KingstonเปิดตัวSSD รุ่นใหม่ KC3000 PCIe 4.0 NVMe และหน่วยความจำ ValueRAM DDR5

Kingston Technology ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์หน่วยความจำและโซลูชันเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศเปิดตัวโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ KC3000 PCIe 4.0 NVMe M.2 SSD สำหรับการใช้งานบนเดสก์ทอปและแล็ปท็อป พีซี พร้อม Kingston ValueRAM (KVR) DDR5 เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้ตามที่ต้องการ

ด้วยชุดควบคุม Gen 4×4 NVMe ใหม่ล่าสุด ทำให้ KC3000 สามารถมอบความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูลที่มากถึง 7,0000/7,000MB/s1 และมาพร้อมความจุสูงสุดถึง 4096GBเพื่อการจัดเก็บข้อมูลได้ตามความต้องการ ซึ่งสามารถรองรับงานที่ต้องใช้ทรัพยากรสูง และให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเมื่อใช้งานซอฟต์แวร์ประยุกต์ต่างๆ เช่น การเรนเดอร์ข้อมูล 3 มิติ และการสร้างคอนเทนต์ระดับ 4K+ ผ่านการอัพเกรดระบบจัดเก็บข้อมูล โดย KC3000 ใช้เทคโนโลยี 3D TLC NAND ความหนาแน่นสูง ซึ่งอยู่ในมาตรฐานอุตสาหกรรมฟอร์มแฟคเตอร์  M.2 2280 เพื่อการจัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้น และช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับประโยชน์จากความเร็ว PCIe 4.0 อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ KC3000 ยังผสานประสิทธิภาพเข้ากับความทนทาน ด้วยการเสริมแผ่นกระจายความร้อนกราฟีนอะลูมิเนียมแนวต่ำ เพื่อให้การกระจายความร้อนมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ไดรฟ์มีความเย็นระหว่างการใช้งานที่หนักหน่วง

Kingston กล่าวว่า “จากการเพิ่มขึ้นของแอปพลิเคชันที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ส่งผลให้ผู้บริโภคมองหาโซลูชันที่มีประสิทธิภาพและความจุสูง โดยการใช้เทคโนโลยี PCIe 4.0 เจนเนอเรชั่นล่าสุดกับ KC3000 ทำให้เราสามารถส่งมอบอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่รวดเร็วและมีเสถียรภาพ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของผู้ใช้งานในเวลานี้ได้ และเรายังรู้สึกยินดีที่ได้แนะนำหน่วยความจำ ValueRAM DDR5 เพื่อขยายข้อเสนอสำหรับผลิตภัณฑ์ Kingston DDR5 ให้มากขึ้น ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงในราคาที่เอื้อมถึง”

สำหรับโมดูลหน่วยความจำ ValueRAM DDR5 ของ Kingston ได้ถูกออกแบบและทดสอบภายใต้มาตรฐานอุตสาหกรรม JEDEC โดยมีระบบจัดการพลังงานในโมดูลหน่วยความจำติดตั้งสำเร็จในแผงวงจร (PMIC)ซึ่งสามารถช่วยควบคุมพลังงานที่ต้องการจากส่วนประกอบต่างๆ ของโมดูลหน่วยความจำ และช่วยให้กระจายพลังงานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมปรับปรุงความสมบูรณ์ของสัญญาณ รวมทั้งลดเสียงรบกวน ดังนั้น Kingston ValueRAM DDR5 ที่มีความน่าเชื่อถือและอยู่ในราคาที่เอื้อมถึงได้ จึงเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับการอัพเกรดประสิทธิภาพ DDR5 อย่างไม่ต้องสงสัย 

โดย Kingston DDR5 ValueRAM มีวางจำหน่ายในชุดแถวเดียวความจุ 16GB และชุด 2 แถวที่ความเร็ว4800MHz พร้อมรับประกันตลอดอายุการใช้งาน และบริการทางเทคนิคฟรี ทั้งนี้สำหรับ KC3000 มีวางจำหน่ายที่ความจุ 512GB, 1024GB, 2048GB และ 4096GBและรับประกันแบบจำกัดเงื่อนไข 5 ปีพร้อมบริการทางเทคนิคฟรี 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชม kingston.com

KC3000 PCIe 4.0 NVMe M.2 SSD
หมายเลขชิ้นส่วนความจุ
SKC3000S/512G512GB KC3000
SKC3000S/1024G1024GB KC3000
SKC3000D/2048G2048GB KC3000
SKC3000D/4096G4096GB KC3000

คุณสมบัติและรายละเอียดทางเทคนิคของ KC3000 PCIe 4.0 NVMe M.2 SSD

  • เทคโนโลยี PCIe 4.0 NVMe: ควบคุมการทำงานของแอปพลิเคชันที่ใช้ทรัพยากรสูงกับความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูลที่มากถึง 7,000/7,000MB/s1
  • จัดเก็บข้อมูลได้มากกว่า: อัพเกรดและจัดการอุปกรณ์บันทึกข้อมูลด้วยความจุมากถึง 4096GB2
  • ความยืดหยุ่นที่มากกว่าฟอร์มแฟคเตอร์ M.2 ขนาดกะทัดรัดสามารถติดตั้งกับเครื่องขนาดเล็ก (SFF) ได้ง่าย รวมทั้ง PC เดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊ก
  • ชุดกระจายความร้อนกราฟีนอะลูมิเนียมแนวต่ำระบบกระจายความร้อนที่โดดเด่นช่วยให้ไดรฟ์ไม่เกิดความร้อนและทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ฟอร์มแฟคเตอร์M.2 2280
  • อินเทอร์เฟซPCIe 4.0 NVMe
  • ความจุ2: 512GB, 1024GB, 2048GB, 4096GB
  • ชุดควบคุมPhison E18
  • NAND: 3D TLC
  • อ่าน/เขียนตามลำดับ1:        
    • 512GB – 7,000/3,900MB/s
    • 1024GB – 7,000/6,000MB/s
    • 2048GB – 7,000/7,000MB/s
    • 4096GB – 7,000/7,000MB/s
  • อ่าน/เขียน 4K แบบสุ่ม1:
    • 512GB – up to 450,000/900,000 IOPS
    • 1024GB – up to 900,000/1,000,000 IOPS
    • 2048GB – up to 1,000,000/1,000,000 IOPS
    • 4096GB – up to 1,000,000/1,000,000 IOPS
  • จำนวนไบต์ทั้งหมดสำหรับเขียนข้อมูล (TBW)3:
    • 512GB – 400TBW
    • 1024GB – 800TBW
    • 2048GB – 1.6PBW
    • 4096GB – 3.2PBW
  • อัตราสิ้นเปลืองพลังงาน:
    • 512GB – 5mW Idle / 0.34mW Avg / 2.7W (MAX) Read / 4.1W (MAX) Write
    • 1024GB – 5mW Idle / 0.33mW Avg / 2.8W (MAX) Read / 6.3W (MAX) Write
    • 2048GB – 5mW Idle / 0.36mW Avg / 2.8W (MAX) Read / 9.9W (MAX) Write
    • 4096GB – 5mW Idle / 0.36mW Avg / 2.7W (MAX) Read / 10.2W (MAX) Write
  • อุณหภูมิการจัดเก็บ-40°C~85°C
  • อุณหภูมิการทำงาน: 0°C~70°C
  • ขนาด:
    • 512GB-1024GB – 80mm x 22mm x 2.21mm
    • 2048GB-4096GB – 80mm x 22mm x 3.5mm
  • น้ำหนัก:
    • 512GB-1024GB – 7g
    • 2048GB-4096GB – 9.7g
  • แรงสั่นสะเทือนขณะทำงาน: สูงสุด 2.17G (7-800Hz)
  • แรงสั่นสะเทือนขณะไม่ทำงาน: สูงสุด 20G (20-1000Hz)
  • MTBF: 1,800,000 hours
  • การรับประกัน/บริการ4รับประกันแบบจำกัดเงื่อนไข 5 ปีพร้อมบริการทางเทคนิคฟรี

ผลิตภัณฑ์ SSD รุ่นนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับใช้ในเครื่องเดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊ก ไม่เหมาะกับเซิร์ฟเวอร์

1พิจารณาจาก “ประสิทธิภาพตั้งแต่แกะกล่อง” โดยใช้เมนบอร์ด PCIe 4.0 ความเร็วอาจแตกต่างกันไปเนื่องจากฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์และการใช้งาน

ความจุที่แจ้งบางส่วนสำหรับไดร์ฟแฟลชใช้อ้างอิงสำหรับการฟอร์แมตหรือฟังก์ชั่นอื่นๆ ไม่ใช่ความจุสำหรับใช้จัดเก็บข้อมูล ด้วยเหตุนี้ความจุที่แท้จริงในการเก็บข้อมูลอาจต่ำกว่าที่ระบุไว้บนตัวผลิตภัณฑ์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากคู่มือหน่วยความจำแฟลชของ Kingston ที่ kingston.com/flashguide.

3 จำนวนไบต์ที่เขียนทั้งหมด (TBW) ได้มาจากเกณฑ์ของ JEDEC Client Workload (JESD219A)

4การรับประกันแบบจำกัดเงื่อนไขครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือ “เปอร์เซ็นต์การใช้งานจริง (Percentage Used)” ของ SSD ตรวจสอบได้จาก Kingston SSD Manager (kingston.com/ssdmanager) สำหรับ NVMe SSD ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้จะแสดงค่า Percentage Used เป็น 0 ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่ครบอายุการรับประกันจะแสดง Percentage Used มากกว่าหรือเท่ากับหนึ่งร้อย (100) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก kingston.com/wa.

