let Science Speak และ When the Earth Moves) บริษัท 3เอ็ม และ Generous Films หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “Not the Science Type” สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่

https://www.3m.com/3M/en_US/state-of-science-index-survey/not-the-science-type/

Kingston Technology ยังคงเป็นสุดยอดซัพพลายเออร์โมดูล DRAM ในปี 2563

  • Kingston มีรายได้มากที่สุดอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 78.02%
  • ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านหน่วยความจำ เตรียมพร้อมเปิดตัว DDR5

กรุงเทพฯ – 7 ตุลาคม 2564 – Kingston Technology ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์หน่วยความจำและโซลูชันเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศความสำเร็จหลังได้รับการจัดอันดับให้เป็นสุดยอดซัพพลายเออร์โมดูล DRAM ประเภทบุคคลที่สาม (Third-party) ของโลก ในการจัดอันดับตามรายได้ล่าสุด โดยบริษัทด้านการวิเคราะห์ TrendForce (เดิมชื่อ DRAMeXchange) โดย Kingston ยังคงรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 78.02% โดยประมาณ ด้วยรายได้ 13.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่ง TrendForce ระบุว่า Kingston มีรายได้เพิ่มขึ้น 2.03% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน และนับเป็น 18 ปีติดต่อกันที่ Kingston ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับสูงสุด

Kingston สามารถรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรทางการค้าและลูกค้า เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาดและความต้องการที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งแรงผลักดันสู่ความสำเร็จของ Kingston คือทัศนคติการทำงานที่อยู่ภายใต้แนวคิด “Kingston พร้อมอยู่ข้างคุณ(Kingston Is With You)” และในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ซื้อชิป DRAM ชั้นนำของโลก ทำให้ Kingston เล็งเห็นถึงความต้องการหน่วยความจำชิปที่เพิ่มสูงขึ้นได้ตั้งแต่แรกเริ่ม และสามารถเตรียมพร้อมในการจัดหาส่วนประกอบเพิ่มเติมที่จำเป็น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที เช่น การจัดซื้อสินค้าคงคลังด้านส่วนประกอบ ก่อนที่คลังสินค้าของพันธมิตรจะหยุดชะงัก นอกจากนี้ สำหรับแนวคิดในช่วงต้นปี 2563 ว่าภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะมีการชะลอตัว เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสนั้น ทำให้Kingston ได้ริเริ่มแนวทางสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ DRAM เพิ่มเติม เช่น ผู้ที่ต้องทำงานจากที่บ้านโดยใช้เครื่องพีซีของตัวเอง หรือผู้ใช้หน่วยความจำสำหรับการเล่นเกม หรือเซิร์ฟเวอร์ฟาร์ม (server farm) ที่ต้องการหน่วยความจำเพิ่มเติมสำหรับการซื้อขายและทำกิจกรรมออนไลน์

ผลการจัดอันดับซัพพลายเออร์โมดูล DRAM 10 อันดับแรกโดย TrendForce มีดังต่อไปนี้

นอกจากนี้ สำหรับ DDR รุ่นใหม่ที่ใกล้เปิดตัวนั้น Kingston ได้เตรียมพร้อมเพื่อมอบความเร็วที่ล้ำหน้าของDDR5 ให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว โดยความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง Kingston และอินเทลจะช่วยให้ลูกค้าของเรามั่นใจได้ถึงโซลูชันที่ ‘ทะลุขีดสุด’ ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ล่าสุดของอินเทล

Kingston กล่าวว่า “การจัดอันดับของ TrendForce สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัท และความยืดหยุ่นในการรับมือกับความท้าทายของสภาวะทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน โดยตำแหน่งความเป็นผู้นำในตลาดของเรา ช่วยให้เราสามารถทำงานอย่างใกล้ชิดกับคู่ค้าและผู้จัดจำหน่าย รวมทั้งจัดหาแนวทางและให้คำแนะนำเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ได้ เช่น โมดูล 16Gbit และการเปิดตัว DDR5 ที่กำลังจะเกิดขึ้น”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ kingston.com

สามารถติดตาม Kingston ได้ที่:

Facebook: https://www.facebook.com/kingstonthailand/

YouTube: https://www.youtube.com/user/KingstonTechnologyTH

ลาซาด้า ประเทศไทย เปิดตัวโปรแกรมส่งฟรีพิเศษกับลาซาด้า สนับสนุนค่าจัดส่งสินค้าให้แก่ผู้ขายรายใหม่

ลาซาด้า ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวโปรแกรมส่งฟรีพิเศษกับลาซาด้า “Lazada Special Free Shipping” ในประเทศไทย ซึ่งจะมาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นเปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มให้กับผู้ขายรายใหม่ พร้อมสนับสนุนร้านค้าใหม่ให้คว้าโอกาสในช่วงเวลาทองของการขายของออนไลน์ในมหกรรมช้อปครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายปีที่กำลังจะมาถึง โดยผู้ขายรายใหม่จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการขาย ค่าธรรมเนียมแรกเข้า และค่าธรรมเนียมรายเดือน รวมถึงลาซาด้าจะสนับสนุนค่าจัดส่งในเดือนแรกของการเข้าร่วมแพลตฟอร์มระหว่างวันที่ 7 ตุลาคมถึง 30 ธันวาคมนี้

นายวีระพงศ์ โก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ลาซาด้าเดินหน้าสร้างสรรค์โปรแกรมและแพ็คเกจหลากหลายรูปแบบในการช่วยเหลือร้านค้าเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยที่กำลังฟื้นตัว โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีซึ่งมักเป็นช่วงที่ผู้คนเริ่มจับจ่ายซื้อของขวัญและข้าวของต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง และเราอยากช่วยให้ผู้ขายได้รับประโยชน์จากเทศกาลช้อปปิ้งส่งท้ายปีให้ได้มากที่สุด”

สำหรับผู้ขายรายใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจบนลาซาด้าสามารถลงทะเบียนเปิดร้านด้วย 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

  1. กรอกหมายเลขโทรศัพท์มือถือสำหรับการลงทะเบียน
  2. ป้อนรหัส 6 หลักที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว เพื่อยืนยันหมายเลขโทรศัพท์มือถือ และ
  3. ตั้งรหัสผ่าน

ผู้ขายใหม่ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย ได้แก่

  • ฟรี! ค่าธรรมเนียมจัดส่งทุกรายการสินค้า นาน 1 เดือน
  • ฟรี! ค่าธรรมเนียม 0% ไม่มีรายเดือน ไม่มีค่าแรกเข้า
  • ฟรี! ค่าธุรกรรมการชำระเงิน นาน 1 เดือน
  • ฟรี! คูปองกระตุ้นยอดขาย ส่วนลด 50% ไม่มีขั้นต่ำ และ ส่วนลด 120 บาท
  • ฟรี! คอร์สเรียนรู้เทคนิคการขายออนไลน์ กับ Lazada Universityสำหรับผู้ขายบนลาซาด้าเท่านั้น
  • ฟรี! ทีมงานสมัครร้านค้า พร้อมให้คำปรึกษาด้านการขายนานถึง 1 เดือน และเจ้าหน้าที่ Call Center ดูแลตลอดระยะเวลาการขาย
  • ฟรี! เครื่องมือและแคมเปญกระตุ้นยอดขาย

เรียนรู้เกี่ยวกับการเป็นผู้ขายบนลาซาด้า ที่นี่: https://bit.ly/lazsignup

เปิด 5 เหตุผลที่ทำให้ MY NAME เป็นซีรีส์เรื่องถัดไปที่คุณไม่ควรพลาด

ซีรีส์โดย Netflix  เรื่อง My Name เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่ชื่อว่า “จีอู” ที่ตัดสินใจเข้าร่วมแก๊งอาชญากรเพื่อตามล้างแค้นให้กับพ่อของเธอซึ่งถูกฆ่าตาย จุดเริ่มต้นของการล้างแค้น ทำให้เธอต้องละทิ้งตัวตนที่แท้จริงเพื่อปลอมตัวเข้าไปเป็นสายลับของแก๊งค้ายาด้วยชื่อและตัวตนใหม่ในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจ จีอูได้ย้ายไปทำงานในแผนกปราบปรามยาเสพติดซึ่งทำให้เธอได้เข้าใกล้ความจริงในการตามล่าหาฆาตกรที่ฆ่าพ่อของเธอ ด้วยเรื่องราวการล้างแค้นที่น่าตื่นเต้น บอกเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้ มีเสน่ห์และความพิเศษเฉพาะตัวที่คุ้มค่าแก่การรับชมแน่นอน มาดูกันดีกว่าว่ามีประเด็นหรือองค์ประกอบใดบ้าง ที่ทำให้ My Name นั้นเตรียมนั่งแท่นเป็นซีรีส์เรื่องถัดไปที่คุณไม่ควรพลาด!

ซีรีส์บู๊ระห่ำที่ตัวเอกเป็นผู้หญิงสุดคูล

 ภาพ จาก Netflix

My Name เป็นซีรีส์แนวแอคชั่น-นัวร์ ที่อัดแน่นไปด้วยฉากบู๊สุดลุ้นระทึก ตัวละครหลักในเรื่องนี้ซึ่งเป็นผู้หญิงนั้นเรียกว่าบู๊แหลกจริงๆ ในฉากที่ต้องต่อสู้กับศัตรูของเธอระหว่างตามหาคนร้ายและล้างแค้นให้กับพ่อนักแสดง พัคฮีซุน กล่าวในงานแถลงข่าวเปิดตัวซีรีส์ว่า “ตอนที่ได้อ่านบทซีรีส์เรื่อง My Name ผมก็คิดเลยว่าเป็นซีรีส์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก ด้วยความที่ตัวละครหลักนั้นเป็นผู้หญิง” โดยพัคฮีซุน ยังได้กล่าวถึงการถ่ายทอดทางอารมณ์ในหลากหลายมิติที่มีความซับซ้อนของตัวละครหลักตัวนี้เมื่อเรื่องราวของเธอได้ถูกเปิดเผยออกมาในขณะที่เนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ ตัวละครหลักของซีรีส์เรื่องนี้อย่าง “จีอู” ซึ่งรับบทโดยนักแสดงมากความสามารถอย่าง ฮันโซฮี ผู้ซึ่งกำลังไปได้สวยกับการท้าทายบทบาทที่แตกต่างและหลากหลาย จะกลายมาเป็นคาแรกเตอร์สุดเท่ที่ใครๆ ก็เทใจเชียร์เธออย่างแน่นอน