คุณสมบัติและรายละเอียดทางเทคนิคของ Kingston DDR5 ValueRAM

  • ความจุ:
    • แถวเดี่ยว – 16GB
    • ชุดสองแถว – 32GB
  • ความถี่: 4800MHz
  • ค่าหน่วงเวลา: CL40
  • แรงดันไฟฟ้า: 1.1V
  • อุณหภูมิการทำงาน0°C-85°C
  • อุณหภูมิการจัดเก็บ: –55°C-100°C

สามารถติดตาม Kingston ได้ที่: 

Facebook: https://www.facebook.com/kingstonthailand/

YouTube: https://www.youtube.com/user/KingstonTechnologyTH

หัวเว่ยเผยแฟชั่นเซ็ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ถ่ายทอด HUAWEI MateBook 14s ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ผ่านคนเจนใหม่อย่างลงตัว

ปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไปแล้วว่าในโลกของเราวันนี้ เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องของคนไอทีเท่านั้น แต่ยังสอดแทรกผสานอยู่ในไลฟ์สไตล์ของเราทุกคน กล่าวได้ว่าแบรนด์ไอทีขยับเข้าหาความมีชีวิตชีวาแบบไลฟ์สไตล์ ส่วนไลฟ์สไตล์ของเราก็ขยับเข้าหาความอัจฉริยะของเทคโนโลยี โดยเฉพาะชีวิตของคนยุคดิจิทัลที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาอยู่เสมอ และขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ อุปกรณ์ที่จะสามารถรองรับไลฟ์สไตล์การทำงานเช่นนี้ได้ก็ต้องครบครันทั้งในแง่ของประสิทธิภาพอันชาญฉลาดและสุนทรียะแห่งดีไซน์

เพื่อตอบรับเทรนด์ดังกล่าวนี้ ล่าสุดหนึ่งในผู้นำวงการไอทีอย่างหัวเว่ยได้จับมือกับVogue Thailand นิตยสารแฟชั่นระดับโลก เผยภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อโปรโมตแล็ปท็อประดับเรือธง HUAWEI MateBook 14s ที่เล็งเจาะกลุ่มผู้ใช้แล็ปท็อปไฮเอนด์ด้วยดีไซน์เรียบหรู เป็นอุปกรณ์ไอทีที่สามารถเบลนด์อินไปกับภาพถ่ายไฮแฟชั่นได้อย่างลงตัว โดยที่แต่ละองค์ประกอบต่างก็เติมเต็มกันและกัน ตัวผลิตภัณฑ์สร้างความโดดเด่นนำสมัยให้กับภาพ ส่วนเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของภาพจาก Vogue Thailand ก็ตอกย้ำสุนทรียะแห่งความมีสไตล์ของแล็ปท็อป กลายเป็นแฟชั่นเซ็ตที่สะกดทุกสายตา

แฟชั่นเซ็ตของ Vogue Thailand ถูกถ่ายทอดผ่านคอนเซ็ปต์ NEW WAY TO WORKบอกเล่าวิถีการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ของคู่กายที่บ่งบอกอัตลักษณ์และไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว เน้นย้ำความทันสมัย ความสดใหม่ และความดูดีที่ถ่ายทอดออกมาผ่าน Mood & Tone ของภาพ โดยสะท้อนเรื่องราวว่า HUAWEI MateBook 14s นั้นสามารถใช้งานตอบโจทย์หลากหลายสายอาชีพได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะคนบันเทิงอย่างสายการแสดงที่ต้องอ่านบทและจัดการงานอื่นๆ ไปพร้อมกัน หน้าจอ 2.5K HUAWEI FullView Display ทำให้ใช้งานพื้นที่จออ่านบทได้เต็มตามากขึ้น ชิปเซ็ตที่เร็วและแรงอย่าง 11th Gen Intel® Core™ H-Series ก็รองรับการทำงานหลายโปรแกรมพร้อมๆ กันได้ดี หรือจะเป็นการใช้สีสันที่สวยสะดุดตาอย่างสีเขียวSpruce Green[1] หรือการออกแบบด้วยดีไซน์เฉพาะตัวและน้ำหนักเบา ซึ่งตอบโจทย์คนทำงานสายแฟชั่นที่ต้องพกพาแล็ปท็อปติดตัวไปทุกที่

นอกจากนี้ ภาพแฟชั่นเซ็ตของ Vogue Thailand ยังเล่าเรื่องราวของคนทำงานสายคอนเทนต์ที่ต้องมองหน้าจอติดต่อกันเป็นเวลานาน การเลือกใช้แล็ปท็อปที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโลกจาก TÜV Rheinland ว่าช่วยปกป้องดวงตาด้วยการลดแสงสีฟ้าและการกะพริบของหน้าจอ ก็ถือว่าตอบได้ตรงโจทย์ หรือแม้แต่คนทำงานเพลงที่ต้องอัดเสียงเครื่องดนตรีเยอะๆ และต้องเช็ครายละเอียดเพลงให้ออกมาดีที่สุด การได้แล็ปท็อปที่มีเทคโนโลยีด้านเสียงโดยเฉพาะอย่าง HUAWEI Sound ที่ใส่มาใน HUAWEI MateBook 14s พร้อมลำโพง 4 ตัวและไมโครโฟนอีก 4 ตัวก็คือว่าเป็นผู้ช่วยมอบพลังด้านเสียงได้เป็นอย่างดี ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ HUAWEI MateBook 14s นับเป็นแล็ปท็อปที่มีฟังก์ชันการใช้งานครอบคลุม 360°  ครบจบในเครื่องเดียว ยกระดับความสมาร์ทให้ชีวิตง่ายขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเพื่อการงานหรือความบันเทิง

HUAWEI MateBook 14s มาพร้อมหน้าจอทัชสกรีน HUAWEI FullView Display2.5K อัปเกรดความลื่นไหลของภาพด้วย ด้วยระบบสัมผัส Multi-touch 10 จุด อัตรารีเฟรชหน้าจอถึง 90Hz ผสานกับประสิทธิภาพจากขุมพลังแพลตฟอร์ม 11th Gen Intel® H-Series และเป็นแล็ปท็อปตัวแรกของหัวเว่ยที่ได้รับ Intel® Evo™ Platform Certification รับรองมาตรฐานการออกแบบเทคโนโลยีมาอย่างลงตัว มอบความทรงพลัง กราฟฟิกละเอียด สามารถเชื่อมต่อและถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วไร้สะดุด พร้อมเทคโนโลยีเสียงใหม่ HUAWEI Sound โดยเพิ่งเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2564 ในราคาเริ่มต้นที่ 40,990 บาท พิเศษสำหรับโปรโมชันพรีออเดอร์ รับฟรี! หูฟังไร้สายระดับโปรฯ HUAWEI FreeBuds Pro มูลค่า 5,499 บาท และMicrosoft 365 ฟรี 1 ปี มูลค่ารวม 7,289 บาท เมื่อสั่งซื้อสินค้าตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม2564 ถึง 12 พฤศจิกายน 2564 ทางเว็บไซต์ HUAWEI Store ร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบนแฟลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เช่น ShopeeLazada และ JD Central รวมถึงหน้าร้าน HUAWEI Experience Store และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ และมาพร้อมบริการรับประกันบำรุงรักษาตัวเครื่องฟรี ภายใน 2 ปีนับจากวันที่ซื้อสินค้า พร้อมให้บริการรับส่งซ่อมเครื่องถึงบ้าน รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

หัวเว่ยเรียกร้องให้อุตสาหกรรมICTทำงานร่วมกันสู่การพัฒนาก้าวใหม่ของ5G

การประชุมระดับโลก Global Mobile Broadband Forum (MBBF 2021) ประจำปีของหัวเว่ย ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 ได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยคุณเคน หู ประธานกรรมการบริหาร แบบหมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ยได้ร่วมกล่าวถึงสถานการณ์การพัฒนาเทคโนโลยี 5G ในปัจจุบันรวมถึงโอกาสใหม่ๆ จากนี้ไปว่า “ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีของการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้งานในเชิงพาณิชย์ เทคโนโลยีนี้ได้ยกระดับประสบการณ์การใช้งานโทรศัพท์มือถือของผู้บริโภคขึ้นมาก และยังได้มอบพลังใหม่ๆ ให้กับหลากหลายภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกอีกด้วย ความก้าวหน้านี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่เราคาดการณ์เอาไว้ โดยเฉพาะในด้านจำนวนผู้ใช้งาน ความครอบคลุมของสัญญาณ และจำนวนเสาส่งสัญญาณ 5G ในตลาด”

คุณเคน หู กล่าวถึงการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ในงาน MBBF 2021

คุณเคน หู ยังได้กล่าวถึงโอกาสใหม่ๆ ที่มาใน 3 รูปแบบซึ่งจะขับเคลื่อนการเติบโตของ 5G ในก้าวต่อไป ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีการบริการของ XR การเติบโตของตลาดอุตสาหกรรม (B2B) และความคืบหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ภาพรวมของการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ทั่วโลกในปัจจุบัน

ปัจจุบันมีเครือข่าย 5G เชิงพาณิชย์จำนวน 176 เครือข่ายทั่วโลก ให้บริการแก่ลูกค้ามากกว่า 500 ล้านคน ความเร็วในการดาวน์โหลดเพื่อการใช้งานของผู้บริโภคโดยเฉลี่ยจะเร็วกว่า 4G ประมาณ 10 เท่าตัว ทำให้ผู้ใช้งานเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น VR หรือการสตรีมคอนเทนต์แบบ 360 องศาได้ ในด้านอุตสาหกรรมนั้น ปัจจุบันมีโครงการที่กำลังศึกษาเพื่อที่จะนำแอปพลิเคชัน 5G ไปใช้ในตลาด B2B หรือ 5GtoB10,000 โครงการทั่วโลก นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยี 5G ในภาคอุตสาหกรรม เช่น ภาคการผลิต เหมืองแร่ หรือท่าเรือต่างๆ ได้ผ่านขั้นตอนการทดลองไปแล้ว และกำลังเพิ่มอัตราการใช้งานเทคโนโลยีรูปแบบนี้ในวงกว้าง

แม้ว่าเทคโนโลยีกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง คุณเคน หู กล่าวว่ายังคงมีบางด้านที่ต้องพัฒนา “ในปัจจุบัน กว่าครึ่งของโครงการ 5GtoB นั้นอยู่ในประเทศจีน เรามีกรณีศึกษามากมายแล้ว แต่เรายังจำเป็นต้องเดินหน้าสร้างธุรกิจในรูปแบบที่ยั่งยืนมากขึ้น”