ฉากบู๊ของจริง

ภาพ จาก Netflix

ฉากแอคชั่นอย่างถึงพริกถึงขิง ถือเป็นจุดเด่นสำคัญของเรื่องราวในซีรีส์เรื่องนี้และต้องขอบอกเลยว่าไม่มีคำว่าผิดหวัง สำหรับคนที่กำลังรอชมฉากแอคชั่นหลากหลายที่ทั้งสมจริงและระทึกใจ โดยนักแสดง อันโบฮยอน เปิดเผยว่า “ฉากบู๊ของเราไม่ค่อยได้พึ่งสลิงและงานตัดต่อคอมพิวเตอร์กราฟิกมากนัก เป็นการบู๊ที่ขับเคลื่อนโดยอารมณ์ตอนเข้าฉาก ผมมองว่ามันเป็นการบู๊ของจริงและบู๊ไปตามอารมณ์” ผู้กำกับ คิมจินมิน ยังได้ย้ำถึงความพิเศษของซีรีส์เรื่องนี้ และกล่าวชื่นชมเหล่านักแสดงว่า “ผมรู้สึกภูมิใจมากๆ เพราะทีมของเราบู๊กันสนั่นสุดๆ มากกว่าที่คุณเห็นในโปรเจกต์อื่นๆ เลยก็ว่าได้”

เรื่องราวการล้างแค้นสุดเข้มข้น

ภาพ จาก Netflix

ซีรีส์แนวล้างแค้นดีๆ นั้น ก็ต้องมาพร้อมกับเรื่องราวบ่อเกิดของความแค้นที่น่าสนใจและเหตุผลในการล้างแค้นที่สมเหตุสมผล ฮันโซฮี ได้แง้มเรื่องราวที่จุดประกายให้เกิดการล้างแค้นของตัวละครหลักในซีรีส์เรื่องนี้ว่า “จีอู เห็นพ่อของเธอตายไปต่อหน้าต่อตาตั้งแต่เธออายุยังน้อย ซึ่งนั้นก็ทำให้เธอต้องก้าวเข้าสู่เส้นทางการล้างแค้นให้กับพ่อ” โดย จีอู ได้ติดต่อเพื่อนของพ่อซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊งอาชญากรเพื่อขอความช่วยเหลือให้ช่วยวางแผนการล้างแค้น โดย มูจิน บอสค้ายาของแก๊งดงชอน ตอบรับคำขอของจีอูและช่วยสร้างตัวตนและชื่อใหม่ให้กับเธอ เพื่อเข้าไปแทรกแซงการทำงานของตำรวจ My Name เป็นซีรีส์ที่บอกเล่าเรื่องราวการแก้แค้นที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เป็นการเผยให้เห็นถึงเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ของสมาชิกแก๊งอาชญากรที่ปลอมตัวเข้าไปเป็นสายลับในคราบตำรวจ โดยความต้องการในการล้างแค้นของจีอูนั้น ได้กลืนกินชีวิตทั้งชีวิตของเธอเมื่อเธอได้ค้นพบความจริงที่แสนเจ็บปวด

กำกับโดยผู้กำกับมือฉมัง คิมจินมิน

ภาพ จาก Netflix

หากพูดถึงความสามารถของผู้กำกับ คิมจินมิน นั้นบอกได้เลยว่าไม่ธรรมดา ซึ่งเหล่านักแสดงซีรีส์เรื่อง My Name ต่างก็ชื่นชมฝีมือการกำกับของผู้กำกับ คิมจินมิน ที่เคยกำกับเรื่อง ชมรมลับธุรกิจรัก (Extracurricular) มาก่อน นักแสดง พัคฮีซุน ได้ออกปากชื่นชมผู้กำกับ คิมจินมิน ว่ากำกับเรื่อง ชมรมลับธุรกิจรัก ได้สุดยอดมากๆ นั่นทำให้เขาเชื่อมั่นในฝีมือของผู้กำกับคิมจินมิน อีกทั้ง อันโบฮยอน ยังเสริมต่ออีกว่าเขาเป็นแฟนตัวยงของผู้กำกับคิมจินมินและซีรีส์เรื่อง ชมรมลับธุรกิจรัก หากพิจารณาดูจากผลงานการสร้างเรื่องราวที่ดำมืดแนวรุนแรงจากซีรีส์เรื่อง ชมรมลับธุรกิจรัก แล้ว ก็คาดหวังได้เลยว่าการกำกับลงลึกในรายละเอียดของ My Name จะอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าไม่แพ้กัน นอกจากนี้ผู้กำกับคิมจินมิน ยังเปิดเผยด้วยว่าเขาตื่นเต้นสุดๆ ที่ได้กลับมาทำซีรีส์แนวแอคชั่นเหมือนที่เขาเคยได้กำกับเมื่อนานมาแล้ว