เขาได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่จะส่งผลต่ออุตสาหกรรม ICT ในระยะยาว รวมถึงการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอันเป็นผลจากโรคระบาดโควิด-19 การที่ AI จะกลายมาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกองค์กร และทุกคนบนโลกกำลังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศกันมากขึ้น เทรนด์เหล่านี้ได้มอบโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่มาพร้อมกับความท้าทายด้วย อย่างไรก็ตาม เรายังมีแนวทางที่จะเตรียมความพร้อมเพื่อการรับมือได้

แนวทางแรกคือ อุตสาหกรรมจำเป็นต้องแน่ใจว่าเครือข่าย อุปกรณ์ต่างๆ และคอนเทนต์ที่มีนั้น พร้อมรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Extended Reality (XR)การมอบประสบการณ์การใช้งาน XR จากคลาวด์แบบไม่สะดุดได้นั้น เครือข่ายจะต้องมอบความเร็วในการดาวน์โหลดที่สูงกว่า 4.6 กิกะบิตต่อวินาที และมีค่าความหน่วงน้อยกว่า 10  มิลลิวินาที ในปีที่ผ่านมา หัวเว่ยได้ประกาศเป้าหมายสำหรับ 5.5G แล้วและเชื่อว่าทุกฝ่ายจะช่วยหาทางรับมือกับความท้าทายเรื่องนี้

ในด้านอุปกรณ์นั้น การลดอุปสรรคในการเข้าถึงอุปกรณ์เฮดเซ็ตเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของเทคโนโลยีเวอร์ชวลเรียลลิตี (VR) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักของ Extended Reality อันเป็นส่วนผสมของทั้ง AR, VR และ MR  ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องพัฒนาทั้งด้านอุปกรณ์และคอนเทนต์ ผู้คนต้องการอุปกรณ์ที่เล็กลงและเบาขึ้น รวมถึงเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น และเพื่อเติมเต็มอีโคซิสเต็มของคอนเทนต์ คุณเคน หูได้เรียกร้องให้ภาคอุตสาหกรรมร่วมมอบแพลตฟอร์มคลาวด์ และเครื่องมือต่างๆ ในการช่วยให้การสร้างคอนเทนต์ง่ายขึ้น เพราะรู้กันดีอยู่แล้วว่าการสร้างคอนเทนต์ที่เหมาะสม

แนวทางที่สองคือ ผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมจำเป็นต้องยกระดับโครงข่ายของตนเองและพัฒนาศักยภาพใหม่ๆ เพื่อเตรียมพร้อมให้บริการแบบ 5GtoB โครงข่ายที่มีเสถียรภาพเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการใช้เทคโนโลยี 5G ในภาคอุตสาหกรรม ผู้ให้บริการจึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ของโครงข่ายอย่างสม่ำเสมอ อาทิ การส่งสัญญาณจากสถานีภาคพื้นไปยังดาวเทียม (uplink) การวางตำแหน่ง (positioning) และเซ็นเซอร์ (sensing) ทั้งนี้ การใช้ในเชิงอุตสาหกรรมนั้นซับซ้อนยิ่งกว่าการใช้งานของผู้บริโภค โดยเฉพาะด้านปฏิบัติการและการบำรุงรักษา(Operation & Maintenance – O&M) ซึ่งนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง และเพื่อช่วยเหลือในเรื่องนี้ หัวเว่ยจึงพัฒนาโครงข่ายแบบอัตโนมัติ (Autonomous Network) ที่ผสานความอัจฉริยะในทุกมิติของเทคโนโลยี 5G นับตั้งแต่การวางแผนและการก่อสร้าง ไปจนถึงการบำรุงรักษาและการปรับใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล กลุ่มผู้ให้บริการจำเป็นต้องมีบทบาทหลายด้านที่แตกต่างกัน นอกจากบริการด้านการเชื่อมต่อแล้ว ผู้ให้บริการยังสามารถเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ประสานระบบและอื่นๆ รวมถึงช่วยพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ที่สำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการใช้งานเทคโนโลยี 5G ให้ครอบคลุมในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การพัฒนามาตรฐานทางโทรคมนาคมที่ระบุอุตสาหกรรมแบบเฉพาะเจาะจงนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ในประเทศจีน กลุ่มผู้ให้บริการพร้อมกับพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรมเริ่มพัฒนามาตรฐานที่จะใช้กับเทคโนโลยี 5G ในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ การทำเหมืองถ่านหิน การผลิตเหล็ก และพลังงานไฟฟ้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างช่วยผลักดันให้เกิดการนำไปใช้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นภายในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว

“นอกเหนือจากเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่งที่ไม่สามารถจับต้องได้และอาจจะไม่ได้เกิดผลกำไรในทันที แต่จะเป็นกุญแจสู่ศักยภาพด้านการแข่งขันในระยะยาวในตลาดบริการแบบ 5GtoB” คุณเคน หูกล่าวสรุป

แนวทางที่สาม ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเตรียมพร้อมในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม จากการประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ภายในปี พ.ศ. 2573 เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั่วโลกอย่างน้อย 15เปอร์เซ็นต์ โดยคุณเคน หู กล่าวว่า “ในทางหนึ่ง เรามีโอกาสที่ดีที่จะสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์ในทุกอุตสาหกรรม พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล แต่ในขณะเดียวกัน เรายังต้องตระหนักถึงความจริงที่ว่าอุตสาหกรรมของเรามีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) เพิ่มมากขึ้น และเราต้องเริ่มแก้ไขปัญหาดังกล่าว ปัจจุบัน หัวเว่ยได้ใช้ทรัพยากรและอัลกอริธึมใหม่ ๆ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราใช้พลังงานน้อยลง และกำลังปรับปรุงพื้นที่ต่างๆ รวมถึงปรับการจัดการพลังงานในศูนย์ข้อมูลของหัวเว่ยให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น”

“ตลอดสองปีที่ผ่านมา เราเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของโควิด-19 เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าเมื่อโลกเริ่มฟื้นตัวกลับมา เราจำเป็นต้องตระหนักถึงโอกาสต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้าและเตรียมตัวให้พร้อมกับโอกาสเหล่านั้น  เราจึงต้องเตรียมทั้งเทคโนโลยี ธุรกิจ และศักยภาพ ของเราให้พร้อม” คุณเคน หูสรุป

การประชุม Global Mobile Broadband Forum 2021 นั้นจัดขึ้นโดยหัวเว่ยและพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงองค์กรกำกับดูแลมาตรฐานการสื่อสาร (Global System for Mobile Associations – GSMA) และคณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ (SAMENA – South Asia, Middle East, North Africa) โดยงานประชุมครั้งนี้นับเป็นการรวมตัวของกลุ่มผู้ให้บริการโครงข่าย ผู้นำภายในอุตสาหกรรมแนวดิ่ง และพาร์ทเนอร์ด้านอีโคซิสเต็มจากทั่วโลกเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องแนวทางการนำศักยภาพเทคโนโลยี 5G มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมโครงข่ายไร้สายให้ก้าวไปข้างหน้า

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.huawei.com/en/events/mbbf2021

แอลจีเปิดตัวทีวีไลน์อัพ QNED Mini LED ใหม่ล่าสุด มอบปรากฏการณ์สีสันเจิดจรัส ด้วยที่สุดแห่งนวัตกรรมทีวี LCD

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย)จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ เปิดตัวไลน์อัพQNED Mini LED ใหม่ล่าสุด พร้อมให้ลูกค้าไทยได้สัมผัสประสบการณ์รับชมด้วยภาพสีสันเจิดจรัสแม่นยำยิ่งกว่าทีวี LCD รุ่นอื่น ๆ มาใน 2 ซีรีส์ ได้แก่ ซีรีส์ QNED99 8K ขนาด 75 นิ้ว และซีรีส์ QNED91 4K ขนาด 75 และ 65 นิ้ว โดยทั้ง 3 โมเดลมาพร้อมจุดเด่นด้านการแสดงภาพในทีวี LCD ผสานเทคโนโลยี Quantum Dot กับเทคโนโลยี NanoCell และหลอดไฟ Mini LED จึงแสดงคอนทราสต์ได้ล้ำลึกเหนือชั้น ในขณะที่ควบคุมความดำได้ดียิ่งขึ้นด้วยการหรี่แสงแบบกระจายทั่วหน้าจอ เต็มอิ่มกับการรับชมแบบมุมมองกว้างบนจอใหญ่เต็มตา เสริมด้วยเทคโนโลยี LGThinQ AI พร้อมระบบปฏิบัติการใหม่ webOS 6.0 ตอบโจทย์การใช้งานที่ล้ำยิ่งขึ้น

อีกขั้นของปรากฏการณ์ทีวี LCD ที่แสดงสีสันได้อย่างเจิดจรัสและแม่นยำ

ทีวี LG QNED Mini LED ใหม่ล่าสุด ยกระดับการแสดงผลด้วยสีที่เจิดจรัสและแม่นยำด้วยการผสานเทคโนโลยี Quantum Dot และ NanoCellเข้าด้วยกัน แสดงคอนทราสต์ที่ดียิ่งขึ้น การหรี่แสงกระจายทั่วหน้าจอแบบFull Array Dimming ของหลอดไฟ LED ขนาดเล็กช่วยควบคุมแสงและความสว่างได้ดีกว่า ขับเคลื่อนการทำงานระบบต่าง ๆ ของทีวีให้รวดเร็วและเสถียรยิ่งขึ้นด้วยชิปประมวลผลอัจฉริยะ α9 (อัลฟ่า) Gen4 AI Processor 8K ในทีวี LG ซีรีส์ QNED99 8K ขนาด 75 นิ้ว ที่ยกระดับการแสดงภาพ 8K ขณะที่ชิปประมวลผล α7 (อัลฟ่า) Gen4 AI Processor ในทีวี LG ซีรีส์ QNED91 4K ขนาด 75 และ 65 นิ้ว ก็ยกระดับภาพ 4K อย่างเต็มประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน นอกจากนี้เทคโนโลยี AI Picture Pro ในทีวี LGQNED Mini LED ใหม่ล่าสุด ยังทำหน้าที่ปรับแต่งความคมชัดของภาพให้เสมือนต้นฉบับ พร้อมรองรับภาพ HDR ทั้ง Dolby Vision IQ, HDR10 PRO และ HLG ให้คอภาพยนตร์ได้เพลิดเพลินกับคอนเทนต์คุณภาพระดับโลก อีกทั้งคอเกมยังสนุกกับความมันส์บนหน้าจอทีวี LCD ใหม่ล่าสุดนี้ที่รองรับ HGiG ภาพ HDR และอัตรารีเฟรชภาพ 120Hz แสดงภาพเคลื่อนไหวราบรื่น ไม่มีสะดุดเสริมประสบการณ์เสียงอันทรงพลังด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง

นอกจากจุดเด่นเรื่องเทคโนโลยีการแสดงภาพที่จัดเต็ม ทีวี LG QNED Mini LED ยังโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีเสียงที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเช่นเดียวกัน โดยทีวีLG ซีรีส์ QNED99 8K มาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง 4.2 Ch. พลังเสียง 60 วัตต์ พร้อมด้วยเทคโนโลยี AI Sound Pro ยกระดับเสียงสู่ระบบ 5.1.2 ที่ล้ำไปอีกขั้น ในขณะที่ทีวี LG ซีรีส์ QNED91 4K มอบระบบเสียง2.2 Ch. พลังเสียง 40 วัตต์ และ AI Sound ที่ยกระดับเสียงสู่ระบบ 5.1 อย่างอัจฉริยะ พร้อมด้วยการรองรับ Dolby Atmos ที่จำลองเสียงเป็นมิติขึ้นไปด้านบน เติมเต็มประสบการณ์เสมือนรับชมในโรงภาพยนตร์ นอกจากนี้ ฟีเจอร์ Bluetooth SurroundReady ยังช่วยเพิ่มศักยภาพเสียงรอบทิศทางด้วยการใช้งาน Bluetooth Speaker ร่วมกับลำโพงบลูทูธ ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริม

ตอบโจทย์การใช้งานอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีมากมายที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุด

เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การใช้งาน ทีวี LG QNED Mini LED ใหม่ล่าสุด ยังมอบเทคโนโลยี LG ThinQ AI ที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียง พร้อมอัพเกรดระบบปฏิบัติการ webOS 6.0 ช่วยประมวลผลให้ค้นหาคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้รวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น พร้อมฟีเจอร์ Apple Airplay2 ที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานแชร์คอนเทนต์จาก iOS สู่หน้าจอทีวีได้อย่างง่ายดาย โดยทีวีรุ่นใหม่ทั้ง 2 ซีรีส์ ยังมาพร้อมเมจิกรีโมทซึ่งเป็นไฮไลท์ของทีวี LG ในด้านการควบคุมที่ง่ายเสมือนเม้าส์ไร้สาย พร้อมการสั่งการแบบ Hands-free Voice Control พิเศษเฉพาะในทีวี LG ซีรีส์QNED99 8K ในขณะที่หน้าจอ Home Dashboard โฉมใหม่ ยังแสดงผลการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งโทรศัพท์มือถือ บลูทูธ AirPlay ซาวด์บาร์หรือเกมต่าง ๆ รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าของแอลจี โดยสามารถควบคุมการสั่งงานเปิด-ปิด อุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านการใช้เมจิกรีโมทคลิกบนหน้าจอพร้อมจัดเต็มฟีเจอร์เอาใจคอกีฬาอย่าง Sports Alert ให้ผู้ใช้งานตั้งค่าทีมกีฬาทีมโปรดไว้บนทีวีเพื่อรับการแจ้งเตือนก่อนเริ่มเกมการแข่งขัน พร้อมอัปเดตคะแนนแบบเรียลไทม์ในระหว่างการแข่งขัน และแจ้งกำหนดการแข่งขันในรอบถัดไป นอกจากนี้ ทีวี LG QNED Mini LED ใหม่ล่าสุด ยังถูกพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงสุนทรียภาพด้านการตกแต่ง ด้วยฟีเจอร์ Gallery App ที่บรรจุภาพวาดของเหล่าศิลปินชื่อดังเอาไว้ให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนการตั้งค่าหน้าจอทีวี ให้เป็นกรอบรูปศิลปะชั้นเลิศการเชื่อมต่อที่ราบรื่น

LG QNED Mini LED ใหม่ล่าสุด ยังมาพร้อมตัวเลือกการเชื่อมต่อที่หลากหลายเพื่ออำนวยความสะดวกผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi, Bluetooth 5.0 ช่องต่อ USB จำนวน 3 ช่อง รวมทั้งช่องต่อ HDMI โดยในทีวี LG ซีรีส์QNED99 8K ขนาด 75 นิ้ว มาพร้อมช่องต่อ HDMI 2.1 จำนวน 4 ช่อง ในขณะที่ทีวี LG ซีรีส์ QNED91 4K ขนาด 75 และ65 นิ้ว มาพร้อมช่องต่อ HDMI 4 ช่อง แบ่งเป็น HDMI 2.1 จำนวน 2 ช่อง และ HDMI 2.0 อีก 2 ช่อง

สำหรับ LG QNED Mini LED TV ซีรีส์ QNED99 และ QNED91 ราคาเริ่มต้นที่ 104,990 – 229,990 บาท พร้อมให้ลูกค้าชาวไทยเป็นเจ้าของตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลแอลจี 0-2878-5757 หรือhttps://www.lg.com/th/qned-tvs และสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

vivo เปิดตัว X70 Series 5G สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นท็อปสุดในประเทศไทย

สัมผัสอีกขั้นของการถ่ายภาพระดับมืออาชีพด้วยกล้องที่พัฒนาร่วมกับ ZEISSมาพร้อมเทคโนโลยี ZEISS T* ราคาเริ่มต้นที่ 21,999 บาท

  • ก้าวสำคัญของการเป็นพันธมิตรด้านการถ่ายภาพในระดับโลกกับ ZEISS เพื่อที่สุดแห่งประสบการณ์ด้านการถ่ายภาพบนสมาร์ตโฟนแก่ผู้ใช้งานด้วยโหมดการถ่ายภาพพอร์ตเทรตแบบใหม่จาก ZEISS
  • กล้องหลักชัดความละเอียดสูงสุด 50MP เก็บทุกภาพความประทับใจด้วยระบบกันสั่นรุ่นใหม่ Gimbal Stabilization 3.0 พร้อม Super-Night Mode ให้การถ่ายภาพและวิดีโอตอนกลางคืนสวยกว่าเคย
  • vivo X70 Series 5G มาพร้อมสเปกแบบจัดเต็มด้วยชิปเซต MediaTek Dimensity 1200 vivo 5G Platform พร้อม RAM สูงสุด 12GB และแบตเตอรี่สูงสุดขนาด 4450mAh รองรับ FlashCharge 44W ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 12
  • วางจำหน่ายพร้อมกัน ในวันที่ 16 ตุลาคม 2564 โดย X70 Pro 5G จำหน่ายในราคา 27,999 บาท และ X70 5G จำหน่ายในราคา 21,999 บาท

vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก เปิดตัวไลน์อัปสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นท็อปสุดสำหรับการถ่ายภาพระดับมืออาชีพ vivoX70 Series 5G จากตระกูล X Series ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยประกอบด้วยมือถือสองรุ่นทั้ง X70 5G และ X70 Pro 5G นับเป็นก้าวสำคัญของการเป็นพันธมิตรด้านการถ่ายภาพในระดับโลกกับ ZEISS เพื่อสร้างที่สุดแห่งประสบการณ์การถ่ายภาพบนมือถือแก่ผู้ใช้งาน ซึ่ง vivo X70 Series 5G มาพร้อมโหมดการถ่ายภาพพอร์ตเทรตหรือภาพบุคคลแบบใหม่จากZEISS รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเพื่อการถ่ายภาพบนมือถือ พร้อมกับสเปกแรงแบบจัดเต็มเพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดแก่ผู้ใช้งาน

vivo X70 Series 5G จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมกันในทุกช่องทางทั้ง vivo Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ ในวันเสาร์ ที่ 16 ตุลาคม 2564 โดย X70 5G จำหน่ายในราคา 21,999 บาท และ X70 Pro 5G จำหน่ายในราคา 27,999 บาท

เดินหน้าพัฒนาสู่ที่สุดของเทคโนโลยีการถ่ายภาพบนมือถือร่วมกับ ZEISS

vivo X70 Series 5G คือเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นของ vivo ในการเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพบนสมาร์ตโฟนที่ผ่านการพัฒนาทางวิศวกรรม (Co-Engineer) ร่วมกับ ZEISS ตำนานแบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลกมากว่า 175 ปีเพื่อผสานการทำงานระหว่างซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สำหรับการถ่ายภาพบนมือถือระดับพรีเมียม

Spark Ni รองประธานอาวุโสและผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ vivo กล่าวว่า “นับเป็นอีกครั้งที่ vivo ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดใหม่ๆ ด้วยการนำเสนอสุดยอดความล้ำหน้าด้านการถ่ายภาพบนมือถือที่พัฒนาร่วมกับ ZEISS ผู้นำระดับโลกด้านเลนส์และการถ่ายภาพ ปัจจุบันนี้ สมาร์ตโฟนกลายเป็นเครื่องมือที่ผู้ใช้งานเลือกใช้ในการเก็บภาพความทรงจำต่างๆ และนับเป็นประตูสู่โลกดิจิทัล เพื่อใช้บอกเล่าเรื่องราวและแบ่งปันความสร้างสรรค์ของตนสู่โลกกว้าง โดย vivo X70 Series 5G จะเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างของการถ่ายภาพบนมือถือและการถ่ายภาพระดับมืออาชีพผ่านการผสมผสานนวัตกรรมที่เน้นผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลางเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยใหม่ๆ”

vivo X70 Series 5G คือสมาร์ตโฟนที่รวมเอาคุณสมบัติด้านการประมวลผลการภาพถ่ายชั้นยอดจากทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ส่งผลให้เกิดประสบการณ์การถ่ายภาพที่เป็นธรรมชาติสูงสุด ให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอที่ดูเป็นธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง โดยกล้องหน้าของ vivo X70 Series 5G ทั้งสองรุ่นมีความละเอียด 32MP ในขณะที่กล้องหลังของ X70 Pro 5G จะใช้กล้องหลัง 4 ตัว โดยกล้องหลักมีความละเอียดที่ 50MP (พร้อม Gimbal Stabilization 3.0) กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 12MP กล้อง Portrait ความละเอียด 12MP และกล้อง Periscope ขนาด 8MP ในขณะที่รุ่น X70 5G จะใช้ระบบกล้องหลัง 3 ตัว กล้องหลักความละเอียด 40MP (พร้อม Gimbal Stabilization 3.0) กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 12MP และกล้อง Portrait 12MP

นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ถ่ายภาพบุคคล ZEISS Biotar Portrait Style ที่ช่วยสร้างภาพ Bokeh ที่สวยงามvivo X70 Series 5G ยังเพิ่มอีก 3 ฟีเจอร์ภาพถ่ายบุคคลในสไตล์ของ ZEISS ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายพอร์ตเทรตจากเลนส์สไตล์คลาสสิกต่างๆ ของ ZEISS ได้แก่ฟีเจอร์ Distagon, Planar และ Sonnar ให้ผู้ใช้งาน X70 Series ได้เลือกใช้ โดยฟีเจอร์ ‘Distagon’จะให้ภาพกว้างมากขึ้นแบบ (Anamorphic) โดยระบบจะนำเสนอเอฟเฟกต์การภาพถ่ายแบบ Dynamic Perspective เหมาะกับการถ่ายภาพพอร์ตเทรตและสถาปัตยกรรมต่างๆ หรือสถานที่ ที่มีการตกแต่งภายในให้เห็นรายละเอียดของพื้นหลัง มอบสุนทรียภาพให้ภาพพอร์ตเทรตราวกับงานภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูด ส่วนฟีเจอร์ ‘Planar’ ให้เอฟเฟกต์ภาพ Bokeh แบบคลาสสิก เผยคาแรกเตอร์ที่แท้จริงของผู้ถูกถ่าย ตลอดจนถ่ายทอดความรู้สึกได้อย่างตรงไปตรงมาผ่านภาพถ่ายพอร์ตเทรต สุดท้ายฟีเจอร์ ‘Sonnar’ ให้มุมมองภาพถ่ายพอร์ตเทรตที่มี Bokeh แบบนุ่มนวล จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพพอร์ตเทรตที่ต้องการให้เน้นบุคคลให้มีความชัดเจนขึ้นจากฉากหลัง

โดย vivo X70 Series 5G ทั้งสองรุ่นได้ผ่านการรับรองตามมาตรฐานการเคลือบเลนส์ของ ZEISS T* (T Star) ที่ช่วยลดการสะท้อนและเพิ่มการส่งผ่านแสง ลดการเกิดแสงหลอก แสงฟุ้ง และปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพและความสดใสของภาพที่ได้ โดยสัญลักษณ์แห่งคุณภาพอย่างโลโก้ของ ZEISS และโลโก้ ZEISS T* ถูกประทับอยู่บริเวณกล้องหลังของ vivo X70 Series 5G พร้อมเครื่องหมายการค้า ZEISS VARIO-TESSAR ที่บ่งบอกเทคโนโลยีเลนส์เฉพาะของ ZEISS ถูกสลักอยู่บริเวณแผงไฟแฟลชด้านหลังของตัวมือถือ

สมาร์ตโฟนเรือธงด้านการถ่ายภาพมืออาชีพระดับไฮเอนด์

vivo X70 Series 5G ประกอบด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงฟีเจอร์ด้านการถ่ายภาพและการถ่ายวิดีโอหลากหลายรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ vivo ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตนได้อย่างเต็มที่ภายใต้คุณภาพความละเอียดสูง รวมถึงสร้างคอนเทนต์วิดีโอหรือภาพถ่ายโดยไม่ถูกลดทอนคุณภาพลงไป

โดย vivo X70 Pro 5G และ X70 5G ติดตั้งกล้องหลักที่มีระบบกันสั่นแบบ Ultra-Sensing Gimbalทำงานร่วมกับ Gimbal Stabilization 3.0 ระบบกันภาพสั่นไหวแบบ 5 แกน ให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายภาพหรือวิดีโอได้อย่างเสถียรและนิ่งกว่าที่เคยแม้อยู่ระหว่างการเคลื่อนไหว โดยระบบจะช่วยเสริมการทำงานฮาร์ดแวร์กันสั่นด้วยซอฟต์แวร์ (OIS และ EIS) เพื่อช่วยการลดการสั่นของเลนส์ระหว่างแกน X และ Y ด้วยการหมุนแกน Z เพื่อรักษาความเสถียรในองค์รวม

เพื่อสอดรับกับความสามารถด้านการถ่ายภาพระดับสูงของ X70 Series 5G ทาง vivo จึงให้ฟีเจอร์ด้านการถ่ายภาพและวิดีโอมาในเครื่องอย่างจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์สำหรับตอนกลางคืนอย่าง Real-Time Extreme Night Vision, Super Night Video และ Pure Night View ฟีเจอร์การถ่ายวิดีโอระดับโปรอย่าง Pro Cinematic Mode รวมถึงฟีเจอร์สุดล้ำอื่นๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถปลดปล่อยศักยภาพและค้นพบสุนทรียภาพใหม่ๆ ด้านการถ่ายภาพและวิดีโอ

เพิ่มประสิทธิภาพให้ไม่เป็นรองใคร

เนื่องจากเป็นมือถือระดับเรือธงตัวท็อปที่จะปฏิวัติการถ่ายภาพบนมือถือ vivo X70 Series 5G ทั้งสองรุ่น จึงให้สเปกภายในเครื่องมาแบบจัดเต็ม พร้อมมอบประสิทธิภาพการทำงานขั้นสูงสุด ตอบโจทย์ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน

vivo X70 Pro 5G และ X70 5G ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังชิปเซต MediaTek Dimensity 1200 มอบประสิทธิภาพในการประมวลผลของ CPU และ GPU ขั้นสูงสุด โดยโปรเซสเซอร์ชุดนี้จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อ 5G ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและยังช่วยประหยัดพลังงาน

X70 Pro 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4450mAh และ X70 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ 4400 mAh รองรับ FlashCharge 44W ให้ผู้ใช้งานสามารถเต็มที่กับกิจกรรมยาวนานตลอดทั้งวัน ทั้งสองรุ่นติดตั้งจอแสดงผลขนาด 6.56 นิ้ว พร้อมอัตราการรีเฟรชสูงสุดที่ 120Hz และอัตราการตอบสนอง 240Hz เพื่อการใช้งานที่ลื่นไหลกว่าที่เคย

การออกแบบเหนือกาลเวลาและประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อ

vivo ได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการพัฒนา vivo X70 Series 5G ให้สมกับเป็นสมาร์ตโฟนระดับเรือธงที่จะสร้างสุดยอดประสบการณ์ด้านการถ่ายภาพบนมือถือ โดยออกแบบตัวมือถือให้มีสไตล์ร่วมสมัยเหนือกาลเวลา พร้อมรูปลักษณ์สวยสะดุดตาไม่เหมือนใคร ซึ่ง vivo ได้เลือกใช้เทคโนโลยีการเคลือบผิวโทรศัพท์มือถือด้วยFluorite AG ซึ่งนับเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์จาก vivo โดย X70 Pro 5G และ X70 5G จะถูกเคลือบด้วยกระจกคริสตัลที่มีผิวเคลือบแบบปริซึม ช่วยกระจายแสงเมื่อตัวสมาร์ตโฟนกระทบแสงไฟ โดยกล้องด้านหลังของทั้งรุ่น X70 Pro 5G และ X70 5G ถูกออกแบบมาในดีไซน์คอนเซปต์ใหม่ของ vivo ที่เรียกว่า Cloud Valley โดยแยกกล้องและไฟแฟลชออกเป็นสองแถวอย่างชัดเจน

vivo X70 Pro 5G และ X70 5G วางจำหน่ายในสี Cosmic Black และ Aurora Dawn ซึ่งสี Cosmic Black ได้รับแรงบันดาลใจจากอำนาจและพลังของจักวาล โดยใช้สีดำที่เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาล เสริมด้วยกลิตเตอร์สีเงินที่เปรียบเหมือนดวงดาวท่ามกลางท้องฟ้าในคืนอันมืดมิด ในขณะที่สีAurora Dawn สื่อถึงแสงเหนือหรือแสงสีรุ้งออโรราที่ขั้วโลกเหนือ รวมเป็นสีที่สะดุดตาและให้ความหรูหราอย่างไร้ที่ติ

vivo X70 Series 5G จะเป็นไลน์อัปผลิตภัณฑ์แรกจาก vivo ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 12มอบประสบการณ์การใช้งานที่มีประสิทธิภาพ เหมาะกับผู้ใช้งานแต่ละคนมากกว่าที่เคย โดย Funtouch OS 12 มาพร้อมกับวิดเจ็ตชุดใหม่ให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งหน้า Home Screen ตามต้องการ กำหนดวิธีแสดงผลข้อมูลสำคัญของแอปพลิเคชันโดยไม่ต้องเปิดแอปฯ ปรับแต่งประสบการณ์การใช้สมาร์ตโฟนได้ดั่งใจ และเข้าถึงสิ่งที่ต้องการได้เร็วกว่าที่เคย รวมถึงโปรแกรมเล่นเพลงใหม่ล่าสุด Nano Music Player ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเพลงโปรดจากแอปฯ ต่างๆ เช่น Spotify และ JOOX ได้เพียงคลิกเดียว ผ่านวิดเจ็ตบนหน้า Home Screen ได้อย่างง่ายดาย

อิชย์ญาดา คลอวุฒิเสถียร บล็อกเกอร์ไอทีจากIAUMReview (ซ้ายสุด)  | วฤธ หงสนันทน์ เซเลบริตี้ (กลาง)

นอกจากนี้ภายในงานเปิดตัว vivo X70 Series 5G ในประเทศไทย ยังได้รับเกียรติจาก คุณวฤธ หงสนันทน์เซเลบริตี้ชื่อดังผู้หลงใหลในนวัตกรรมและความสมบูรณ์แบบ และคุณอิชย์ญาดา คลอวุฒิเสถียร บล็อกเกอร์ไอทีจากIAUMReview มาร่วมแชร์ประสบการณ์การใช้งานพร้อมแง่มุมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และถ่ายทอดนิยามใหม่ของการถ่ายภาพบนสมาร์ตโฟนที่เหนือชั้นกว่าที่เคย

vivo X70 Series 5G ทั้งสองรุ่นจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมกัน ในวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม 2564 โดย vivo X70 Pro 5G จำหน่ายในราคา 27,999 บาท และ vivo X70 5G จำหน่ายในราคา 21,999 บาท ณ vivo Brand Shop ทุกสาขา ตัวแทนจำหน่ายชั้นนำ BaNANA, IT City, CSC, Jaymart, TG FONE, KINGKONG, BKK, แม่วังสื่อสาร, Power Mall, Stamp และ PTE, Advice, Boonchai และผู้ให้บริการเครือข่าย AIS, True, Dtac, รวมถึง vivo Official Store บนร้านค้าออนไลน์ชั้นนำทั้ง LAZADA, Shopee, JD Central และ Thisshop ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.vivo.com/th

นอกจาก X70 Series 5G แล้ว vivo ยังเปิดตัวหูฟังสุดล้ำ vivo TWS 2 Series โดยจะมีให้เลือกสองรุ่นคือvivo TWS 2 ANC และ vivo TWS 2e สุดยอดหูฟังที่ออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ทุกช่วงเวลา โดยรุ่น vivo TWS 2 ANC มาพร้อมกับระบบตัดเสียงรบกวนอัจฉริยะ พร้อมคุณภาพเสียงคมชัดระดับ Deep-HD Audio ให้คุณภาพเสียงที่สมจริงและมีมิติ มาพร้อมกับดีไซน์โค้งมนทันสมัย น้ำหนักเบาพกพาสะดวก สวมใส่สบายและระบายอากาศได้ดี ใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 29 ชั่วโมง วางจำหน่ายที่ราคา 2,999 บาทและรุ่น vivo TWS 2e มาพร้อมกับระบบการตัดเสียงรบกวนแบบ Dual-Mic และระบบเสียงเอฟเฟกต์ระดับมืออาชีพจากการทดสอบและปรับปรุงแก้ไข เสียงเอฟเฟกต์ที่แตกต่างกัน 3 แบบ ทั้ง Mega Bass เสียงเบสหนักแน่นทรงพลัง Clear Voice รายละเอียดเสียงร้องที่โดดเด่น และ Clear Highs เพิ่มเสียงความถี่ระดับสูงของเครื่องดนตรี ใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 30 ชั่วโมง วางจำหน่ายที่ราคา 2,499 บาท

สำหรับผู้สนใจต้องการเป็นเจ้าของ vivo X70 Series 5G พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษก่อนใคร สามารถ Pre-Order ได้ตั้งแต่ วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม – 15 ตุลาคม 2564 รับของสมนาคุณรวมมูลค่ากว่า 12,000 บาท ได้แก่ หูฟัง vivo TWS 2e มูลค่า 2,499 บาท, VIP Card มูลค่า 7,999 บาท และ Premium Gift Box มูลค่า 1,999 บาท ที่ vivo Brand Shop ทุกสาขาและตัวแทนจำหน่ายชั้นนำ ทั้ง BaNANA, IT City, CSC, Jaymart, TG FONE, KINGKONG, BKK, แม่วังสื่อสาร, Power Mall, Stamp และ PTE, Advice, Boonchai และผู้ให้บริการเครือข่าย AIS, True, Dtac หรือจองผ่านช่องทางออนไลน์ที่ vivo Official Store บน LAZADA, Shopee, JD Central และ Thisshop

#vivoX70Series5G #PhotographyRedefined

3เอ็มจัดทำสารคดี “Not the Science Type” จุดประกายความคิดสร้างนักวิทยาศาสตร์หญิงรุ่นใหม่

3เอ็ม เปิดตัวสารคดีพิเศษเพื่อจุดประกายเส้นทางด้านสะเต็มศึกษาให้แก่คนรุ่นใหม่ ผ่านเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจจากนักวิทยาศาสตร์หญิงผู้ประสบความสำเร็จในสายงานนี้โดยสามารถรับชมพร้อมคำบรรยายภาษาไทยผ่านทางช่องยูทูป ของ 3เอ็ม ประเทศไทยได้แล้ววันนี้

3เอ็ม องค์กรด้านนวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ระดับโลก  จัดทำภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Not the Science Type”  ซึ่งเป็นการจุดประกายความฝันและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทุกคนตระหนักถึงคุณค่าและศักยภาพของตนเอง เพื่อเข้าสู่โอกาสที่หลากหลายในชีวิต อีกทั้งยังมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับทัศนคติแบบเหมารวมเชิงลบและการยอมรับความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมให้มากขึ้นในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ หรือสะเต็มศึกษา (Science, Technology, Engineering and Math, STEM) โดย 3เอ็ม ได้ร่วมมือกับ Generous Films และสมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน หรือ American Association for the Advancement of Science (AAAS) ผลิตสารคดีที่นำเสนอเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์หญิง 4 คน ที่ได้ท้าทายทัศนคติเหมารวม และเผชิญหน้ากับการเลือกปฏิบัติในระหว่างเส้นทางสู่ความสำเร็จบนเส้นทางสายอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ของพวกเธอ โดยสารคดีเรื่องนี้ฉายรอบปฐมทัศน์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ทริเบก้า (Tribeca Festival)

“Not the Science Type” ถ่ายทอดเนื้อหาเกี่ยวกับความหวังและแรงบันดาลใจสำหรับคนรุ่นใหม่ เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์หญิงเหล่านี้ได้เอาชนะอคติและกรอบความคิดเพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งสามารถเป็นไปได้ สารคดีเรื่องนี้เปิดตัวครั้งแรกในการฉายแบบส่วนตัว ในเทศกาลภาพยนตร์ทริเบก้า (Tribeca Festival) ประจำปี 2564  โดยมีโลนี เลิฟ (Loni Love) นักแสดง พิธีกรรายการโทรทัศน์ นักเขียน และอดีตวิศวกรไฟฟ้า เป็นพิธีกรภายในงาน ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถรับชมสารคดีดังกล่าวทางช่องยูทูปออฟฟิเชียลของ 3เอ็ม ประเทศไทย Not the Science Type – YouTube

ดร.เดนิส รัทเทอร์ฟอร์ด รองประธานอาวุโสและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ 3เอ็ม กล่าวว่า “ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานของ 3เอ็ม ในการให้ความช่วยเหลือ การเข้าถึง เครื่องมือ และความรู้ ที่จำเป็นสำหรับนักเรียนและอาจารย์เพื่อความสำเร็จด้านสะเต็มศึกษา เรามีความภาคภูมิใจในสารคดีเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และยังคงมุ่งมั่นที่จะปิดช่องว่างสำหรับกลุ่มคนที่ถูกมองข้ามทางด้านสะเต็ม และสาขาอาชีพเฉพาะทางต่างๆ โดยในปีนี้ 3เอ็ม ได้ประกาศเป้าหมายระดับโลกเน้นเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้สะเต็มศึกษาและทักษะสำหรับอาชีพเฉพาะทางกว่า 5 ล้านรายการ สำหรับกลุ่มคนที่ถูกมองข้ามภายในสิ้นปี 2568 ดังนั้นภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Not the Science Type” จึงเป็นเพียงอีกหนึ่งก้าวในการสนับสนุนการแสดงออกเพื่อความเท่าเทียมในสาขาสะเต็ม

สารคดีเรื่อง “Not the Science Type” สร้างขึ้นเพื่อจุดประกายการความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมด้านสะเต็ม รวมถึงสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่มีต่อชุมชนและกลุ่มคนที่ถูกมองข้าม โดยได้รับแรงบันดาลใจจากข้อมูลเชิงลึกที่เปิดเผยในดัชนีสถานะวิทยาศาสตร์ประจำปี (3M State of Science Index) จัดทำโดย 3เอ็ม ซึ่งผลงานวิจัยระบุว่าเด็กผู้หญิงและสตรีในสาขาสะเต็ม ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคอันเกิดจากเพศกำเนิดของพวกเขาและอุปสรรคอื่นๆ โดยผลการศึกษาพบว่าผู้คนจำนวน59% กล่าวว่าสตรีและเด็กผู้หญิงถูกกีดกันจากการศึกษาด้านสะเต็มมากกว่าบุรุษและเด็กผู้ชาย นอกจากนี้ ผู้คนจำนวน 87% เห็นด้วยว่าจำเป็นต้องส่งเสริมและเพิ่มการมีส่วนร่วมด้านสะเต็มศึกษาในสตรีและเด็กผู้หญิงให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์หญิงผู้ปราดเปรื่องทั้ง 4 คนนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างของผู้หญิงที่สามารถทลายกำแพงความเชื่อต่างๆ เกี่ยวกับงานในสาขาของตน ได้แก่ ชีววิทยา วิศวกรรม วิทยาศาสตร์และแอปพลิเคชันด้านเทคโนโลยี ตลอดจนความหวังของพวกเขาที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์และนักการสื่อสารสตรีรุ่นต่อไปในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์หญิงเจ้าของเรื่องราวทั้ง 4 คน ได้แก่