ทัพนักแสดงมากฝีมือ

ภาพ จาก Netflix

นำทีมโดย ฮันโซฮี นักแสดงดาวรุ่งที่โด่งดังจากบทบาทที่เธอได้รับในเรื่อง หลังภาพแห่งความสุข (The World of the Married) และซีรีส์สุดฮิตเรื่องล่าสุด รักนี้ห้ามไม่ได้ (Nevertheless) โดยในงานแถลงข่าวเปิดตัวซีรีส์ ผู้กำกับ คิมจินมิน ยังได้ขอบคุณสองนักแสดงรุ่นใหญ่มากความสามารถ พัคฮีซุน และ คิมซังโฮ ที่ใช้ประสบการณ์การแสดงที่สั่งสมมา คอยช่วยชี้แนะและให้คำแนะนำกับเหล่านักแสดงของซีรีส์เรื่องนี้อย่างอบอุ่นเป็นกันเอง ขณะที่ อันโบฮยอน, อีฮักจู, และจางรยูล ก็ล้วนได้รับการยอมรับว่าเป็นนักแสดงราวรุ่งที่เคยฝากผลงานเด่นๆ ให้คนดูไว้มากมาย อย่างเรื่อง ธุรกิจปิดเกมแค้น (Itaewon Class) และ  หลังภาพแห่งความสุข (The World of the Married)  ผู้กำกับ คิมจินมิน ยังเอ่ยชมทั้ง อันโบฮยอน, อีฮักจู, และจางรยูล ถึงความสามารถของพวกเขาว่าเป็นนักแสดงที่อยากร่วมงานด้วย หลังจากได้เห็นผลงานการแสดงของพวกเขา แค่นี้ก็การันตีได้แล้วว่าเราจะได้เห็นการแสดงที่ครบรสครบเครื่องจากเหล่านักแสดงยอดฝีมือในซีรีส์เรื่องนี้แน่นอน

แล้วเหตุผลข้อไหนที่ทำให้คุณตื่นเต้นมากที่สุด? มาร่วมลุ้นไปกับเรื่องราวการล้างแค้นสุดเข้มข้นที่อัดแน่นไปด้วยฉากบู๊ระห่ำสุดมัน กับซีรีส์เรื่อง My Name พรีเมียร์วันที่ 15ตุลาคม นี้ เวลา 14:00 น. ที่ Netflix เท่านั้น

Windows 11 พร้อมให้ใช้งานในประเทศไทยแล้ววันนี้

ไมโครซอฟท์ประกาศเปิดตัว Windows 11 ให้เริ่มต้นใช้งานได้อย่างเป็นทางการ  ผ่านการอัปเกรดฟรีสำหรับคอมพิวเตอร์พีซี Windows 10 ที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ และพีซีรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับ Windows 11 ขณะที่พีซียังคงมีบทบาทสำคัญในชีวิตของเรามากกว่าแต่ก่อนอย่างต่อเนื่อง Windows 11 ถูกออกแบบมาพร้อมการคำนึงถึงความปลอดภัยโดยมีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เพื่อช่วยเสริมสร้างศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์

“Windows นับเป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนามาเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม และเปรียบเสมือนเป็นบ้านที่คนจำนวนกว่าพันล้านคนเข้ามาใช้เพื่อทำงาน ทำในสิ่งที่รัก และเชื่อมต่อกับผู้คนที่พวกเขารัก เราได้ปรับปรุงแนวคิดประสบการณ์ของผู้ใช้ใหม่ทั้งหมด ใน Windows 11 เพื่อเปิดโอกาสให้คุณสามารถใกล้ชิดกับสิ่งที่คุณรักได้มากยิ่งขึ้น มอบพลังในการผลิตผลงาน และสร้างแรงบันดาลใจให้คุณสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ Windows 11 จะมอบประสบการณ์ใช้งานที่เรียบง่ายและเปิดกว้าง แต่ยังคงเก็บรักษาทุกสิ่งที่เราใช้งานไว้อย่างปลอดภัย เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำ Windows 11 มาสู่ประเทศไทย” นางชนิกานต์ โปรณานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและปฏิบัติการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

อุปกรณ์ที่ได้รับการติดตั้ง Windows 11 ล่วงหน้า เริ่มวางจำหน่ายแล้วโดยพันธมิตรต่างๆ ที่ เอซุส(ASUS) เอเซอร์ (Acer) เอชพี (HP) เดลล์ (DELL) และ เลอโนโว (Lenovo) และอุปกรณ์ Surfaceของไมโครซอฟท์ โดยจะมีอุปกรณ์เพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ จากพันธมิตรอื่นๆ เช่น เอเซอร์ (Acer) เดลล์ (Sell) และซัมซุง (Samsung) ดังนั้น ผู้สนใจจึงสามารถใช้งาน Windows 11 ได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • ซื้อพีซีใหม่ที่ได้รับการติดตั้ง Windows 11 ล่วงหน้า โดยสามารถหาซื้อได้ที่ตัวแทนจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการในประเทศไทย
  • ซื้อพีซี Windows 10 ที่รองรับการอัปเกรด Windows 11 ฟรี โดยสามารถหาซื้อได้ที่ตัวแทนจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการในประเทศไทย
  • ใช้แอปพลิเคชัน PC Health Check เพื่อตรวจสอบว่าพีซี Windows 10 เครื่องปัจจุบันของคุณ ผ่านเกณฑ์ในการอัปเกรดฟรีหรือไม่

Windows 11 ช่วยให้ผู้ใช้ใกล้ชิดกับสิ่งที่พวกเขารักมากขึ้น

 Windows 11 ช่วยให้ผู้ใช้ใกล้ชิดกับสิ่งที่พวกเขารักมากขึ้น และถูกออกแบบเพื่อสนับสนุนให้ผู้ใช้ให้มีชีวิตที่สะดวกสบายในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ที่บ้าน หรือโรงเรียน

ตั้งแต่เมนู Start และทาสก์บาร์ใหม่ ไปจนถึงเสียง ตัวอักษร และไอคอน ผู้ใช้จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่ล้ำสมัยและสวยงามมากยิ่งขึ้นใน Windows 11 โดยเมนู Start ที่อยู่ตรงกลางจอ จะช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาและแอปพลิเคชันที่พวกเขาสนใจได้อย่างรวดเร็ว และด้วยประสิทธิภาพของคลาวด์และ Microsoft 365 (จำหน่ายแยกต่างหาก) พวกเขาสามารถเปิดดูไฟล์ที่พวกเขาทำงานในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะทำบนเครื่องไหน และแม้ว่าอุปกรณ์ที่ใช้งานก่อนหน้านี้จะใช้ระบบแอนดรอยด์ (Android) หรือไอโอเอส (iOS) ก็ตาม

แชทจาก Microsoft Teams จะมอบประสบการณ์ครั้งใหม่อันยอดเยี่ยมที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้ใกล้ชิดกับผู้คนที่พวกเขาห่วงใยมากขึ้น จากการคลิกง่ายๆ เพียงครั้งเดียว ผู้ใช้ก็สามารถเชื่อมต่อผ่านแชท การโทรด้วยเสียง หรือการโทรด้วยวิดีโอคอลได้ทันทีด้วยการติดต่อแบบส่วนตัวโดยไม่จำกัดอุปกรณ์หรือแพลตฟอร์ม ทั้ง Windows แอนดรอยด์ หรือไอโอเอส นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาให้ความสนใจได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยวิทเจ็ท (Widgets) ซึ่งเป็นหน้าฟีดที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคลขับเคลื่อนโดย AI

นอกจากนี้ Microsoft Store ใหม่ยังช่วยให้ผู้ใช้ใกล้ชิดกับแอปพลิเคชันโปรดและความบันเทิงแบบจุใจในที่เดียว โดย Store จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาและค้นพบเนื้อหาใหม่ๆ ได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ด้วยเรื่องราวและคอลเลคชันที่ได้รับการคัดเลือก โดยมีแอปพลิเคชันใหม่พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ใน Store จากพันธมิตรต่างๆ เช่น Zoom, Canva, Epic Games Store และอื่นๆ อีกมากมาย

เสริมศักยภาพการทำงาน พร้อมจุดประกายแนวคิดสร้างสรรค์ผ่านประสบการณ์ใหม่ๆ

Windows 11 มาพร้อมกับประสบการณ์อันทรงพลังใหม่ๆ ไม่ว่าคุณกำลังทำโครงงานของโรงเรียน ทำงานร่วมกับทีมเพื่อนำเสนองาน สร้างแอปพลิเคชันใหม่ หรือกำลังสร้างไอเดียใหม่สุดเจ๋ง ฟีเจอร์ต่างๆ ของ Windows 11 เช่น Snap Layouts และ Groups มอบวิธีการที่ทรงพลังยิ่งกว่าในการทำงานอย่างหลากหลายในเวลาเดียวกัน และปรับการใช้พื้นที่หน้าจอให้เหมาะสมเพื่อความสบายตา นอกจากนี้ฟีเจอร์ใน เดสก์ท็อป ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่าแต่ละเดสก์ท็อปให้จะแสดงชุดแอปพลิเคชันที่แตกต่างกันออกไป ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดระเบียบและโฟกัสได้ดียิ่งขึ้น

Windows 11 ได้รับการออกแบบมาให้ผู้ใช้ทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ ด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกที่คุ้นเคยกัน เช่น Narrator, Magnifier, Closed Captions และ Windows Speech Recognition เพื่อสนับสนุนผู้ใช้ที่เป็นผู้พิการในทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังปรับปรุงประสบการณ์พิมพ์ด้วยหน้าจอสัมผัสและเสียงใน Windows 11 อีกด้วย

ผู้ใช้จะได้เห็นพื้นที่ระหว่างไอคอนในทาสก์บาร์มากขึ้น ด้วยการเพิ่มขนาดปุ่มกดให้ใหญ่ขึ้น พร้อมการแสดงผลที่ปรับแต่งให้มองเห็นจุดสำหรับปรับขนาดและย้ายหน้าต่างแอปได้ง่ายขึ้น รวมถึงสั่งงานได้ด้วยระบบสัมผัส นอกจากนี้ Windows 11 ยังมาพร้อมระบบการสั่นเพื่อช่วยให้การใช้ปากกามีความสมจริงมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ใช้ได้ยินและรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนในขณะที่ใช้ปากกาแก้ไขงานหรือสเก็ตช์ภาพ โดยSurface Slim Pen 2 (จำหน่ายแยกต่างหาก) เป็นตัวอย่างของปากกาที่มีระบบสั่นในตัวนี้