  • กิทันจาลี ราวด์ เด็กสาวชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย วัย 15 ปี ที่นิตยสาร TIME ยกย่องให้เป็นเด็กแห่งปี 2563 ซึ่งกำลังทำภารกิจสร้างแรงบันดาลใจและสร้างชุมชนนักประดิษฐ์รุ่นใหม่จากทั่วโลกเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ในทั่วทุกมุมโลก
  • ดร. เซียรา ซีเวลส์ วิศวกรนิวเคลียร์ประจำห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ (Johns Hopkins Applied Physics Laboratory) และเป็นผู้หญิงผิวสีคนแรกที่ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต ในสาขาวิศวกรรมนิวเคลียร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และทูต If/Then ของ สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน (AAAS)
  • ดร. เจสสิก้า ทาฟเฟ นักวิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพระดับโลก นักจุลชีววิทยา และทูต If/Then ของ สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน (AAAS)
  • ดร. เจชรีย์ เซท นักวิศวกรเคมีและหัวหน้าหน่วยวิทยาศาสตร์ของ 3เอ็ม โดยเธอมีชื่อในสิทธิบัตรถึง 72 รายการ

ดร. สุดดิป พาริคห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  AAAS กล่าวว่า “เรารู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรกับ 3เอ็ม เพื่อนำเสนอเรื่องราวอันน่าทึ่งของ กิทันจาลี ราวด์ ดร. เซียรา ซีเวลส์ ดร. เจสสิก้า ทาฟเฟ และดร. เจชรีย์ เซท เราตั้งตารอที่จะยกระดับผู้หญิงเก่งเหล่านี้และผู้หญิงทุกคนในองค์กรทางวิทยาศาสตร์”

“Not the Science Type” กำกับโดย จูลิโอ พาราซิโอ ผู้ผลิตภาพยนตร์เชิงสารคดี และอำนวยการสร้างโดย คริสติน อารีน่า (ผู้สร้างสารคดีเรื่อง Let Science Speak และ When the Earth Moves) บริษัท 3เอ็ม และ Generous Films หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “Not the Science Type” สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่

https://www.3m.com/3M/en_US/state-of-science-index-survey/not-the-science-type/

Kingston Technology ยังคงเป็นสุดยอดซัพพลายเออร์โมดูล DRAM ในปี 2563

  • Kingston มีรายได้มากที่สุดอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 78.02%
  • ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านหน่วยความจำ เตรียมพร้อมเปิดตัว DDR5

กรุงเทพฯ – 7 ตุลาคม 2564 – Kingston Technology ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์หน่วยความจำและโซลูชันเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศความสำเร็จหลังได้รับการจัดอันดับให้เป็นสุดยอดซัพพลายเออร์โมดูล DRAM ประเภทบุคคลที่สาม (Third-party) ของโลก ในการจัดอันดับตามรายได้ล่าสุด โดยบริษัทด้านการวิเคราะห์ TrendForce (เดิมชื่อ DRAMeXchange) โดย Kingston ยังคงรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 78.02% โดยประมาณ ด้วยรายได้ 13.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่ง TrendForce ระบุว่า Kingston มีรายได้เพิ่มขึ้น 2.03% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน และนับเป็น 18 ปีติดต่อกันที่ Kingston ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับสูงสุด

Kingston สามารถรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรทางการค้าและลูกค้า เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาดและความต้องการที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งแรงผลักดันสู่ความสำเร็จของ Kingston คือทัศนคติการทำงานที่อยู่ภายใต้แนวคิด “Kingston พร้อมอยู่ข้างคุณ(Kingston Is With You)” และในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ซื้อชิป DRAM ชั้นนำของโลก ทำให้ Kingston เล็งเห็นถึงความต้องการหน่วยความจำชิปที่เพิ่มสูงขึ้นได้ตั้งแต่แรกเริ่ม และสามารถเตรียมพร้อมในการจัดหาส่วนประกอบเพิ่มเติมที่จำเป็น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที เช่น การจัดซื้อสินค้าคงคลังด้านส่วนประกอบ ก่อนที่คลังสินค้าของพันธมิตรจะหยุดชะงัก นอกจากนี้ สำหรับแนวคิดในช่วงต้นปี 2563 ว่าภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะมีการชะลอตัว เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสนั้น ทำให้Kingston ได้ริเริ่มแนวทางสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ DRAM เพิ่มเติม เช่น ผู้ที่ต้องทำงานจากที่บ้านโดยใช้เครื่องพีซีของตัวเอง หรือผู้ใช้หน่วยความจำสำหรับการเล่นเกม หรือเซิร์ฟเวอร์ฟาร์ม (server farm) ที่ต้องการหน่วยความจำเพิ่มเติมสำหรับการซื้อขายและทำกิจกรรมออนไลน์

ผลการจัดอันดับซัพพลายเออร์โมดูล DRAM 10 อันดับแรกโดย TrendForce มีดังต่อไปนี้

นอกจากนี้ สำหรับ DDR รุ่นใหม่ที่ใกล้เปิดตัวนั้น Kingston ได้เตรียมพร้อมเพื่อมอบความเร็วที่ล้ำหน้าของDDR5 ให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว โดยความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง Kingston และอินเทลจะช่วยให้ลูกค้าของเรามั่นใจได้ถึงโซลูชันที่ ‘ทะลุขีดสุด’ ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ล่าสุดของอินเทล

Kingston กล่าวว่า “การจัดอันดับของ TrendForce สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัท และความยืดหยุ่นในการรับมือกับความท้าทายของสภาวะทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน โดยตำแหน่งความเป็นผู้นำในตลาดของเรา ช่วยให้เราสามารถทำงานอย่างใกล้ชิดกับคู่ค้าและผู้จัดจำหน่าย รวมทั้งจัดหาแนวทางและให้คำแนะนำเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ได้ เช่น โมดูล 16Gbit และการเปิดตัว DDR5 ที่กำลังจะเกิดขึ้น”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ kingston.com

สามารถติดตาม Kingston ได้ที่:

Facebook: https://www.facebook.com/kingstonthailand/

YouTube: https://www.youtube.com/user/KingstonTechnologyTH

ลาซาด้า ประเทศไทย เปิดตัวโปรแกรมส่งฟรีพิเศษกับลาซาด้า สนับสนุนค่าจัดส่งสินค้าให้แก่ผู้ขายรายใหม่

ลาซาด้า ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวโปรแกรมส่งฟรีพิเศษกับลาซาด้า “Lazada Special Free Shipping” ในประเทศไทย ซึ่งจะมาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นเปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มให้กับผู้ขายรายใหม่ พร้อมสนับสนุนร้านค้าใหม่ให้คว้าโอกาสในช่วงเวลาทองของการขายของออนไลน์ในมหกรรมช้อปครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายปีที่กำลังจะมาถึง โดยผู้ขายรายใหม่จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการขาย ค่าธรรมเนียมแรกเข้า และค่าธรรมเนียมรายเดือน รวมถึงลาซาด้าจะสนับสนุนค่าจัดส่งในเดือนแรกของการเข้าร่วมแพลตฟอร์มระหว่างวันที่ 7 ตุลาคมถึง 30 ธันวาคมนี้

นายวีระพงศ์ โก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ลาซาด้าเดินหน้าสร้างสรรค์โปรแกรมและแพ็คเกจหลากหลายรูปแบบในการช่วยเหลือร้านค้าเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยที่กำลังฟื้นตัว โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีซึ่งมักเป็นช่วงที่ผู้คนเริ่มจับจ่ายซื้อของขวัญและข้าวของต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง และเราอยากช่วยให้ผู้ขายได้รับประโยชน์จากเทศกาลช้อปปิ้งส่งท้ายปีให้ได้มากที่สุด”

สำหรับผู้ขายรายใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจบนลาซาด้าสามารถลงทะเบียนเปิดร้านด้วย 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

  1. กรอกหมายเลขโทรศัพท์มือถือสำหรับการลงทะเบียน
  2. ป้อนรหัส 6 หลักที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว เพื่อยืนยันหมายเลขโทรศัพท์มือถือ และ
  3. ตั้งรหัสผ่าน

ผู้ขายใหม่ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย ได้แก่

  • ฟรี! ค่าธรรมเนียมจัดส่งทุกรายการสินค้า นาน 1 เดือน
  • ฟรี! ค่าธรรมเนียม 0% ไม่มีรายเดือน ไม่มีค่าแรกเข้า
  • ฟรี! ค่าธุรกรรมการชำระเงิน นาน 1 เดือน
  • ฟรี! คูปองกระตุ้นยอดขาย ส่วนลด 50% ไม่มีขั้นต่ำ และ ส่วนลด 120 บาท
  • ฟรี! คอร์สเรียนรู้เทคนิคการขายออนไลน์ กับ Lazada Universityสำหรับผู้ขายบนลาซาด้าเท่านั้น
  • ฟรี! ทีมงานสมัครร้านค้า พร้อมให้คำปรึกษาด้านการขายนานถึง 1 เดือน และเจ้าหน้าที่ Call Center ดูแลตลอดระยะเวลาการขาย
  • ฟรี! เครื่องมือและแคมเปญกระตุ้นยอดขาย

เรียนรู้เกี่ยวกับการเป็นผู้ขายบนลาซาด้า ที่นี่: https://bit.ly/lazsignup

ทดลองเล่น 5G Router AIS ZLT X21G

บ้านที่ไม่มีFiber คอนโดที่เน็ตเต็ม หรืองานถ่ายทอดสดนอกสถานที่ ไปออกบูธนอกสถานที่ หรือทำสำนักงานชั่วคราว หาเน็ตลำบากใช้ 5G Router สะดวกมากแค่ใส่ซิม เสียบปลั๊ก เปิดเครื่อง ต่อเข้าไวไฟ เสียบสาย Lan ได้ 4 ช่อง เท่าที่ได้ลองได้ทั้งค่ายแดง และค่ายเขียว ยังไม่ได้ลองค่ายฟ้า

Ais ออก  5G Router ทำราคาออกมาน่าสนใจมาก สำหรับบ้านหรือคอนโดที่ไม่มีโครงข่าย Fiber โดยเพียงแค่ใส่ซิมก็สามารถใช้งานได้เลย ทางทีมงานลองใช้ Sim True ก็สามารถใช้งานได้เลย สะดวกสุดๆ

ใครสนใจไปตาม Link นี้

สเปคตามนี้เลยครับ

 

 

เปิด 5 เหตุผลที่ทำให้ MY NAME เป็นซีรีส์เรื่องถัดไปที่คุณไม่ควรพลาด

ซีรีส์โดย Netflix  เรื่อง My Name เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่ชื่อว่า “จีอู” ที่ตัดสินใจเข้าร่วมแก๊งอาชญากรเพื่อตามล้างแค้นให้กับพ่อของเธอซึ่งถูกฆ่าตาย จุดเริ่มต้นของการล้างแค้น ทำให้เธอต้องละทิ้งตัวตนที่แท้จริงเพื่อปลอมตัวเข้าไปเป็นสายลับของแก๊งค้ายาด้วยชื่อและตัวตนใหม่ในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจ จีอูได้ย้ายไปทำงานในแผนกปราบปรามยาเสพติดซึ่งทำให้เธอได้เข้าใกล้ความจริงในการตามล่าหาฆาตกรที่ฆ่าพ่อของเธอ ด้วยเรื่องราวการล้างแค้นที่น่าตื่นเต้น บอกเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้ มีเสน่ห์และความพิเศษเฉพาะตัวที่คุ้มค่าแก่การรับชมแน่นอน มาดูกันดีกว่าว่ามีประเด็นหรือองค์ประกอบใดบ้าง ที่ทำให้ My Name นั้นเตรียมนั่งแท่นเป็นซีรีส์เรื่องถัดไปที่คุณไม่ควรพลาด!