สำหรับนักพัฒนา Windows 11 จะมาพร้อมแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น พร้อมเครื่องมือต่างๆ มากมาย เฟรมเวิร์ค และรองรับภาษาต่างๆ ที่พวกเขารู้จัก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้พัฒนาแอปชั้นยอด โดย Windows 11 พร้อมที่จะต้อนรับแอปพลิเคชันทุกรูปแบบ และไมโครซอฟท์จะยังคงทำงานร่วมกับนักพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ Windows เป็นแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์ที่สุด

Windows 11 สร้างขึ้นมาเพื่อเกมที่คุณรัก

Windows 11 ถูกสร้างมาเพื่อการเล่นเกมให้เหนือชั้นยิ่งกว่า ด้วยคุณสมบัติใหม่ที่เป็นนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมบนพีซีของผู้ใช้ หากพีซีมีจอแสดงผลที่รองรับ HDR ฟีเจอร์ Auto HDR จะอัปเกรดเกมที่ใช้ DirectX 11 และ DirectX 12 มากกว่า 1,000 เกมให้แสดงผลแบบ HDR ซึ่งมอบสีสันและความสว่างที่สดใสกว่าภาพแบบเดิม ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์เชื่อว่าตัวเลือกในการเล่นเกมของผู้เล่นมีความสำคัญ ดังนั้น Windows 11 จึงให้ผู้ใช้เลือกเปิดหรือปิด Auto HDR ได้ในแต่ละเกม

Windows 11 รองรับ DirectStorage ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่เปิดตัวครั้งแรกบนคอนโซลรุ่นใหม่อย่าง Xbox Series X และ Xbox Series S เมื่อใช้งานคู่กับไดรฟ์ SSD แบบ NVMe และชิปประมวลผลกราฟฟิกที่รองรับ DirectX 12 แล้ว เกมที่ใช้ฟีเจอร์ DirectStorage จะทำให้ตัวเครื่องสามารถโหลดเอาไฟล์เกมเข้าแรมบนการ์ดจอได้อย่างรวดเร็วโดยตรง และไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ๆ แถมเรนเดอร์ฉากให้มีความละเอียดกราฟิกที่สูงขึ้น เพิ่มความอภิรมย์ในโลกของการเล่นเกมมากกว่าที่เคย

ปรับตัวเข้าสู่รูปแบบการทำงานแบบไฮบริดและห้องเรียนแห่งอนาคต

ไมโครซอฟท์เชื่ออีกว่า Windows 11 เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับการทำงานและการเรียนรู้แบบไฮบริดที่ลงตัว ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานที่มั่นใจได้ของ Windows 10 ที่คุ้นเคยกัน จึงช่วยให้ฝ่ายไอทีบริหารจัดการได้ง่าย โดยองค์กรต่างๆ สามารถเริ่มเปลี่ยนไปใช้ Windows 11 บนพีซีที่ทรงพลัง หรือเลือกใช้งานผ่านระบบคลาวด์ได้ด้วย Windows 365 หรือ Azure Virtual Desktop ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

จาก ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรมากมาย ทั้ง Acer, AMD, ASUS, Dell, HP, Intel, Lenovo, Qualcomm, Samsung และ  Surface Windows 11 จะพร้อมใช้งานบนอุปกรณ์หลากรุ่น หลายรูปแบบ และชิปประมวลผลมากมาย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ๆ ใน Windows 11 สามารถค้นหาได้ที่นี่ และเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการการอัปเกรด Windows 11 ได้ที่นี่

Surface Go 3 พร้อมวางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย

ไมโครซอฟท์เปิดตัวผลิตภัณฑ์ตระกูล Surface ใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อม Windows 11

ที่สุดแห่งความทรงพลังและสะดวกในการพกพาสำหรับทุกคน

ไมโครซอฟท์ประกาศวางจำหน่าย Surface Go 3 ในประเทศไทย วันที่ 5 ตุลาคม 2564 ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายสำหรับสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ Banana, JIB, DKAN, IT City, Power Buy และ Shopee Microsoft Authorized Store และลูกค้าภาคธุรกิจที่ CipherMed และ ADD In Business

 

Surface Go 3 มาพร้อมที่สุดแห่งการพกพา สำหรับผู้ใช้งานที่มองหาการเชื่อมต่อ การทำงานร่วมกันและความบันเทิงที่สามารถพกพาไปได้ทุกที่ ราคาเริ่มต้นที่ 14,999 บาท ยังคงความเบาบางกับน้ำหนัก 544 กรัม หน้าจอสัมผัส PixelSense ขนาดใหญ่ 10.5 นิ้ว มาพร้อมกล้องที่ให้ความละเอียดคมชัดระดับ 1080p และมีไมโครโฟนสำหรับสตูดิโอคู่ที่ดีที่สุด ลำโพงสเตอริโอ และรองรับระบบเสียง Dolby มอบความสมบูณ์แบบในการเชื่อมต่อ โดยรุ่น LTE จะวางจำหน่ายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

“เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ Surface Go 3 พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทย เพื่อขยายไลน์อัพดีไวซ์ในตระกูล Surface สำหรับ Windows 11 ให้ครบครันมากยิ่งขึ้น ดีไวซ์รุ่นใหม่ๆ ของ Windows เข้ามาช่วยปลดล็อคนวัตกรรมอันล้ำสมัยให้กับฮาร์ดแวร์สำหรับอนาคต ในทศวรรษที่ผ่านมา Surface นับเป็นดีไวซ์แถวหน้า ที่มาพร้อมความท้าทายในการฉีกกฎจากรูปแบบเดิม ริเริ่มประสบการณ์ใหม่ และสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ของดีไวซ์ เราเชื่อว่าด้วยความสามารถการพกพานี้ Surface Go 3 จะช่วยให้ผู้คนจำนวนมากทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น และรังสรรค์งานในทุกรูปแบบได้ทุกที่ ทุกเวลาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโลกใบนี้” นางชนิกานต์ โปรณานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและปฏิบัติการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าว

Surface Go 3 คือ Surface แบบทูอินวัน เหมาะสำหรับการพกพาที่สมบูรณ์แบบที่สุด เหมาะสำหรับทั้งการทำงาน การเรียน และความบันเทิง และถูกดีไซน์มาให้ใช้งานกับคุณสมบัติเด่นมากมายของ Windows 11 ได้อย่างลงตัว แรงกว่าเดิมถึง 60% ด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Core i3 ที่มาพร้อม LTE Advanced2 และแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานตลอดวัน1 อีกทั้งมีระบบความปลอดภัยของไมโครซอฟท์ติดตั้งมาในตัว เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแท็บเล็ตกับแล็ปท็อปให้เอนกประสงค์ยิ่งกว่าที่เคยด้วยอุปกรณ์ดิจิทัลอย่าง Surface Pen และระบบสัมผัส

ผลิตภัณฑ์ในตระกูล Surface ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งมอบประสบการณ์ของผู้ใช้งานไมโครซอฟท์ โดยทุกอุปกรณ์พร้อมมอบประสบการณ์ในการพิมพ์อันน่าทึ่ง วัสดุเกรดพรีเมียม การวางกล้องในตำแหน่งที่ถูกต้อง และมีอัตราส่วนภาพกว้างยาว 3:2 เพื่อการปรับมุมมองของเอกสารได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ Surface Go 3 ใหม่ และอุปกรณ์เสริมยังพร้อมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานได้ว่าจะสามารถใช้Microsoft 365, Teams, Edge และอื่นๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพ และด้วย Windows 11 จะทำให้ Surface Go 3 ปลดล็อกประโยชน์และความสามารถที่แท้จริงที่สร้างขึ้นผ่านการออกแบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์โดยคำนึงถึงประสบการณ์การใช้งานมาอย่างดีแล้วอีกด้วย

ไมโครซอฟท์ยังมีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ประสบการณ์อันไร้รอยต่อพร้อมความปลอดภัยให้ผู้ใช้งานอยู่เสมอ กับการประกาศวิธีการเข้าใช้งานอุปกรณ์แบบไม่ต้องใช้พาสเวิร์ดล่าสุด ที่สามารถใช้งานได้แล้วในแอปพลิเคชัน Microsoft Authenticatorนับเป็นอีกก้าวสำคัญสำหรับเป้าหมายของไมโครซอฟท์ให้ใช้งานอุปกรณ์แบบไม่ต้องใช้พาสเวิร์ด ที่จะทำให้ผู้ใช้ เข้าใช้งานอุปกรณ์ได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บล็อค เพื่อเรียนรู้วิธีการยกเลิกการใช้พาสเวิร์ดในบัญชีไมโครซอฟท์

Microsoft Ocean Plastic Mouse

เม้าส์ Microsoft Ocean Plastic นับเป็นก้าวเล็กๆ สู่ก้าวที่ยิ่งใหญ่กว่าในเส้นทางสู่ความยั่งยืนของไมโครซอฟท์ ด้วยความร่วมมือกับ SABIC (Saudi Basic Industry Corporation) ไมโครซอฟท์ได้พัฒนาวัสดุเรซินคุณภาพสูง โดยนำพลาสติกที่รีไซเคิลมาจากขยะที่เก็บได้จากในมหาสมุทร หรือลอยมาเกยฝั่งริมทะเลและแม่น้ำต่างๆ มาใช้เป็นส่วนผสมถึง 20% เม้าส์ Ocean Plastic ที่ทำจากเรซิน เป็นอุปกรณ์เสริมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้งานง่าย ที่นับเป็นก้าวเล็กๆ ในการช่วยลดขยะ และยังมอบประสบการณ์การใช้อุปกรณ์เสริมอันทรงพลังให้ผู้ใช้งาน วางจำหน่ายแล้ววันนี้ราคา780 บาท

Surface Go 3 พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยวันที่ 5 ตุลาคม 2564 ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ Banana, JIB, DKAN, IT City, Power Buy และ Shopee Microsoft Authorized Store และลูกค้าภาคธุรกิจที่CipherMed และ ADD In Business

โดยจะมีจำหน่ายในประเทศไทยตามรายละเอียดดังนี้:

Surface Go 3 ทุกรุ่นสีแพลทตินัม

Intel® Pentium® Gold, 4GB RAM, 64GB eMMC WiFi ราคา 14,999 บาท

Intel® Pentium® Gold, 8GB RAM, 128GB SSD WiFi ราคา 20,499 บาท

10th Gen Intel® Core i3, 8GB RAM, 128 SSD WiFi ราคา 22,499 บาท

Microsoft Ocean Plastic Mouse ราคา 780 บาท

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุปกรณ์ Surface รุ่นล่าสุดได้ที่นี่

ทาบูล่าได้รับการรับรองความปลอดภัยจาก TAG สำหรับการกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวด เพื่อปกป้องความเสี่ยงของผู้ลงโฆษณา

ทาบูล่า (Nasdaq:TBLA) ผู้นำระดับโลกที่ให้บริการระบบแนะนำสิ่งน่าสนใจของเว็บไซต์ต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต และช่วยให้ผู้อ่านค้นพบสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาอาจชื่นชอบ ประกาศว่าบริษัทได้รับรางวัล TAG Brand Safety Certified Seal ซึ่งเป็นการรับรองให้เป็นแบรนด์ที่มีความปลอดภัยจาก Trustworthy Accountability Group (TAG) องค์กรตรวจสอบความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในอุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัล

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักการตลาดคือความปลอดภัยของแบรนด์ เนื่องจากแบรนด์ต่างๆ ให้ความสำคัญและต้องการให้โฆษณาของตนทำงานควบคู่ไปกับเนื้อหาที่มีความน่าเชื่อถือ โดยการรับรองความปลอดภัยของ TAG ถือเป็นโครงการที่ใหญ่และกว้างขวางที่สุดของภาคอุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัล แสดงให้ผู้โฆษณาเห็นว่าพันธมิตรของพวกเขาได้ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของแบรนด์ เพื่อให้พวกเขาสามารถซื้อพื้นที่โฆษณาได้อย่างมั่นใจ ดังนั้น การรับรองนี้จึงทำให้นักการตลาดมากกว่า 13,000 คน มีความไว้วางใจและสบายใจที่จะเลือกทาบูล่าในการเข้าถึงผู้ใช้งานจำนวน 500 ล้านคนต่อวัน

หลังจากได้รับการยืนยันสถานะจาก TAG ในปี 2560 ทาบูล่าได้บรรลุข้อกำหนดทั้งหมดของการรับรองล่าสุด กว่าจะมาถึงจุดนี้ ทาบูล่าจำเป็นต้องพิสูจน์ความปลอดภัยสำหรับแบรนด์ผ่านมาตรการอันหลากหลาย ดังต่อไปนี้:

  • นโยบายที่แข็งแกร่ง: ตรวจสอบให้มั่นใจว่างานโฆษณาดิจิทัลทั้งหมดเป็นไปตามเกณฑ์ นโยบาย และขั้นตอนการรับรองความปลอดภัยของ TAG
  • ความโปร่งใสในการกลั่นกรอง คัดกรองเนื้อหา: สร้างความโปร่งใสระหว่างปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence) และนโยบายการควบคุมเนื้อหาของมนุษย์
  • การตรวจสอบอย่างละเอียด: การตรวจสอบให้แน่ใจว่าธุรกรรมที่สร้างรายได้100% จะต้องมีการตรวจสอบโดยผู้ให้บริการตรวจสอบเนื้อหาอย่างน้อยหนึ่งรายหรือมากกว่า หรือต้องแสดงข้อมูลรายการรวมและรายการยกเว้นสำหรับข้อตกลงเฉพาะ
  • ความมุ่นมั่นระยะยาว: การกำหนดนโยบายตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่สามารถใช้ในการติดตามและแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามหลักการด้านความปลอดภัยของแบรนด์ที่บังคับใช้แต่ละข้อ

ความสำเร็จนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของทาบูล่าในการพัฒนาด้านความปลอดภัยต่อแบรนด์ โดยเร็วๆ นี้บริษัทได้ประกาศความร่วมมือกับผู้นำด้านความปลอดภัยและความเหมาะสมของแบรนด์ซึ่งรวมถึง IAS และ MOAT

นายไมค์ ซาเนียส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TAG กล่าวว่า “การได้รับการรับรองความปลอดภัยจาก TAG แสดงให้เห็นถึงการกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดเพื่อปกป้องพันธมิตรของเราจากภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้น เราจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ยกย่องทาบูล่าสำหรับการปฏิบัติตามขั้นตอนที่สำคัญและจำเป็นเพื่อให้ได้มาซึ่งการรับรองด้านความปลอดภัย และเพื่อเป็นการปกป้องแบรนด์จากภัยคุกคาม เราตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกับทาบูล่าและพันธมิตรทั่วโลกต่อไปเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมของเราในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยต่อแบรนด์”

นายอดัม ซิงโกลด้า ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารทาบูล่า กล่าวว่า “TAG มีความมุ่งมั่นอย่างมากในการเสริมสร้างความสมบูรณ์แบบของอีโคซิสเทมการโฆษณาดิจิทัล ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ตรงกันกับทาบูล่า พวกเขาเป็นหน่วยงานด้านความปลอดภัยและความเหมาะสมของแบรนด์ที่มีมาอย่างยาวนาน และพวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพความทุ่มเทในการช่วยเหลือผู้โฆษณาอย่างชัดเจนด้วยโครงการการรับรองความปลอดภัย สำหรับทาบูล่า ด้วยการรับรองนี้ผู้โฆษณาสามารถวางใจได้ว่าแบรนด์ของพวกเขาจะปลอดภัย เมื่ออยู่กับทาบูล่า”

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.taboola.com  และติดตาม Twitter ที่ @taboola