ซีรีส์บู๊ระห่ำที่ตัวเอกเป็นผู้หญิงสุดคูล

 ภาพ จาก Netflix

My Name เป็นซีรีส์แนวแอคชั่น-นัวร์ ที่อัดแน่นไปด้วยฉากบู๊สุดลุ้นระทึก ตัวละครหลักในเรื่องนี้ซึ่งเป็นผู้หญิงนั้นเรียกว่าบู๊แหลกจริงๆ ในฉากที่ต้องต่อสู้กับศัตรูของเธอระหว่างตามหาคนร้ายและล้างแค้นให้กับพ่อนักแสดง พัคฮีซุน กล่าวในงานแถลงข่าวเปิดตัวซีรีส์ว่า “ตอนที่ได้อ่านบทซีรีส์เรื่อง My Name ผมก็คิดเลยว่าเป็นซีรีส์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก ด้วยความที่ตัวละครหลักนั้นเป็นผู้หญิง” โดยพัคฮีซุน ยังได้กล่าวถึงการถ่ายทอดทางอารมณ์ในหลากหลายมิติที่มีความซับซ้อนของตัวละครหลักตัวนี้เมื่อเรื่องราวของเธอได้ถูกเปิดเผยออกมาในขณะที่เนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ ตัวละครหลักของซีรีส์เรื่องนี้อย่าง “จีอู” ซึ่งรับบทโดยนักแสดงมากความสามารถอย่าง ฮันโซฮี ผู้ซึ่งกำลังไปได้สวยกับการท้าทายบทบาทที่แตกต่างและหลากหลาย จะกลายมาเป็นคาแรกเตอร์สุดเท่ที่ใครๆ ก็เทใจเชียร์เธออย่างแน่นอน

ฉากบู๊ของจริง

ภาพ จาก Netflix

ฉากแอคชั่นอย่างถึงพริกถึงขิง ถือเป็นจุดเด่นสำคัญของเรื่องราวในซีรีส์เรื่องนี้และต้องขอบอกเลยว่าไม่มีคำว่าผิดหวัง สำหรับคนที่กำลังรอชมฉากแอคชั่นหลากหลายที่ทั้งสมจริงและระทึกใจ โดยนักแสดง อันโบฮยอน เปิดเผยว่า “ฉากบู๊ของเราไม่ค่อยได้พึ่งสลิงและงานตัดต่อคอมพิวเตอร์กราฟิกมากนัก เป็นการบู๊ที่ขับเคลื่อนโดยอารมณ์ตอนเข้าฉาก ผมมองว่ามันเป็นการบู๊ของจริงและบู๊ไปตามอารมณ์” ผู้กำกับ คิมจินมิน ยังได้ย้ำถึงความพิเศษของซีรีส์เรื่องนี้ และกล่าวชื่นชมเหล่านักแสดงว่า “ผมรู้สึกภูมิใจมากๆ เพราะทีมของเราบู๊กันสนั่นสุดๆ มากกว่าที่คุณเห็นในโปรเจกต์อื่นๆ เลยก็ว่าได้”

เรื่องราวการล้างแค้นสุดเข้มข้น

ภาพ จาก Netflix

ซีรีส์แนวล้างแค้นดีๆ นั้น ก็ต้องมาพร้อมกับเรื่องราวบ่อเกิดของความแค้นที่น่าสนใจและเหตุผลในการล้างแค้นที่สมเหตุสมผล ฮันโซฮี ได้แง้มเรื่องราวที่จุดประกายให้เกิดการล้างแค้นของตัวละครหลักในซีรีส์เรื่องนี้ว่า “จีอู เห็นพ่อของเธอตายไปต่อหน้าต่อตาตั้งแต่เธออายุยังน้อย ซึ่งนั้นก็ทำให้เธอต้องก้าวเข้าสู่เส้นทางการล้างแค้นให้กับพ่อ” โดย จีอู ได้ติดต่อเพื่อนของพ่อซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊งอาชญากรเพื่อขอความช่วยเหลือให้ช่วยวางแผนการล้างแค้น โดย มูจิน บอสค้ายาของแก๊งดงชอน ตอบรับคำขอของจีอูและช่วยสร้างตัวตนและชื่อใหม่ให้กับเธอ เพื่อเข้าไปแทรกแซงการทำงานของตำรวจ My Name เป็นซีรีส์ที่บอกเล่าเรื่องราวการแก้แค้นที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เป็นการเผยให้เห็นถึงเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ของสมาชิกแก๊งอาชญากรที่ปลอมตัวเข้าไปเป็นสายลับในคราบตำรวจ โดยความต้องการในการล้างแค้นของจีอูนั้น ได้กลืนกินชีวิตทั้งชีวิตของเธอเมื่อเธอได้ค้นพบความจริงที่แสนเจ็บปวด

กำกับโดยผู้กำกับมือฉมัง คิมจินมิน

ภาพ จาก Netflix

หากพูดถึงความสามารถของผู้กำกับ คิมจินมิน นั้นบอกได้เลยว่าไม่ธรรมดา ซึ่งเหล่านักแสดงซีรีส์เรื่อง My Name ต่างก็ชื่นชมฝีมือการกำกับของผู้กำกับ คิมจินมิน ที่เคยกำกับเรื่อง ชมรมลับธุรกิจรัก (Extracurricular) มาก่อน นักแสดง พัคฮีซุน ได้ออกปากชื่นชมผู้กำกับ คิมจินมิน ว่ากำกับเรื่อง ชมรมลับธุรกิจรัก ได้สุดยอดมากๆ นั่นทำให้เขาเชื่อมั่นในฝีมือของผู้กำกับคิมจินมิน อีกทั้ง อันโบฮยอน ยังเสริมต่ออีกว่าเขาเป็นแฟนตัวยงของผู้กำกับคิมจินมินและซีรีส์เรื่อง ชมรมลับธุรกิจรัก หากพิจารณาดูจากผลงานการสร้างเรื่องราวที่ดำมืดแนวรุนแรงจากซีรีส์เรื่อง ชมรมลับธุรกิจรัก แล้ว ก็คาดหวังได้เลยว่าการกำกับลงลึกในรายละเอียดของ My Name จะอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าไม่แพ้กัน นอกจากนี้ผู้กำกับคิมจินมิน ยังเปิดเผยด้วยว่าเขาตื่นเต้นสุดๆ ที่ได้กลับมาทำซีรีส์แนวแอคชั่นเหมือนที่เขาเคยได้กำกับเมื่อนานมาแล้ว

ทัพนักแสดงมากฝีมือ

ภาพ จาก Netflix

นำทีมโดย ฮันโซฮี นักแสดงดาวรุ่งที่โด่งดังจากบทบาทที่เธอได้รับในเรื่อง หลังภาพแห่งความสุข (The World of the Married) และซีรีส์สุดฮิตเรื่องล่าสุด รักนี้ห้ามไม่ได้ (Nevertheless) โดยในงานแถลงข่าวเปิดตัวซีรีส์ ผู้กำกับ คิมจินมิน ยังได้ขอบคุณสองนักแสดงรุ่นใหญ่มากความสามารถ พัคฮีซุน และ คิมซังโฮ ที่ใช้ประสบการณ์การแสดงที่สั่งสมมา คอยช่วยชี้แนะและให้คำแนะนำกับเหล่านักแสดงของซีรีส์เรื่องนี้อย่างอบอุ่นเป็นกันเอง ขณะที่ อันโบฮยอน, อีฮักจู, และจางรยูล ก็ล้วนได้รับการยอมรับว่าเป็นนักแสดงราวรุ่งที่เคยฝากผลงานเด่นๆ ให้คนดูไว้มากมาย อย่างเรื่อง ธุรกิจปิดเกมแค้น (Itaewon Class) และ  หลังภาพแห่งความสุข (The World of the Married)  ผู้กำกับ คิมจินมิน ยังเอ่ยชมทั้ง อันโบฮยอน, อีฮักจู, และจางรยูล ถึงความสามารถของพวกเขาว่าเป็นนักแสดงที่อยากร่วมงานด้วย หลังจากได้เห็นผลงานการแสดงของพวกเขา แค่นี้ก็การันตีได้แล้วว่าเราจะได้เห็นการแสดงที่ครบรสครบเครื่องจากเหล่านักแสดงยอดฝีมือในซีรีส์เรื่องนี้แน่นอน

แล้วเหตุผลข้อไหนที่ทำให้คุณตื่นเต้นมากที่สุด? มาร่วมลุ้นไปกับเรื่องราวการล้างแค้นสุดเข้มข้นที่อัดแน่นไปด้วยฉากบู๊ระห่ำสุดมัน กับซีรีส์เรื่อง My Name พรีเมียร์วันที่ 15ตุลาคม นี้ เวลา 14:00 น. ที่ Netflix เท่านั้น